My Account

Stage 2 : Not Enough Traffic

5 เทคนิคสร้างสรรค์ Facebook Video Content ให้ดึงดูดกลุ่มเป้าหมาย เพิ่มมากขึ้น

5 เทคนิคสร้างสรรค์ Facebook Video Content ให้ดึงดูดกลุ่มเป้าหมาย เพิ่มมากขึ้น
Light
Dark
PEA TANACHOTE

อดีตนักร้อง ที่ผันตัวมาเขียนคอนเทนต์ เชียร์ลิเวอร์พูล ชอบดู We Bare Bears นักเขียนคอนเทนต์ที่ใครๆ ก็ต้องการตัว (โดยเฉพาะตำรวจ)

นักเขียน
PEA TANACHOTE
PEA TANACHOTE

อดีตนักร้อง ที่ผันตัวมาเขียนคอนเทนต์ เชียร์ลิเวอร์พูล ชอบดู We Bare Bears นักเขียนคอนเทนต์ที่ใครๆ ก็ต้องการตัว (โดยเฉพาะตำรวจ)

นักเขียน

เลือกอ่านตามหัวข้อ

Facebook ถือเป็น Social Media ที่ใครหลายคนเลือกใช้เป็นเครื่องมือหลักในการทำการตลาด ด้วยประสิทธิภาพที่เรียกว่าครบเครื่องทั้งการสร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จัก ไปจนถึงการสร้างยอดขายให้กับธุรกิจ

ซึ่ง Facebook เองก็สามารถในรองรับการเผยแพร่คอนเทนต์ที่หลากหลาย แต่หนึ่งในลักษณะของคอนเทนต์ที่ได้รับการยอมรับว่าสามารถสร้างการรับรู้และ Engagement ได้ดีที่สุดนั่นก็คือ Facebook Video Content

แต่การจะสร้างสรรค์ Video Content ใน Facebook ให้น่าสนใจได้นั้นถือว่าเป็นโจทย์หินไม่น้อย เพราะต้องขึ้นอยู่กับองค์ประกอบหลายอย่าง ทั้งเนื้อหาและความยาวของคอนเทนต์ คำอธิบาย (Description) ที่ต้องดึงดูด รวมทั้งขนาดวิดีโอที่ต้องตอบโจทย์พฤติกรรมของผู้บริโภคให้ได้มากที่สุด

แต่สำหรับใครที่ยังสงสัยว่า ใน Facebook ควรสร้างสรรค์ Video Content แบบไหนที่จะดึงดูดกลุ่มเป้าหมายได้มากที่สุด ในบทความนี้ The Growth Master จะมาเฉลยให้คุณเองครับว่าในการสร้างสรรค์ Facebook Video Content ที่ดึงดูดกลุ่มเป้าหมายได้นั้น ต้องใส่ใจกับอะไรบ้าง หากพร้อมแล้ว ไปติดตามบทความนี้กันได้เลยครับ !

ไม่พลาดทุกข้อมูลที่ช่วยให้ธุรกิจคุณเติบโตได้เร็วยิ่งขึ้น

ติดตามได้หลากหลายช่องทางที่คุณสะดวก ไม่ว่าจะเป็น e-mail, line หรือ youtube
Subscribe

ทำไม Facebook Video Content ถึงสร้างประโยชน์ให้ธุรกิจคุณได้มากกว่า ?

ในแต่ละวัน 55% ของผู้ใช้งาน Facebook เลือกชมคอนเทนต์ในรูปแบบ Video ผ่านทาง Facebook ซึ่งตีเฉลี่ยเป็นตัวเลขก็ตีไปราวๆ วันละ 8 พันล้านคนจากทั่วโลกเลยครับ แต่คุณเคยสงสัยไหมว่าทำไม Video Content ใน Facebook ถึงสามารถเข้าถึงผู้คนได้เยอะขนาดนั้น ?

