เหล่า Creator กำลังใช้ Youtube เป็นอีกหนึ่งช่องทางในการทำ Podcast

Growth Update

อย่างที่รู้ๆกันอยู่ว่า Youtube ถือเป็นแพลตฟอร์มวิดีโออันดับหนึ่งที่มีคอนเทนต์รูปแบบหลากหลาย ตั้งแต่วิดีโอตลก, เอมวีเพลง, Vlog จากเหล่า Youtuber สายไลฟ์สไตล์ คลิปสอนหนังสือ หรือรายการทีวีและรายการออนไลน์ เรียกได้ว่าครบครันจนแทบจะไม่มีคู่แข่งใดๆ แต่ในช่วงที่ผ่านมาไม่นาน กลับพบว่าเหล่า Content Creator หรือ Youtuber ชื่อดังมากมายกำลังหันมาใช้ Youtube เป็นแพลตฟอร์มในการลงพอดแคสต์ (Podcast) ให้คนได้ฟังแทนนอกเหนือจากการลงผ่านแพลตฟอร์มเสียงทั่วไป

สิ่งที่น่าสนใจคือ ทำไมพวกเขาถึงหันมาสนใจแพลตฟอร์มที่ไม่ได้มีเพื่อพอดแคสต์โดยเฉพาะอย่าง Apple Podcasts, Spotify หรือ Soundcloud แต่กลับหันมาทำวิดีโอสไตล์ Audio เพื่อเผยแพร่คอนเทนต์แทนกันแน่? และการหันมาใช้ Youtube เพื่อพอดแคสต์จะส่งผลต่อตลาดพอดแคสต์ในอนาคตหรือไม่? เรามาลองดูเหตุผลและสถิติที่น่าสนใจกันก่อน

Youtube กับการเป็นทางเลือกใหม่สำหรับพอดแคสต์ครีเอเตอร์ทั้งหลาย

งานสำรวจล่าสุดจาก Futuri Media และ University of Florida พบว่า Youtube เป็นแพลตฟอร์มอันดับหนึ่งที่ผู้ฟังพอดแคสต์เลือกใช้ และการสำรวจผู้ฟังพอดแคสต์ที่อายุมากกว่า 18 และมีจำนวนมากกว่า 1,500 คนต่อเดือนในแคนาดาปีนี้พบว่า 43% เลือก Youtube ในขณะที่ 34% เลือก Apple Podcasts และมีเพียง 23% สำหรับ Spotify เท่านั้น นี่ไม่ได้แปลว่า Creator จะย้ายมาทำพอดแคสต์ใน Youtube อย่างเดียว 100% เพราะพวกเขาสามารถใช้หลายช่องทางในการลงคอนเทนต์ได้ แต่มันแปลว่าหลายเจ้าที่เริ่มใช้ประโยชน์จาก Youtube เพื่อดึงดูดคนฟังกลุ่มใหม่ๆเข้ามามากขึ้น

โดยตัวอย่างของ Youtuber ชื่อดังที่มาสร้างฐานแฟนคลับใน Youtube อย่าง Logan Paul, Emma Chamberlain และ Marques Brownlee ได้ลงพอดแคสต์แต่ละตอนเป็นวิดีโอที่มีรูปแบบหลักเป็นเสียง และทำวิดีโอในรูปแบบของการนั่งสัมภาษณ์ในห้องอัด ทำให้ผู้ฟังไม่ต้องดูวิดีโอก็ได้ แต่ก็ได้รับเนื้อหาครบถ้วนเหมือนการฟังพอดแคสต์ในแพลตฟอร์มเสียงนั่นเอง

ภาพตัวอย่างพอดแคสต์บน Youtube ของ Logan Paul ใน Channel Impaulsive

ในขณะที่ข้อดีที่ทำให้เหล่า Creator ทั้งหลายหันมาใช้ Youtube เพิ่มเติมจากการลงใน Apple หรือ Spotify นั้นได้แก่

  • การเพิ่มจำนวน Audience โดยใช้ประโยชน์จากอัลกอริทึ่มของ Youtube 

การใช้ประโยชน์จากอัลกอริทึ่มของ Youtube มีผลทำให้สามารถเข้าถึงผู้ฟังหรือผู้ชมใหม่ๆได้ง่าย และการเข้าถึงผู้ชมยังสามารถเติบโตได้แบบก้าวกระโดดอีกด้วย เพราะด้วยจำนวนผู้ใช้ Youtube ที่มีมากถึง 2 พันล้าน User ที่ล็อกอินทั่วโลก การดึงดูดคนดูวีดิโอให้มาฟังพอดแคสต์ก็สามารถเข้าถึงได้ง่ายกว่าช่องทางอื่น เทียบกับ Spotify ที่มีผู้ใช้เพียง 230 ล้านคนทั่วโลกเท่านั้น

