Growth Marketer คือใคร ? มารู้จักอาชีพใหม่ของเหล่านักการตลาดแห่งยุค Digital

Growth Marketer คือใคร ? มารู้จักอาชีพใหม่ของเหล่านักการตลาดแห่งยุค Digital
Light
Dark
Pea Tanachote
Pea Tanachote

อดีตนักร้อง ที่ผันตัวมาเขียนคอนเทนต์ ชอบดูฟุตบอลและ Blackpink เป็นชีวิตจิตใจ นักเขียนคอนเทนต์ที่ใคร ๆ ก็ต้องการตัว (โดยเฉพาะตำรวจ)

นักเขียน

ปี 2020 นี้มันยากมากที่จะบอกว่า (ใครก็ตาม) เป็นกูรูด้านการตลาดออนไลน์ เพราะการตลาดออนไลน์คือสิ่งที่เปลี่ยนแปลงเร็วมาก และเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาซะด้วย หนังสือทุกเล่มที่เกี่ยวกับการตลาดออนไลน์ ผมกล้าพูดได้เลยว่ามันใช้ไม่ได้จริง เพราะถ้าสามารถเขียนออกมาเป็นหนังสือได้นั้น แสดงว่ามันผ่านไปนานมากแล้ว

นานขนาดไหน? มันเหมือนคุณอ่านข่าวหนังสือพิมพ์ของปีที่แล้วนั่นแหละ ถ้าจะอ่านขอแนะนำว่าต้องเป็นเล่มที่มีความเกี่ยวโยงกับจิตวิทยา พฤติกรรมของมนุษย์ เนื้อหาพวกนี้จะใช้ได้นานเพราะมนุษย์เราไม่เปลี่ยนแปลงนิสัยตัวเองกันง่ายๆหรอก จริงไหมครับ?

– คุณจะเห็นว่า Facebook, Instagram, Google, Line พัฒนาระบบใหม่ๆให้เห็นทุกเดือน

– เว็บไซต์และแอพใหม่ๆเปิดใหม่แทบทุกวัน

“เกมส์ที่เปลี่ยนกติกาการเล่นเร็วแบบนี้ ไม่มีใครบอกว่าเป็นกูรูได้หรอก”

กับอาชีพนักการตลาดก็เช่นกัน สิ่งที่คิดว่าเป็นอาชีพของเราอยู่ทุกวันนี้ ในอนาคตมันจะมีอยู่ไหม? นั่นคือคำถาม และวันนี้ผมจะพาคุณมาพบกับอีกมุมมองของนักการตลาดในอนาคต ที่เรียกว่า Growth Marketer หรือนักการตลาดเพื่อการเติบโต อาชีพที่กำลังเป็นที่จับตาในสายงานการตลาดทั่วโลก

หากทุกท่านพร้อมแล้วไปติดตามกันได้เลยครับ

ไม่พลาดทุกข้อมูลที่ช่วยให้ธุรกิจคุณเติบโตได้เร็วยิ่งขึ้น

ติดตามได้หลากหลายช่องทางที่คุณสะดวก ไม่ว่าจะเป็น e-mail, line หรือ youtube
Subscribe

Digital Marketer VS Growth Marketer 2 ตำแหน่งนี้ต่างกันอย่างไร ?

ความแตกต่างระหว่างตัวหนังสือ “Digital” กับ “Growth” สิ่งที่น่าสนใจอย่างเดียวของมันคือ เป้าหมายครับ และด้วยเป้าหมายนี้เอง จึงทำให้หลักการทำงานของสองคำนี้แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

เป้าหมายของ Digital Marketing = การหาลูกค้าใหม่

เป้าหมายของ Growth Marketing = การเติบโตของบริษัท

แต่! การหาลูกค้าใหม่เข้ามาบริษัทไม่เติบโตหรอ? ใช่ครับเติบโต แต่มันเป็นแค่ปัจจัยหนึ่งเท่านั้นไม่ใช่ทั้งหมด

