6 กลวิธีเปลี่ยนผู้เข้าชมเว็บไซต์ให้กลายเป็นลูกค้า

Strategy

คนเข้าเว็บไซต์ก็เยอะ…แต่ยอดขายกลับไม่เพิ่มขึ้นสักเท่าไหร่?

คุณกำลังเผชิญกับปัญหานี้อยู่หรือเปล่า? ในทางการตลาดเราเรียกว่า Conversion Rate ของเว็บไซต์นั้นยังมีไม่มากพอ ว่าแต่ Conversion Rate คืออะไรและสำคัญอย่างไร? แล้วมีวิธีไหนบ้างที่เราจะแก้ปัญหานี้ได้? ในบทความนี้ เราจะพาคุณไปหาคำตอบเพื่อนำไปต่อยอดและพัฒนาเว็บไซต์ของคุณเพื่อเปลี่ยนผู้เข้าชมให้กลายเป็นลูกค้า ถ้าคุณพร้อมแล้ว…เรามาเริ่มกันเลย

ก่อนอื่นเรามารู้จัก Conversion Rate กันก่อน

Conversion Rate คือสัดส่วนของจำนวนผู้เข้าชมเว็บไซต์ที่ซื้อสินค้าหรือบริการของเรา เทียบกับจำนวนผู้เข้าชมเว็บไซต์ทั้งหมด โดยนิยมคิดเป็นเปอร์เซ็นต์

ยกตัวอย่างเช่น ถ้าภายใน 1 เดือน ร้านค้าออนไลน์ของคุณมียอดคนเข้าชมทั้งหมด 100 คน แต่มีเพียง 1 คนจากผู้เข้าชมทั้งหมดเท่านั้นที่จ่ายเงินเพื่อซื้อสินค้าของคุณ Conversion Rate ของร้านคุณจะคิดเป็น 1/100 หรือ 1% ต่อเดือน

แต่ถ้าในเดือนนั้นมีลูกค้า 5 คนซื้อสินค้าของคุณ Conversion Rate ของร้านค้าก็จะเพิ่มขึ้นเป็น 5/100 หรือ 5% ต่อเดือนนั่นเอง

ภาพจาก fera.ai

แล้ว Conversion Rate สำคัญยังไง?

อ่านมาจนถึงตรงนี้ คุณอาจจะไม่รู้สึกว่าตัวเลข 1% กับ 5% ส่งผลที่แตกต่างกับธุรกิจมากขนาดนั้น แต่หากคุณลองคิดเป็นจำนวนเงิน ความแตกต่างเพียงแค่เล็กน้อยนี้อาจหมายถึงยอดขายที่แตกต่างกันอย่างมากเลยก็ได้

สมมติว่าในเดือนนั้นคุณมีผู้เข้าชมเว็บไซต์ทั้งหมด 1,000 คน และสินค้าของคุณราคาเฉลี่ยชิ้นละ 100 บาท การที่ Conversion Rate ของเว็บไซต์คุณเท่ากับ 1% ต่อเดือนหมายความว่าจะมีลูกค้าเพียง 10 คนที่ซื้อสินค้าของคุณ และคุณจะมีรายได้จากการขายของเพียง 1,000 บาทในเดือนนั้น แต่ถ้า Conversion Rate เพิ่มขึ้นเป็น 5% ต่อเดือน รายได้ต่อเดือนของคุณก็จะเพิ่มขึ้นเป็น 5,000 บาท หรือเพิ่มขึ้นถึง 5 เท่าเลยทีเดียว

แล้วลองคิดว่าถ้าภายใน 1 เดือนเว็บไซต์ของคุณมีผู้เข้าชมมากกว่านี้ล่ะ? แล้วถ้าราคาเฉลี่ยต่อชิ้นของสินค้าที่คุณขายมากกว่านี้ล่ะ? Conversion Rate ที่ 1% กับ 5% ก็จะทำให้รายได้จากการขายสินค้าออนไลน์ต่อเดือนของคุณต่างกันถึง 5 เท่าเลยล่ะ

คุณเห็นความแตกต่างในผลลัพธ์ของเลขเปอร์เซ็นต์ที่ต่างกันเพียงเล็กน้อยแล้วใช่ไหม นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมเราจึงควรให้ความสำคัญกับ Conversion Rate ยิ่งมีจำนวนผู้เข้าชมเว็บไซต์มากขึ้นเท่าไหร่ Conversion Rate ก็จะยิ่งสำคัญมากขึ้นเท่านั้น เพราะมันคือปัจจัยสำคัญที่จะกำหนดยอดขายของคุณ

แล้วทำยังไงเว็บไซต์ของเราถึงจะมี Conversion Rate ที่สูงขึ้นกันล่ะ? ลองมาดู 6 วิธีสร้างความเปลี่ยนแปลงที่เราคัดสรรมานำเสนอคุณในวันนี้กันเลย!