จากการสำรวจของ Post Planner กล่าวว่าสเปคของคอนเทนต์ที่ Facebook ชอบที่สุดก็คือ Video Content นี่แหละครับ โดยจากการวัดผลพบว่า การลง Video Content ใน Facebook สามารถให้คุณได้ค่า Organic Reach มากกว่าลักษณะคอนเทนต์แบบอื่น (ข้อความ , รูปภาพ) ถึง 135%

Facebook Video Content
ภาพจาก techcrunch

สาเหตุก็เพราะรูปแบบ Algorithm ของ Facebook ที่จะสนับสนุนให้ Content ในรูปแบบ Video มีการปรากฏขึ้นในหน้า News Feed มากกว่า Content อื่นๆ สังเกตุได้ว่าเหล่า Content Creator หรือเพจใหญ่ๆ จะมุ่งเน้นการทำ Content ไปที่รูปแบบของ Video มากกว่ารูปแบบอื่นๆ 

ทำให้ Facebook Video Content กลายเป็นหนึ่งในเทคนิคการทำ Content Marketing อันยอดเยี่ยมที่สามารถทำให้ธุรกิจของคุณได้ลูกค้าใหม่ๆ และยังเหมาะแก่การสร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จักในวงกว้างอีกด้วย

อย่างไรก็ตามการจะทำ Facebook Video Content ให้ประสบผลสำเร็จและดึงดูดกลุ่มเป้าหมายได้นั้น ต้องคำนึงถึงปัจจัยหลายๆ ครับไล่ตั้งแต่ การสร้างฐานผู้ติดตามให้เพิ่มขึ้นใน Facebook Page ก่อน โดยวิธีก็อาจจะเป็นการทำ Content แบบธรรมดาหรือจะใช้เงินแก้ปัญหา ซื้อ Ads ทำโฆษณาก็ตามสะดวกครับ

สถิติ Video Facebook
ภาพจาก buzzumo

มารู้จักปัจจัยที่จะทำให้ Video Content ปรากฏในแพลทฟอร์มได้บ่อยที่สุด ?

ล่าสุดทาง Facebook ได้ออกมาอธิบายถึง Algorithm ของระบบการแสดงผลของ Video Content (แบบไม่การยิงโฆษณา) ที่จะปรากฏในแพลทฟอร์มของผู้ใช้งาน ผ่านการให้คะแนนด้วยสิ่งที่เรียกว่า Video Ranking ในแนวๆ เดียว กับการให้คะแนนจาก Google ในการทำ SEO แบบนั้นเลยครับ

ต้องอธิบายก่อนว่าในปัจจุบันการแสดงของ Video Content ในแพลทฟอร์ม Facebook มีด้วยกัน 3 Place หลักๆ นั่นก็คือ News Feed (หน้าแรก) , Facebook Watch (ฟีเจอร์สำหรับ Video Content โดยเฉพาะ) และ More Videos (วิดีโอแนะนำ เมื่อคุณรับชมคอนเทนต์จบ) 

โดย Video Ranking นั้นทาง Facebook จะมีเกณฑ์การคำนวณคะแนนด้วย 3 องค์ประกอบได้แก่

  1. Loyalty and Intent 

คือ Video Content ที่มีจำนวนคนค้นหาหรือย้อนกลับไปดูบ่อยๆ จะทำให้วิดีโอเหล่านั้นถูกนำเสนอไปให้คนอื่นๆ ที่มีความสนใจในเรื่องที่คล้ายกัน ในหน้า News Feed (ลักษณะเหมือน Youtube ครับเราชมคอนเทนต์แบบไหนบ่อยๆ เราก็จะเจอแต่คอนเทนต์แนวๆ นั้นประจำ)