เพราะการทำงานของ Growth จะครอบคลุมกว่า และแน่นอนว่า แบกรับความเสี่ยงมากกว่าเพราะเราคือผู้รับผิดชอบการเติบโตของบริษัท

ไม่ใช่เพียงแค่นั้น คาแรกเตอร์ของทั้งสองยังแตกต่างอย่างชัดเจน ตามภาพด้านล่างนี้เลย เพราะในสายงานของ Growth นั้น การทำงานเป็นขั้นเป็นตอนเป็นเรื่องลำบากมาก เพราะเราเน้นการโตเร็ว ทำให้ได้ตามเป้า และใช้ต้นทุนที่น้อยกว่า (จะมีความเป็นกองโจรมากกว่า)

ภาพจาก Minutes

เหมือนคนที่ขับรถความเร็ว 240 กม./ชม. ตลอดเวลาเพื่อไปส่งผู้โดยสาร ท่ามกลางความเร็วแบบนั้น คุณต้องอาศัยทุกทักษะที่มีเพื่อประคองรถให้คงความเร็วได้ และต้องมีการเรียนรู้ที่รวดเร็วด้วยเพราะถ้าพลาดนั่นหมายถึงความเสียหายที่ตามมา

เทียบกับ Digital Marketer ที่เน้นการขับรถให้นิ่ง จัดให้เป็นระบบระเบียบเรียบร้อย และส่งต่อผู้โดยสารไปยังรถคันอื่นหากตัวเองไม่สามารถขับไปต่อได

ทำไมต้อง Growth Marketer?

ถ้าคุณอยู่ในบริษัทด้านเทคโนโลยีจะเข้าใจดีว่า ความเร็วเป็นเรื่องสำคัญและความเก่งของคนในทีมเป็นเรื่องสำคัญยิ่งกว่า (และในอนาคตทุกบริษัทในทุกอุตสาหกรรม เมื่อใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยแล้ว ก็จะเป็นแบบเดียวกันหมด) เราจะตัดจำนวนพนักงานที่ไม่จำเป็นทิ้ง และจะยุบทีมเป็นแบบ Cross Functional มากขึ้น

มันคือทีมที่ไม่ได้แยกเป็นฝ่าย Marketing, Design, Develop หรือ UX แต่จะจับมารวมเป็นทีมเดียวกันภายใต้ชื่อโปรเจ็คแทน เพื่อต้องการยุบการทำงานแบบ Silo (แยกส่วน) ที่ทำให้ช้า ทำงานลำบาก ได้รับข้อมูลผิดพลาด และยากต่อการพัฒนาให้หมดไป

ดังนั้นเราจึงต้องการคนที่เป็น Growth Marketer มากยิ่งขึ้น เพื่อให้จบได้ในตัวคนเดียว มีความเข้าใจในความหลากหลาย 

ภาพจาก CollegeInfoGeek
ตัวอย่าง Skills แบบ T-Shaped Model คุณสมบัติเริ่มต้นที่ Growth Marketer ควรมี

โดยการจะเป็น Growth Marketer ที่มีประสิทธิภาพนั้นคุณควรต้องเตรียมตัวด้วยการ เปลี่ยนตัวเองจาก คนที่เป็น T-Shaped Person สู่การเป็น X Shaped Person กล่าวก็คือ T Shaped จะเป็นลักษณะของคนที่มีความสามารถหลายทักษะ แต่จะมีเพียงทักษะเดียวที่สามารถลงลึกได้ในระดับ Expert

แต่ X Shaped Model จะเป็น “มีความเป็น Expert มากกว่า 1 สายงาน” เช่นอะไรที่เกี่ยวกับ Digital Marketing คนที่เป็น X-Shaped Skills จะมีความสามารถมากกว่าใคร เข้าใจและทำได้ทั้งหมด (รู้ทุกอย่างในตัวคนเดียว) 

ยกตัวอย่างเช่นใน X Shaped Person 1 คนจะมีความสามารถ (ระดับ Expert ทั้งหมด) ตั้งแต่ด้าน Design , Marketing ไปจนถึง Data&Analytics เป็นต้น