6 กลวิธีเปลี่ยนผู้เข้าชมเว็บไซต์ให้กลายเป็นลูกค้า

กลวิธีที่ 1 : โชว์จุดขายของคุณให้เห็นได้ง่ายในหน้าเว็บไซต์

คำว่า ‘จุดขาย หมายถึงสิ่งที่ทำให้สินค้าหรือบริการของคุณแตกต่างจากคู่แข่ง หรือก็คือสิ่งที่คู่แข่งของคุณไม่มีนั่นเอง

ลองนึกถึงตัวคุณเองเวลาช็อปปิ้งออนไลน์ คุณคงไม่ได้ดูสินค้านั้นๆ จากแค่เว็บเดียวใช่ไหม? กลับกัน คุณเปิดดูสินค้าเดียวกันจากหลายๆเว็บเพื่อดูความน่าเชื่อถือและหาราคา โปรโมชั่น และข้อเสนอที่ดีที่สุด ลูกค้าของคุณก็เช่นกัน

ทำไมเราต้องซื้อของจากเว็บนี้แทนที่จะเป็นเว็บอื่น?  นั่นคือสิ่งที่ลูกค้าถามตัวเองเมื่อพวกเขาคิดจะซื้อของจากคุณ เพราะฉะนั้นการโชว์ ‘จุดขาย ของตัวเองให้ลูกค้าเห็นอย่างชัดเจนในหน้าเว็บไซต์ของคุณจึงเป็นเรื่องที่สำคัญมาก

UNIQLO : CLICK & COLLECT Service

ลองมาดู UNIQLO เป็นตัวอย่างแรก ทันทีที่คุณคลิกเข้าไปในหน้าเว็บไซต์ คุณจะเห็นแถบ CLICK & COLLECT ด้านบน ซึ่งเป็นบริการที่ลูกค้าสามารถเลือกซื้อสินค้าออนไลน์และไปรับสินค้าที่สาขาได้ โดยไม่มีกำหนดยอดสั่งซื้อขั้นต่ำ และลูกค้าไม่ต้องจ่ายค่าขนส่งหรือค่าบรรจุภัณฑ์ใดๆ ทั้งสิ้น ในที่นี้จุดขายของ UNIQLO ก็คือความสะดวกในราคาที่เท่ากับการไปซื้อเองที่ร้าน

ภาพจาก uniqlo

TOMS : Stand For Tomorrow Campaign

จุดขายของแบรนด์ไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องการจัดส่งฟรีอย่างเดียวเท่านั้น คุณอาจจะลองคิดอะไรที่แตกต่างอย่างแบรนด์รองเท้าเพื่อสังคมอย่าง TOMS ที่ตอนนี้มีแคมเปญ Stand For Tomorrow ที่นอกจากลูกค้าจะได้รองเท้าที่ถูกใจไปใส่แล้ว ยังสามารถเลือกได้ว่าจะบริจาคยอดซื้อส่วนหนึ่งของตัวเองให้องค์กรที่ดูแลรับผิดชอบปัญหาสังคมเรื่องใดด้วย จุดขายของ TOMS ในที่นี้ก็คือลูกค้าจะได้รับความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งในการร่วมแก้ปัญหาสังคม และเช่นเดียวกับตัวอย่างก่อนหน้า จุดขายของ TOMS ถูกนำเสนอไว้กลางหน้าเว็บไซต์อย่างชัดเจน

ภาพจาก toms

อ่านตรงนี้จบ หากธุรกิจของคุณยังไม่มีจุดขาย เราอยากให้คุณเริ่มคิดตั้งแต่ตอนนี้ แต่ถ้าหากคุณมีจุดขายอยู่แล้ว คุณได้ใส่มันลงไปในเว็บไซต์ในส่วนที่โดดเด่นและลูกค้าจะเห็นได้ง่ายแล้วหรือยัง?

กลวิธีที่ 2 : หาช่องทางติดต่อกับคนที่เข้ามาชมเว็บของคุณให้เร็วที่สุด

ผู้เข้าชมเว็บไซต์ส่วนใหญ่ไม่ได้ตัดสินใจซื้อสินค้าทันทีที่เข้าชมครั้งแรก พวกเขาจะเปิดเข้ามาดูแล้วกลับออกไปเพื่อคิดไตร่ตรอง ดูเปรียบเทียบกับที่อื่นอาจจะทั้งออนไลน์และออฟไลน์ และจะกลับมาก็ต่อเมื่อมั่นใจว่าเว็บไซต์ของคุณเป็นที่ที่ดีที่สุดสำหรับเขาจริงๆ