  1. Video and Viewing Duration

ข้อนี้คือการนับเวลาที่ User รับชมวิดีโอของเราครับ โดย Facebook จะเริ่มให้คะแนนตั้งแต่วิดีโอที่มี User รับชมเกิน 1 นาทีขึ้นไป แต่ถ้าในกรณีที่วิดีโอไหน User ส่วนใหญ่รับชมเกิน 3 นาทีขึ้นไป Facebook ก็จะให้คะแนนเยอะพิเศษ และก็จะทำให้ Video Content ของคุณปรากฏอยู่ตาม Place ทั้ง 3 บ่อยขึ้นครับ

  1. Originality

ปัจจัยสุดท้ายก็คือ Facebook จะให้คะแนนกับ Content ที่มีความเป็น Original มากกว่า ซึ่งคำว่า Original ในที่นี้ก็คือเป็น Content ที่เราเป็นคนสร้างสรรค์เอง ไม่ได้ก๊อปปี้ฟุตเทจมาจากที่ใด Facebook ก็จะเลือกให้ Ranking ที่ดีเช่นกัน

สาเหตุที่ Facebook เลือกให้คะแนนในส่วนนี้ ก็เพราะว่าปัจจุบัน Facebook เริ่มมีการสนับสนุน Content Creator ให้สร้าง Content แบบไม่ต้องพึ่งการก๊อปปี้นั่นเองครับ

ภาพจาก Facebook

อย่างไรก็ตาม Algorithm ที่กล่าวมาก็เป็นเพียง Algorithm ตัวปัจจุบันสำหรับการทำ Video Content ใน Facebook นะครับ ซึ่งอนาคต Facebook อาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ตลอด เพราะฉะนั้นนักการตลาดอย่างคุณ ต้องหมั่นติดตามความเคลื่อนไหวอยู่บ่อยๆ ด้วยนะครับ

มีเทคนิคสร้างสรรค์ Facebook Video Content อย่างไรให้ดึงดูดกลุ่มเป้าหมายเพิ่มขึ้น ?

จากที่ The Growth Master ได้ไปสำรวจมา เราได้พบข้อมูลตัวเลขที่น่าสนใจของการทำ Video Content ใน Facebook ว่าลักษณะของ Video Content ที่ดีต้องมีรายละเอียดอะไรบ้าง ซึ่งบอกเลยว่าไม่ได้มีแต่เรื่องการสร้างสรรค์คอนเทนต์อย่างเดียว แต่ยังรวมไปถึงการเขียนแคปชั่นด้วย

ลองมาเช็คดูกันครับว่าจะมีเทคนิคอะไรบ้างที่จะทำให้ Video Content ของคุณดึงดูดลูกค้าได้มากขึ้น

1. ปรับไซส์ของ Video Content ให้เป็นแนวตั้ง (Vertical Video)

สิ่งแรกที่คุณต้องโฟกัสในการสร้างสรรค์ Video Content ที่ชวนดึงดูดได้ก็คือการใส่ใจตั้งแต่ขั้นตอนการผลิตด้วยการ ลองปรับขนาดของ Video ให้เป็นแนวตั้ง

คุณน่าจะเคยเห็น Video Content ใน Facebook ที่ถูกปรับเป็นไซส์แนวตั้ง แม้ฟุตเทจของวิดีโอจะมาเป็นแนวนอนก็จริง แต่ส่วนใหญ่ก็มักจะมาใส่กรอบหรือมาปรับให้เป็นแนวตั้งอยู่ดี สิ่งนี้ไม่ใช่กระแสหรือแฟชั่นครับ แต่เป็นสิ่งที่ Creator ตั้งใจจะให้เป็นเพื่อดึงดูดผู้ชมโดยเฉพาะ

สถิติ Video Facebook
ภาพจาก socialinsider

ซึ่งในครึ่งปี 2020 ที่ผ่านมามีการสำรวจออกมาแล้วจริงๆ ว่า Video Content ในแบบแนวตั้ง (Vertical) สามารถดึงดูดผู้ชมได้ดีกว่าแบบแนวนอน (Landscape) และยังสร้าง Enagement Rate เพิ่มขึ้นถึง 0.10% ถึง 0.17%