และนอกจากความรู้ในสายงานแล้ว X-Shaped Skills ยังรวมถึงเรื่องของการบริหารจัดการทีม (Team Management) และภาวะความเป็นผู้นำด้วย (Leadership) ด้วย ซึ่งการที่จะเป็น Growth Marketer ในระดับหัวแถวนั้นคุณต้องเปลี่ยน Skills ตัวเองจาก T-Shaped เป็น X-Shaped ให้ได้ (ต้องใช้เวลาพอสมควร)

ภาพจาก Thinkbeyond

9 คุณสมบัติสำหรับคนที่อยากมาเป็น Growth Marketer ควรมี (พร้อมเช็คลิสต์)

ในหัวข้อนี้ The Growth Master ขอสรุปออกมาเป็น 9 ข้อหลักๆ เพื่อเตรียมตัวสู่การเป็น Growth Marketer ที่ทุกบริษัทอยากได้คุณไปทำงานด้วย

1.หลงใหลในการเรียนรู้

เนื้อหาส่วนใหญ่นั้นเราจะได้จากการเรียนรู้ด้วยตัวเอง ทริคที่ดีที่สุดไม่มี Growth Hacker คนไหนมาบอกคุณ (เค้าจะบอกแต่อะไรที่มันผ่านไปนานแล้ว) องค์ความรู้เกิดขึ้นจากการอ่าน ศึกษา ในสายงานหลากหลายมารวมกัน ไม่ว่าจะเป็น Marketing, Programming, Design, User Experience, Psychology, Branding และอื่นๆ


ภาพจาก softwirex

เพราะในทุกศาสตร์สามารถนำมาประยุกต์ให้เกิดการเติบโตได้ทั้งหมด ดังนั้นทักษะในการเรียนรู้ด้วยตัวเองสำคัญมาก และต้องเข้าใจสิ่งต่างๆได้เร็วด้วย

เช็คลิสต์

– หนังสือหรือบทความล่าสุดที่คุณอ่านคือเรื่องอะไร?

– คุณได้นำองค์ความรู้ของสิ่งที่เรียนรู้ไปมาประยุกต์ใช้ล่าสุดคือเรื่องอะไร?

– นอกจากในสายงานการตลาด สายงานไหนที่คุณมีความรู้เป็นอันกับ 2 และ 3?

2.คิดแผนการตลาดให้ออกมาเป็น Loop 

ถ้าคุณอยู่ในสายงานการตลาด ผมเชื่อว่าคุณคุ้นเคยกับคำศัพท์นี้ดีอยู่แล้ว “Funnel” แต่คำถามคือ คุณได้ใช้ Funnel ในการทำงานจริงขนาดไหน? เพราะ Funnel นั้นสามารถใช้ได้กับกระบวนการด้านการตลาดทุกอย่าง ไม่ใช่แค่เรื่อง Awareness, Consideration, Decision (ในตำราการตลาดทั่วไป) เท่านั้น

ก่อนที่จะเริ่มทำการตลาด ไม่ว่าจะแคมเปญไหน เราจะต้องสร้าง Funnel ของแคมเปญนั้นๆขึ้นมาก่อนเสมอ เพราะถ้าเราไม่สร้างขึ้นมา เราจะไม่รู้เลยว่าสิ่งที่เราทำจริงๆนั้นมันเวิร์คหรือไม่เวิร์ค

Funnel จะเป็นตัวกำกับในการวัดผลที่ชัดเจน มันจะบอกได้เลยว่าการตลาดนั้นมีรอยรั่วที่ไหนบ้าง และจุดไหนที่ทำให้เติบโต

แต่ในปัจจุบัน Funnel อาจจะใช้ไม่ได้ผลกับ Growth Marketing... 