ด้วยพฤติกรรมการเลือกซื้อของนี้เอง การมีช่องทางติดต่อกับผู้เข้าชมเว็บของเราไว้ก่อนจึงเป็นเรื่องที่สำคัญ เพราะมันจะทำให้คุณสามารถส่งข้อความ แจ้งเตือน โปรโมชั่น หรือส่วนลดต่างๆไปให้พวกเขาได้หลังจากที่เขาออกจากเว็บไซต์ของคุณไปและกำลังอยู่ระหว่างการคิดไตร่ตรอง เพื่อเพิ่มโอกาสที่เขาจะกลายมาเป็นลูกค้าของคุณในอนาคต โดยช่องทางการติดต่อที่เป็นที่นิยมกันมากที่สุดก็คืออีเมลนั่นเอง

ว่าแต่อยู่ดีๆเราจะไปขออีเมลของผู้เข้าชมยังไงดีล่ะ? วิธียอดฮิตที่เจ้าของเว็บต่างๆ ใช้กันเยอะที่สุดก็คือการใช้ป๊อปอัพ (Pop-up) นั่นเอง ป๊อปอัพเป็นวิธีที่ง่าย แต่การใช้ป๊อปอัพให้ ได้ผลนั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ลองนึกถึงตัวคุณเองเวลาเข้าเว็บไซต์หนึ่งแล้วมีป๊อปอัพเด้งขึ้นมาขออีเมลของคุณสิ แน่นอนว่าคุณไม่ได้ให้อีเมลกับทุกเว็บ คุณจะยอมให้อีเมลก็ต่อเมื่อคุณได้รับสิ่งที่ให้คุณค่ากับคุณเป็นสิ่งตอบแทนเท่านั้น มาลองดูตัวอย่างด้านล่างนี้ไปพร้อมๆกันเพื่อเป็นไอเดียในการทำป๊อปอัพของคุณกันเถอะ

จูงใจด้วยส่วนลดพิเศษ

แบรนด์เสื้อผ้าในตำนานอย่าง TOMMY HILFIGER จูงใจกลุ่มผู้เข้าชมเว็บไซต์ด้วยการเสนอส่วนลดมากถึง 20% สำหรับการสั่งซื้อครั้งแรก และยังมีสิทธิประโยชน์พิเศษอื่นๆมอบให้อีกมากมาย เพียงแค่พวกเขาเข้าร่วมเป็นสมาชิกของ Hilfiger Club เท่านั้น

ภาพจาก personizely

จูงใจด้วยการแจกสิ่งที่ผู้เข้าชมอาจจะสนใจ

ซึ่งสิ่งที่จะแจกก็ขึ้นอยู่กับว่าเว็บไซต์นั้นเกี่ยวกับอะไร และเราคิดว่าคนที่เข้ามาดูเว็บของเรานั้นต้องการอะไร เช่น ผู้เข้าชมเว็บ 2X eCommerce จะได้รับกลยุทธ์และเทคนิคสุดพิเศษที่จะช่วยให้ธุรกิจ e-commerce ของพวกเขาเติบโตง่ายๆเพียงแค่กรอกชื่อและอีเมลเพื่อลงทะเบียนกับทางเว็บไซต์ ในขณะที่คนที่สนใจและคลิกเข้าไปดูบล็อกออกกำลังกาย ก็จะเห็นป๊อปอัพแจกคู่มือการเริ่มต้นออกกำลังกาย ส่วนเว็บไซต์ที่รับวิเคราะห์และปรับปรุงเว็บไซต์ก็เสนอแจกตัวอย่างเครื่องมือให้ผู้เข้าชมสามารถทดลองใช้กันได้ฟรีๆเป็นเวลา 30 วัน เป็นต้น

ภาพจาก 2xecommerce

ภาพจาก rebecca-louise

จูงใจด้วยการสุ่มแจกของรางวัล

วิธีนี้ก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ดีเพื่อจูงใจให้ผู้เข้าชมให้อีเมลกับคุณ แบรนด์นาฬิกาจากอิตาลีอย่าง Filippo Loreti เป็นเจ้าหนึ่งที่เลือกใช้วิธีนี้ โดยทางแบรนด์เสนอที่จะแจกบัตรกำนัลมูลค่ามากถึง 500 ดอลลาร์ให้กับผู้โชคดี 1 คนในทุกๆเดือน แล้วคุณล่ะ? ถ้าคุณกำลังมองหานาฬิกาสักเรือน คุณจะเลือกปฏิเสธการลุ้นรางวัลใหญ่แบบนี้หรือเปล่า?