สาเหตุก็เพราะการแสดงผลของ Video Content ในแนวตั้งจะอยู่ในระดับสายตาของผู้ชม และผู้ชมไม่ต้องหมุนโทรศัพท์ไปมา สามารถกดและรับชมได้เลยนั่นเอง

ภาพจาก BBC

2. ทำให้ความยาวของ Content อยู่ที่ 2 - 5 นาที

จากการสำรวจของ Socialinsider พบว่าความยาว Video Content ใน Facebook ที่ดึงดูดผู้ชมได้ดีที่สุดอยู่ที่เวลาเพียง 2-5 นาทีเท่านั้น

Facebook Video Content


โดยจากข้อมูลที่ทาง Socialinsider แบ่งออกมาเป็น 2 ชุดโดยแบบที่ 1 วัดจากจำนวนผู้ติดตามใน Facebook Page ไม่เกิน 10,000 คนพบว่า เวลาที่ดึงดูดกลุ่มเป้าหมายได้ดีที่สุดอยู่ที่ 10 นาที

และแบบที่ 2 (ตามรูป) คือจำนวนผู้ติดตามใน Facebook Page ตั้งแต่ 10,000 - 100,000 คน เวลาที่ดึงดูดกลุ่มเป้าหมายได้ดีที่สุดกลับลดลงมาเหลือเพียงแค่ 2-5 นาที

แต่อย่างไรก็ตาม หากคุณต้องการนำเทคนิคนี้มาปรับใช้ นอกจากเรื่องเวลาก็ต้องคำนึงถึงเนื้อหาของ Content ด้วยครับ เพราะการที่จะดึงดูดกลุ่มเป้าหมายให้เข้ามาเป็นลูกค้าของคุณได้นั้น ก็ต้องเกิดจากการสร้างสรรค์คอนเทนต์ที่น่าสนใจ ตอบโจทย์ความต้องการของพวกเขาเช่นกัน

3. Video Description และ Thumbnail ช่วยเพิ่มความน่าสนใจให้ Content ได้

เมื่อคุณสร้างสรรค์ Video Content ที่มีขนาดและความยาวเป็นที่พอใจแล้ว ต่อมาก็คือการนำเข้าสู่แพลทฟอร์มซึ่ง 2 สิ่งที่จะช่วยดึงดูดให้กลุ่มเป้าหมายหันมาสนใจกับคอนเทนต์ของคุณได้ มีอยู่ 2 อย่างได้แก่ Video Description และ Thumbnail

เริ่มจาก Video Description หรือก็คือคำอธิบายว่าคอนเทนต์ของคุณเกี่ยวกับอะไร แน่นอนว่าเรารู้อยู่แล้วว่ามันสำคัญกับการทำคอนเทนต์ของคุณเพียงใด แต่เทคนิคที่คุณต้องรู้ก็การใส่ช่องทางการติดต่อเพิ่มหรือ CTA ไปให้กลุ่มเป้าหมายได้รู้จักแบรนด์ของคุณมากขึ้นด้วย

และอย่างต่อมาก็คือ Thumbnail หรือรูปภาพหน้าปกของวิดีโอ สิ่งนี้ถือเป็นอีกสิ่งสำคัญที่จะดึงดูดให้กลุ่มเป้าหมายเข้ามาชมคอนเทนต์ของคุณ 

ซึ่ง Thumbnail ที่ดีนั้น คุณควรจะต้องทำรูปภาพให้น่าสนใจ และเขียนชื่อเรื่องคอนเทนต์สั้นๆ หรือบอก Benefits ของคอนเทนต์ของคุณที่พวกเขาจะได้รับลงไป เช่น “อบเค้กอย่างไร ไม่ง้อเตาอบ” , “สิวหาย ภายใน 3 วัน” เป็นต้นครับ

Facebook Video Content
ภาพจาก agorapulse

4. ทำให้ผู้ชมรู้ว่าคุณคือใคร ภายใน 4 วินาทีแรก

“4 วินาทีแรกของวิดีโอ คือ Golden Time ของ Video Content ใน Facebook”