  • การสร้างรายได้

เมื่อจำนวนยอดวิวหรือผู้ชมของพอดแคสต์มากขึ้นจนถึงจุดนึง ก็ถึงเวลาทำเงินสำหรับนักจัดรายการ เพราะอย่างที่ทราบกันว่า Youtube เป็นแพลตฟอร์มที่แบ่งรายได้มาให้คนสร้างคอนเทนต์และคนทำคลิปเมื่อยอดผู้ชมและยอด Subscriber สูงถึงระดับที่กำหนด เทียบกับแพลตฟอร์มอื่นที่ไม่ได้มีช่องทางการทำรายได้ 

นอกจากนี้การใช้ประโยชน์ของการโฆษณาในพอดแคสต์ก็ช่วยสร้างเงินได้ เพราะปกตินักจัดรายการจะอ่านโฆษณาของสปอนเซอร์จากแบรนด์อย่างเดียวเท่านั้น แต่ Youtube สามารถแสดงโฆษณาให้ Creator และจ่ายเงินสำหรับยอดวิวให้ได้เลย การทำวีดิโอสำหรับพอดแคสต์จึงอาจเป็นช่องทางทำเงินที่คุ้มทุนก็เป็นได้

เครดิตรูปภาพ : Icarscom

  • การย้ายกลุ่ม Audience เดิมไปยัง Channel ใหม่

Youtuber สามารถย้ายกลุ่มผู้ฟังจาก Channel เดิมไปยัง Channel ใหม่ได้โดยไม่ต้องปิด Channel เก่าลง และยังมีฐานผู้ฟังกลุ่มเดิมอยู่ โดยพวกเขาสามารถลงพอดแคสต์ในแพลตฟอร์มทั่วไปอย่าง Apple Podcasts ก่อนจะนำมาลงใน Youtube ได้และโพสต์ข้อมูลในการติดตามไปยังแพลตฟอร์มพอดแคสต์ ทำให้ได้ผู้ฟังใหม่ ที่สามารถเข้าถึงช่องในแพลตฟอร์มอื่นได้เช่นกัน

  • การทำคอนเทนต์ให้หลากหลายตรงตามกลุ่มผู้ฟังเป้าหมาย

การลงพอดแคสต์ใน Youtube ทำให้ Youtuber สามารถเปิดช่องใหม่ที่เหมาะกับผู้ฟังเฉพาะกลุ่มตามเนื้อหาที่สนใจเฉพาะได้มากยิ่งขึ้น ยกตัวอย่างเช่น Logan Paul ซึ่งเป็น Vlogger ชื่อดังที่เน้นทำวีดิโอตลก แนวแกล้งคน ก็หันมาทำช่องสัมภาษณ์จริงจังเพื่อกลุ่มผู้ฟังอีกกลุ่ม โดยที่วิดีโอมีความยาวมากขึ้นและเนื้อหาสำคัญมากกว่าช่องเดิม ทำให้กลุ่มผู้ชมเดิมไม่หายไป และได้กลุ่มใหม่ๆเข้ามาโดยที่เขาสามารถทำทั้ง 2 ช่องไปพร้อมๆกันได้เลย ในขณะเดียวกันการพูดคุยสื่อสารกับผู้ชมผ่านคอมเมนต์ ซึ่งใช้งานง่ายกว่า Apple Podcasts หรือ Spotify ทำให้ได้รับฟีดแบ็กเป็น 2 ทาง ไม่ใช่แค่ทำสื่อออกไปทางเดียว

  • การเปิดโอกาสสำหรับผู้ฟังต่างชาติ

อีกฟีเจอร์ของ Youtube ที่บางคนอาจจะไม่ค่อยได้ใช้คือ การใส่ซับไตเติ้ลที่สามารถแปลเนื้อหาพอดแคสต์เป็นภาษาต่างๆได้ ทำให้สามารถเข้าถึงผู้ฟังต่างชาติที่อาจจะไม่เข้าใจภาษาอังกฤษ เทียบกับ Spotify และ Apple Podcasts ที่มีแต่ช่องภาษาอังกฤษเป็นส่วนใหญ่