เพราะการคิดแบบ Funnel จะเป็นเหมือนการออกแบบประสบการณ์ที่ลูกค้าได้รับตั้งแต่ต้นจนจบ มันเลยขาดส่วนที่จะทำให้เอาลูกค้าเก่าๆ กลับมาใช้ซ้ำหรือชักชวนคนอื่นเข้ามาเป็นลูกค้า ( Funnel = ซื้อเสร็จคือจบ) 

นักการตลาดเลยคิดค้น Model ใหม่ที่เรียกว่า Loop เข้ามาแทนตัว Funnel โดย Loop ถือเป็น Marketing Framwork รูปแบบใหม่ที่จะช่วยวางโครงสร้างการตลาดของคุณให้เกิดการวนเป็นลูป

เพื่อต้องการให้ Growth Team ได้คิดกลยุทธ์ที่ทำให้ลูกค้าที่มาใช้บริการได้เกิดการใช้ซ้ำและบอกต่อ จนได้เป็นการวนกลับมาใช้บริการอย่างต่อเนื่องไม่มีสิ้นสุด

ขอยกตัวอย่างง่ายๆ ให้ลองคิดภาพตาม Framwork แบบ Funnel ก็เหมือนน้ำ (ลูกค้า) ที่ไหลผ่านกรวย เมื่อลงมาสุดก็ไหลหายไป

 แต่เมื่อเปลี่ยน Framework เป็น Loop จะทำให้เราคิดว่าต้องทำให้ลูกค้าอยู่ใน Loop ให้นานที่สุด โฟกัสไปที่การใช้ซ้ำ (Retention) และ การบอกต่อ (Referral) มีการเริ่มปรับ Business Model เพื่อการรักษาลูกค้าไว้ได้นานที่สุด เช่น Subcription Model เป็นต้น

เช็คลิสต์

– ก่อนลูกค้าจะมาซื้อผลิตภัณฑ์ของบริษัท เค้าจะต้องผ่านกี่ Touch Point ถึงเกิดการซื้อ?

-อะไรคือจุดขายของผลิตภัณฑ์ของคุณ ?

-ลูกค้าหลุดออกจากธุรกิจของคุณมากที่สุดที่จุดไหน ?

-ถ้าต้องการให้ลูกค้ากลับมาใช้ซ้ำอย่างต่อเนื่อง คุณต้องปรับธุรกิจที่อะไรบ้าง ?

3.รอบรู้เรื่อง Digital Marketing

เมื่อขึ้นชื่อว่าเป็นนักการตลาดเพื่อการเติบโตแล้ว ไม่ว่าจะ SEO, SEM, Google Display, Social Media Marketing , Email Marketing, Line@, Inbound , Content ไปจนถึง CRO  ทุกอย่างสามารถทำได้หมด รู้ลึกในระดับที่สามารถสร้างการเติบโตได้ในทุกเครื่องมือ ถ้าเต็ม 10 ได้สักประมาณ 6-8 คะแนน เข้าใจระบบการทำงานของในแต่ละ Media เป็นอย่างดี

ภาพจาก NetClipart

เช็คลิสต์

– ลองลิสต์เครื่องมือที่ใช้เป็นทั้งหมด และมีเครื่องมือไหนบ้างที่สนใจอยากใช้ในอนาคต?

– เครื่องมือล่าสุดที่เรียนรู้ใหม่คืออะไร?

– ใช้เวลานานเท่าไรกว่าจะใช้ 1 เครื่องมือให้มีความชำนาญ?

4. การตัดสินใจจาก Data & Analytics

Data คือตัวขับเคลื่อนการตัดสินใจ เพราะในหลายๆครั้งสถานการณ์ตัดสินใจค่อนข้างยากว่าควรจัดการอย่างไรดี? สิ่งต่อมาที่ทำจึงเป็นการสร้างระบบเพื่อให้ทุกคนสามารถทดลองไอเดียเพื่อจัดการกับสถานการณ์ต่างๆ ได้ง่ายขึ้น ไม่ใช่พึ่งแต่หัวหน้าที่คอยชี้ว่า ควรทำอย่างไรอย่างเดียว