จากการสำรวจเชิงจิตวิทยาของ Post Planner พบว่าช่วงแรกของวิดีโอหรือไม่เกิน 4 วินาทีแรก จะเป็นช่วงที่พฤติกรรมของผู้ชมจะเปิดรับสารมากที่สุด ทำให้พวกเขาสามารถจดจำแบรนด์ได้ดีกว่าช่วงอื่นๆ 

ของคอนเทนต์ และถ้ากลุ่มเป้าหมายของคุณไม่ได้สนใจในตัวคอนเทนต์ที่คุณต้องการนำเสนอ พวกเขาจะกดปิดวิดีโอทันที ภายในเวลาไม่เกิน 30 วินาที 

เพราะฉะนั้นคุณควรต้องรวบรัด ทำให้กลุ่มเป้าได้ทำความรู้จักว่าคุณ/แบรนด์เป็นใคร หรือทำการยก Key Messages ที่คุณต้องการจะสื่อสารมาไว้ตั้งแต่ภายในช่วงแรกๆ ของวิดีโอให้ได้ครับ

5. Native Video ดึงดูดกลุ่มเป้าหมายได้ดีกว่าแพลทฟอร์มอื่นๆ

แม้ว่า Facebook จะไม่ใช่แพลทฟอร์ม Video Content เต็มรูปแบบเหมือนกับ Youtube แต่ถ้าคุณต้องการจะทำ Video Content เพื่อการเผยแพร่ใน Facebook คุณไม่ควรใช้การแปะวิดีโอจากแพลทฟอร์มอื่นครับ

คำว่า Native Video ก็คือการลงวิดีโอใน Facebook ตรงๆ โดยไม่ผ่านแพลทฟอร์มอื่นเช่น Youtube เพราะจากการสำรวจของ Quintly พบว่า Facebook Native Video สามารถดึงดูดกลุ่มเป้าหมายและสร้างการรับรู้แบรนด์ได้ถึง 89% ชนิดที่เทียบไม่ติดกับการเอาลิงก์ Youtube มาแปะเลยครับ

Facebook Video Content
 ภาพจาก Quintly

ซึ่งถ้าเราสังเกตุจาก Page , Creator ที่ประสบความสำเร็จในด้าน Video Content จะพบได้เลยครับว่าแม้พวกเขาจะมีฐานผู้ชมใน Youtube มากมายแค่ไหน แต่ถ้าโยกตัวเองมาในแพลทฟอร์ม Facebook แล้วก็ล้วนจะสร้าง Content แบบ Native Video ขึ้นมาใหม่กันทั้งนั้นครับ

สรุปทั้งหมด

แม้ในปัจจุบันหลายธุรกิจต่างก็มุ่งเป้าหันมาให้ความสนใจกับการทำ Facebook Video Content กันมากขึ้น แต่การจะทำให้ Content ที่คุณตั้งใจสร้างสรรค์ออกมานั้น ประสบความสำเร็จมากขึ้นยังต้องใช้การลงทุนเพิ่มอีก 2 อย่าง

นั่นก็คือการทำ Market Research เพื่อหาสิ่งที่กลุ่มเป้าหมายต้องการ แล้วนำมาสกัดออกเป็น Content ที่ตอบโจทย์ความต้องการของพวกเขาให้ได้ และอย่างที่สองคือการรู้จักการใช้งาน Ads เพื่อทำให้ Content ของคุณเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายกลุ่มอื่นๆ มากกว่าเดิมนั่นเองครับ

Source : socialinsider , mavsoicial , brid , postplanner



ไม่พลาดทุกข้อมูลที่ช่วยให้ธุรกิจคุณเติบโตได้เร็วยิ่งขึ้น

ติดตามได้หลากหลายช่องทางที่คุณสะดวก ไม่ว่าจะเป็น e-mail, line หรือ youtube
Subscribe