กรณีตัวอย่างของการใช้หลาย Channel บน Youtube

H3 Podcast เป็นหนึ่งตัวอย่างที่แสดงถึงการทดลองทำหลาย Channel เพื่อตอบโจทย์การฟังของลูกค้าอย่างชัดเจน โดยการจัดรายการของ Ehtan และ Hila Klein พวกเขาได้แบ่งออกเป็น 3 Channel ได้แก่ H3H3 Productions (ผู้ติดตาม 6.6 ล้าน), H3 Podcast (ผู้ติดตาม 2 ล้าน) และ H3 Podcast Highlights (ผู้ติดตาม 1.4 ล้าน) ซึ่งพวกเขาลงคลิปสัมภาษณ์ยาวกว่า 1 ชม.ในช่องหลัก และตัดคลิปยาวนั้นแบ่งเป็นพาร์ทสั้นๆมีความยาวเพียง 5-20 นาทีลงในช่อง H3 Podcast Highlight โดยเลือกแค่ช่วงสำคัญและหัวข้อไม่เฉพาะเจาะจงมากเกินไป ทำให้ผู้ฟังทั่วไปสนใจได้ และจำนวนผู้ชมเพิ่มขึ้นจาก 70,000 เป็น 555,000 เพราะดูง่ายกว่า

ภาพคลิปสัมภาษณ์ Andrew Yang จาก Channel: H3 Podcast (บน) ความยาว 1.5 ชม., H3 Podcast Highlights (ล่าง) ความยาว 20 นาที

อีกตัวอย่างที่ใช้วิธีเดียวกันคือช่อง Joe Rogan Experience ที่ลงคลิปพอดแคสต์ยาว 3 ชม. ในช่องหนึ่ง และลงคลิปที่สั้นกว่าในอีกช่อง ซึ่งเมื่อรวมยอดวิวทั้ง 2 คลิปแล้วพบว่ามีจำนวนผู้ฟังมากกว่าพอดแคสต์ปกติที่ลงในแพลตฟอร์มอื่น แม้จะมียอดผู้ติดตามน้อยกว่า

ด้วยตัวอย่างเช่นนี้ทำให้เราเห็นได้ว่า การใช้ประโยชน์จาก Youtube เพื่อเพิ่มยอดผู้ชมก็สามารถทำได้ และนักจัดรายการทุกคนก็สามารถทดลองวิธีการลงแพลตฟอร์มในหลายๆรูปแบบเพื่อให้ตอบโจทย์ผู้ฟังและดึงดูดคนกลุ่มใหม่ๆเข้ามาได้เช่นกัน

ส่วนสำหรับปัญหาที่คนกังวลเช่นการฟังพอดแคสต์บน Youtube อาจจะไม่สามารถฟังโดยไม่ล็อกหน้าจอโทรศัพท์หรือเปลี่ยนไปใช้แอปพลิเคชั่นอื่นได้ถ้าไม่ได้จ่ายเพื่อใช้ Youtube Premium นี่อาจจะยังเป็นปัญหาอยู่บ้าง แต่จากสถิติจาก Reuters พบว่า 64% ของคนฟังพอดแคสต์นั้นฟังที่บ้านมากกว่าผู้ฟังขณะเดินทางที่มีเพียง 24% ทำให้มันอาจจะยังไม่ใช่ปัญหาใหญ่อะไร

รุป

เราได้เห็นกันไปแล้วว่าเหล่าคอนเทนต์ครีเอเตอร์ทั้งหลายต่างเริ่มปรับตัวและหันมาใช้ประโยชน์จาก Youtube แพลตฟอร์มกันมากขึ้น และสำหรับคนทำสื่อหรือนักการตลาด การหันมามอง Youtube ก็อาจจะเป็นช่องทางที่น่าสนใจได้

แต่ปัจจุบัน Youtube ยังไม่ได้พัฒนาฟีเจอร์หรือต่อยอดใดๆเพื่อรองรับการเข้ามาของพอดแคสต์ ทว่าอีกมุมหนึ่งหาก Youtube ตัดสินใจพัฒนาแพลตฟอร์มเพื่อตลาดพอดแคสต์ที่กำลังเติบโตขึ้นเรื่อยๆได้ ก็อาจจะกลายเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวสำหรับตลาดที่กำลังแข่งขันกันระหว่าง Apple และ Spotify รวมถึงเจ้าอื่นๆ ซึ่งต้องรอติดตามดูว่า Youtube จะคว้าโอกาสในการเข้ามาไหม และเจ้าอื่นๆจะปรับตัวอย่างไร 

เกี่ยวกับนักเขียน

Sittarat W.

Content Writer

Part Time Writer ผู้เชื่อว่าโลกหมุนไว และไม่เคยรอใคร เลยต้องศึกษาเทรนด์ เทคโนโลยี และการตลาดต่อไปในอนาคต

The Growth Master คือสื่อด้านการตลาดด้าน Growth Hacking เราอยากช่วยให้ผู้ประกอบการ นักการตลาด นักพัฒนา และดีไซน์เนอร์ได้นำศาสตร์นี้ไปประยุกต์ใช้จริง

  •  
    59
    Shares
  • 59
  •  
  •