ภาพจาก Edureka

เราจึงแบ่งการตัดสินใจออกเป็นการทดลอง นำไอเดียที่คิดว่าดี ไปทดสอบกับกลุ่มลูกค้าจริง เพื่อให้ลูกค้าเป็นคนตัดสินแทนเรา และให้ Data จากลูกค้าชี้ว่า นี่แหละ! คือสิ่งที่ควรโฟกัส

ดังนั้นจึงจำเป็นมากว่า เราต้องเซ็ตกระบวนการทดลองให้ดีมากพอ ให้ Data แสดงผลได้ถูกต้อง ไม่ทับซ้อน หรือมีค่าที่ไม่จำเป็นเข้ามา และสามารถสื่อสารกับคนทั้งทีมได้เข้าใจ (ในมุมที่ลึกขึ้นก็ส่งต่อให้ Data Scientist ในทีมจัดการต่อไปได้)

ยกตัวอย่างสถานการณ์นะครับ ในกรณีที่คุณและทีมของคุณ เกิดมีความเห็นขัดแย้งกันเรื่องตำแหน่งของปุ่ม Call To Action นาย A อยากให้ปุ่ม CTA อยู่ด้านบนขวาของ Landing Page แต่นาย B อยากให้ปุ่ม CTA อยู่ด้านล่างของ Landing Page 

คุณในฐานะ Growth Marketer ควรตัดสินใจใช้การทดสอบแบบ AB Testing  เพื่อวัดกันไปเลยว่าตำแหน่งของปุ่ม CTA ตรงไหนของ Landing Page จะสามารถสร้าง Conversion ได้ดีกว่ากัน

ซึ่งเมื่อทำการทดสอบแล้วให้นำผลลัพธ์ที่ชนะ มาใช้งานจริงบน Landing Page ในแคมเปญต่อๆ ไป 

เช็คลิสต์

– ก่อนจะเริ่มทำการตลาด คุณได้วางโครงสร้างการวัดผลสำหรับธุรกิจหรือไม่?

– ค่า Vanity Metric ของโปรเจ็คมีอะไรบ้าง และได้สื่อสารให้คนในทีมฟังก่อนหรือไม่?

– ปัจจุบัน ทีมใช้ Data ในการตัดสินใจมากน้อยขนาดไหน?

อธิบายเพิ่มเติม : Vanity Metric คือค่าบางอย่าง ที่ไม่ได้ส่งผลต่อโดยตรงต่อการเติบโตของธุรกิจ แต่เป็นค่าที่ทำให้ธุรกิจของคุณดูเติบโตขึ้น (แค่ดู) เช่น ยอด Engagement , Page Like , Views เพิ่มขึ้น นี่คือ Vanity Metric แต่ยอดที่ทำให้ธุรกิจเติบโตจริงๆ คือยอดดาวน์โหลดหรือซื้อกลับเท่าเดิม

5.Automation ทำน้อยแต่ได้มาก ต้องใช้ให้เป็น!

เทคโนโลยีได้เข้ามามีบทบาทในการทำงานของเรามากขึ้นทุกวัน หนึ่งในความดีงามมากๆ ของมัน คือ การทำให้มนุษย์เราทำงานน้อยลง โฟกัสกับงานที่สร้างผลกระทบได้มากขึ้น อะไรที่ต้องทำซ้ำซ้อนก็ให้ Tools จัดการ และนี่คือโมเดลของการตลาดแห่งโลกอนาคต

คุณจะต้องสามารถเซ็ตระบบที่เป็น Automation เองได้ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นระบบอย่าง Email Automation , การติดตั้ง Chatbot, การสร้างการทำงานแบบออโต้ผ่าน Zapier, สร้าง Bot รายงานผลบน Slack และการใช้เทคโนโลยีอัตโนมัติมาช่วยในการรันแคมเปญการตลาดให้เติบโตแบบทวีคูณนั้นเอง

ผมขอยกตัวอย่าง Software Automation ที่จะทำให้การทำงานของคุณง่ายขึ้นอย่างตัว Active Campaign ที่จะเข้ามาช่วยให้การทำ E-Mail Marketing , CRM , Messaging ของธุรกิจคุณมีประสิทธิภาพมากขึ้น สามารถส่งข้อความไปหา Segment ที่คุณกำหนดไว้ได้ในคราวเดียว ตั้งเวลาการส่งได้ หรือจะทำเป็น Workflow ไว้เลยก็ได้เช่นกัน

รวมทั้งยังสามารถบอกถึงข้อมูลลูกค้าที่กดเข้ามาดู E-Mail ของเราได้อีกด้วย เพศอะไร , อยู่ที่ไหน , การโต้ตอบเป็นอย่างไร นอกจากจะช่วยร่นระยะเวลาในการทำงานของคุณแล้ว ยังช่วยให้นักการตลาดและธุรกิจทำความเข้าใจลักษณะพฤติกรรมของลูกค้าได้


เช็คลิสต์

– ระบบ Automation ที่คุณทำล่าสุดคืออะไร?

– งานไหนบ้างที่ซ้ำซ้อนของคนในทีมและสามารถใช้เทคโนโลยีมาทดแทนได้?

– คุณลงทุนในระบบนี้มากน้อยขนาดไหน?

6.เข้าใจการพัฒนาผลิตภัณฑ์ (Product Development)

เริ่มข้ามกรอบของ Marketing การพัฒนาผลิตภัณฑ์มีส่วนสำคัญมากในการเติบโตของบริษัท (ส่วนตัวคิดว่ามันสำคัญที่สุด) และการพัฒนานี่เอง เรามักจะตกหลุมพรางของเจ้าของโปรเจ็คที่จะอยากดันแต่ฟีเจอร์ที่ตัวเองคิดว่าเจ๋งออกมา จนทำให้สุดท้ายสร้างแต่สิ่งที่ไม่มีคนต้องการ

ภาพจาก easynote

เราในฐานะ Growth Marketer ต้องเข้าใจในผลิตภัณฑ์ของเราว่าสร้างคุณค่าให้กับลูกค้าได้ในจุดไหน และสามารถสื่อสารคุณค่านั้นให้กับลูกค้าได้ถูกต้องตรงจุด และยังเอาข้อมูลนี้ไปคุยกับคนในทีมต่อได้ว่า นี่คือจุดขายของผลิตภัณฑ์ ลูกค้าซื้อเพราะได้คุณค่าตรงนี้ เราควรพัฒนาจุดนี้ให้ไม่มีใครในตลาดเทียบได้

หรือสรุปก็คือหน้าที่ของ Growth Marketer คือการหา AHA Moment ของผลิตภัณฑ์ของคุณให้เจอ แล้วนำลูกค้าไปพบกับคุณค่าเหล่านั้นให้ได้  (ไม่ใช่การสร้างจาก 0 แต่คือการให้ผู้ใช้ได้รู้ว่า Value ของ Product นั้นคืออะไร)

  • AHA Moment คือชั่วขณะที่ลูกค้ารู้แล้วว่า Product นี้แก้ปัญหาอะไรให้เขา หรือเห็นคุณค่าในตัวผลิตภัณฑ์เช่น Spotify จุดที่เป็น AHA Moment ของแบรนด์คือ การที่สามารถเล่นเพลงได้เร็วต่อเนื่องกว่าทุก Music Streaming (วัดกันในระดับ Millisecond)

เช็คลิสต์

– คุณค่าที่เราคิดว่าผลิตภัณฑ์เรามี กับคุณค่าที่ลูกค้าคิดว่าเรามี ตรงกันหรือไม่?

– คุณได้คุยกับลูกค้าประจำของคุณบ่อยแค่ไหน?

– ผลิตภัณฑ์ของคุณ ลูกค้ายินดีบอกต่อมากขนาดไหน?

– อัตราการใช้ซ้ำของผู้ใช้ผลิตภัณฑ์ของคุณ มากน้อยขนาดไหน?

7. มีพื้นฐานด้าน Programming (จะยิ่งได้เปรียบ)

เข้าใจในหลักการเขียนโปรแกรม ถ้าเขียนได้เซียนจะถือว่าโหดมากๆ หรืออย่างน้อยที่สุดสามารถหาตัวตายตัวแทนมาทำงานได้ก่อน อย่างเช่น WordPress, Shopify, เชื่อมต่อ Third Party, ต่อ Chatbot เองได้, ติดตั้งโค้ด Analytics ทุกอย่างได้เอง เพื่อให้เราสามารถทดลองไอเดียต่างๆของทีมได้ โดยไม่เสียเวลาของ Developer ในทีม

ถ้ามันเวิร์คจริงๆ เราค่อยนำมาให้ทีมพัฒนาต่ออย่างจริงจัง และนี่คือสกิลที่ผมมองว่าจำเป็นอย่างมากในอนาคต เพราะทุกอย่างจะเชื่อมต่อกับระบบมากขึ้นและมากขึ้น

ภาพจาก whoisnnamdhi

เช็คลิสต์

– ภาษาอะไรบ้างที่คุณสามารถเขียนได้หรืออ่านเข้าใจการทำงานเบื้องต้น?

– คุณมักจะให้ Developer ในบริษัททำอะไรให้บ้าง และสิ่งนั้นสามารถนำมาทำเองในอนาคตได้ไหม?

8.Experiment Based รักการทดลอง

การชอบลองผิดลองถูกคือเรื่องสำคัญมากของอาชีพนี้ เพราะเราไม่รู้หรอกว่าอะไรจะเวิร์คหรือไม่เวิร์ค ตัวแปรต่างๆเยอะมากทั้ง กลุ่มลูกค้าเป้าหมายที่เปลี่ยนแปลงความชอบอยู่ตลอดเวลา คู่แข่งที่พัฒนาตลอดเวลาเช่นกัน ความพร้อมของตลาดที่คาดการณ์ได้ยาก ความเชี่ยวชาญของคนในทีม 

หรือไอเดียต่างๆที่เข้ามาเราต้องจัดสรรทุกอย่างให้ลงตัวที่สุดและสร้างออกมาเป็นการทดลอง เพื่อพิสูจน์ว่าสิ่งที่เราและคนในทีมคิด จริงๆแล้วมีอะไรบ้างที่ได้ผล และสามารถนำไปทำออกมาจริงจังได้

ถ้าขาดซึ่งความรักในการทดลอง ผมบอกได้เลยว่า มันคือฝันร้ายดีๆนี่เอง เพราะในการทดลองคุณต้องแบ่งหัวที่เป็นทั้งครีเอทีฟมารวมกับคณิตศาสตร์ได้อย่างลงตัว นำผลลัพธ์ตัวเลขมาสร้างสรรค์เป็นไอเดียแคมเปญที่จับต้องได้ และนำแคมเปญที่จับต้องได้สรุปกลับไปเป็นตัวเลขอีกครั้ง

ยกตัวอย่างสถานการณ์ : ในส่วนนี้ผมขอแนะนำตัว Optimizely ซึ่งเป็น Software ในการทำ A/B Testing สำหรับเว็บไซต์หรือ Landing Page ไปจนถึงในระดับฟีเจอร์ (สำหรับแอปพลิเคชั่น) 

ซึ่งตัว Optimizely จะทำการทดสอบหาองค์ประกอบที่ดีที่สุด (ไม่ว่าจะเป็นตำแหน่งการจัดวาง ,ปุ่ม CTA หรืออื่นๆ) 

โดยหลังจากที่คุณได้ทำการ Setting องค์ประกอบที่คุณอยากจะทดสอบทั้งแบบ A และ B แล้วระบบจะทำการสุ่มปล่อยหน้าเว็บทั้ง 2 แบบไปสู่ Audience ในปริมาณที่เท่าๆ กัน เพื่อทดสอบว่าหน้าเว็บไซต์หรือองค์ประกอบไหน ที่จะสร้าง Conversion , Leads (หรือค่าอื่นๆ) ได้ดีกว่ากัน

เพื่อนำผลลัพธ์จากการทดสอบที่ได้ มาใช้งานจริงต่อไปในแคมเปญการตลาดของคุณ

ภาพจาก semrush

เช็คลิสต์

– คุณได้ทดลองไอเดียของคุณกับคนในทีมครั้งล่าสุดเมื่อไร?

– ผลการทดลองไหนที่คุณคิดว่ามันเจ๋งที่สุดที่เคยทำมา?

– อะไรสำคัญที่สุดสำหรับการทดลองในมุมมองของคุณ?

9.Content ยังเป็นหัวใจ

ถ้าเราไม่เข้าใจหลักการสร้างคอนเทนต์ที่ดี เราจะไม่สามารถเป็นนักการตลาดที่ดีได้เลย ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเท่าไรคอนเทนต์ยังคงสำคัญเสมอ ถึงแม้มันจะเปลี่ยนแปลงรูปแบบตามกาลเวลาก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นบทความ รูปภาพ วีดีโอ หรือเสียง (ที่จะมีบทบาทมากๆในอนาคต)

ใน 9 ข้อทั้งหมดที่พูดมา ถ้าถามผมว่าควรเริ่มที่ข้อไหนก่อน มันคือข้อ 9 นี้เลยครับ เพราะถ้าไม่มีคอนเทนต์ที่ดี ไม่ว่าจะไปทำอะไรต่อ ก็ไม่ส่งผลอะไรเท่าไร ดังนั้นก่อนการจะเป็น Growth Marketer ที่มีประสิทธิภาพคุณต้องเริ่มจากการเป็น Master of Content Marketing ให้ได้ก่อนเลยครับ


ภาพจาก nextweb

เช็คลิสต์

– คอนเทนต์ที่เขียนเสร็จล่าสุดเมื่อไร?

– ผลลัพธ์ของคอนเทนต์คุณเป็นอย่างไร?

– วิธีการพัฒนาคอนเทนต์ของคุณให้ดีขึ้นในทุกครั้งที่เขียนคืออะไรบ้าง?

สรุปทั้งหมด

จากเนื้อหาทั้งหมดของอาชีพ Growth Marketer ที่เราได้ถ่ายทอดไปในในบทความนี้ ต้องบอกตรงๆ ครับว่าไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ในการที่คุณจะเปลี่ยนจาก Digital Marketer ไปสู่ Growth Marketer 

เพราะอย่างที่คุณทราบ Growth Marketer นั้นต้องมีความรู้ความสามารถแบบรอบด้านประกอบกับการมี Mindset ที่รักในการเติบโตจริงๆ แต่สิ่งที่ผมอยากฝากไว้ให้ทุกท่านได้ลองเปิดใจก็คือ “อนาคต” 

ในอนาคตการตลาดออนไลน์จะเข้ามามีบทบาทกับการทำธุรกิจทุกภาคส่วน ระบบ AI หรือ Automation Software ต่างๆ จะเข้ามาช่วยให้การทำการตลาด มีประสิทธิภาพและรวดเร็วมากขึ้น (กว่าปัจจุบัน) นั่นเท่ากับการจ้างพนักงานก็จะจ้างเฉพาะที่จำเป็นต่อองค์กรจริงๆ

ดังนั้นนักการตลาดออนไลน์ในอนาคตอย่างคุณ จะต้องเข้าไปมีส่วนในการสร้าง เรียนรู้และเข้าใจระบบต่างๆมากยิ่งขึ้น ไม่งั้นคุณก็จะโดนจัดไปอยู่ในหมวดหมู่คนธรรมดาทั่วไป คราวนี้ก็ถึงตาคุณแล้วล่ะครับ ที่จะต้องเริ่มพัฒนาความรู้ ความสามารถ และสร้างคาแรคเตอร์ของตัวเองเพื่อการเติบโตในอนาคตกันครับ



ไม่พลาดทุกข้อมูลที่ช่วยให้ธุรกิจคุณเติบโตได้เร็วยิ่งขึ้น

ติดตามได้หลากหลายช่องทางที่คุณสะดวก ไม่ว่าจะเป็น e-mail, line หรือ youtube
Subscribe