ภาพจาก personizely

พอจะได้ไอเดียสำหรับทำป๊อปอัพของคุณเองหรือยัง? ถ้าได้แล้วรีบจดไอเดียเก็บไว้และลงมือทดลองทำให้เร็วที่สุด เพราะยิ่งคุณปล่อยให้ผู้เข้าชมออกจากเว็บไซต์ของคุณไปโดยขาดการติดต่อนานเท่าไหร่ โอกาสที่พวกเขาจะกลับมาซื้อสินค้าจากคุณก็ยิ่งน้อยลงเท่านั้นนะ

กลวิธีที่ 3 : อย่าบังคับให้ลูกค้าลงทะเบียนก่อนชำระเงิน

ลองคิดภาพว่าคุณพึ่งมาเจอเว็บไซต์หนึ่งเป็นครั้งแรก คุณเลื่อนดูสินค้าไปเรื่อยๆ และเจอสิ่งที่คุณกำลังอยากได้พอดี คุณรีบหยิบมันใส่ตะกร้า เลื่อนดูสินค้าอื่นอีกนิดหน่อยเร็วๆ ก่อนจะกดชำระเงิน คุณคิดว่าเพียงแค่อีกอึดใจเดียวคุณก็จะได้มันมาครอบครอง แต่ในวินาทีนั้นเอง มีแบบฟอร์มยาวเหยียดเด้งขึ้นมาบอกให้คุณกรอกข้อมูลต่างๆ มากมาย ตั้งรหัสผ่าน และยังต้องไปยืนยันอีเมลอีกถึงจะใช้งานได้ ถ้าคุณอยู่ในสถานการณ์แบบนี้ คุณจะทำยังไงต่อ?

คำตอบของคุณอาจจะคล้ายกับอีกหลายๆ คนคือ คุณเลือกที่จะไปดูสินค้านั้นจากเว็บไซต์อื่นแทน ทั้งๆ ที่การไปหาเว็บใหม่อาจจะใช้เวลามากกว่าการลงทะเบียนในเว็บเดิมแล้วจ่ายเงินให้เสร็จๆ ไป แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นมันแตกต่างกันในแง่ของความรู้สึกของลูกค้า ไม่มีใครชอบอะไรที่ยุ่งยาก และไม่มีใครเต็มใจอยากให้ข้อมูลส่วนตัวกับคนหรือเว็บไซต์ที่ยังไม่ได้รู้จักดีจริงไหม?

เพราะฉะนั้นเมื่อลูกค้ากดชำระเงิน นี่เป็นโอกาสที่ดีที่สุดของคุณในการปิดการขาย อย่าทำให้ขั้นตอนการชำระเงินยุ่งยากด้วยการบังคับให้ลูกค้าลงทะเบียนก่อนจึงดำเนินการต่อได้ เพราะในหลายครั้งมันจะเป็นการมอบประสบการณ์ที่ไม่ดีให้กับลูกค้าในวินาทีสุดท้ายที่เขาตัดสินใจจะซื้อของจากคุณ และคุณอาจจะไม่สามารถปิดการขายได้เลย

ถ้าอย่างนั้นเราจะทำยังไงได้บ้าง?

ให้ลูกค้าชำระเงินในฐานะ Guest ได้ แต่สร้างข้อเสนอที่จูงใจให้ลูกค้าอยาก
ลงทะเบียน

เพราะการสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้าเป็นเรื่องสำคัญ ลองดูอย่างที่ Walmart และ Nike ทำ ลูกค้าสามารถเลือกที่จะเข้าสู่ขั้นตอนชำระเงินแบบ Guest ได้ แต่หากต้องการใช้โค้ดส่วนลดหรืออยากให้จัดส่งให้ฟรี ลูกค้าก็สามารถลงทะเบียนเป็นสมาชิกกับทางเว็บไซต์ได้เช่นกัน 

ภาพจาก userzoom

ภาพจาก userzoom

เก็บขั้นตอนที่ยุ่งยากไว้ภายหลัง

หากไม่ว่าอย่างไรคุณก็อยากให้ลูกค้าลงทะเบียนเพื่อเก็บข้อมูลรวมถึงช่องทางการติดต่อของลูกค้าไว้ ลองทำแบบในกรณีของ Apple จริงอยู่ที่ท้ายที่สุดแล้วลูกค้าอาจไม่จำเป็นต้องลงทะเบียน Apple ID เลยก็ได้ แต่เพราะบริการทุกอย่างของ Apple ถูกผูกติดไว้กับ Apple ID อีกทั้งการลงทะเบียนยังทำให้ลูกค้าสามารถจัดการคำสั่งซื้อต่างๆได้สะดวกรวดเร็วมากขึ้น นี่จึงเป็นการผนวกเทคนิคทั้งสองข้อเข้าด้วยกัน เพื่อให้เกิดความง่ายในการชำระเงินและจูงใจให้ลูกค้าลงทะเบียนในท้ายที่สุด Apple หรือ Amazon สิ ทั้งสองบริษัทสร้างขั้นตอนการชำระเงินที่ไม่ซับซ้อนด้วยการอนุญาตให้ลูกค้าดำเนินการต่อในฐานะ Guest ได้ และลูกค้าจะเข้าสู่ขั้นตอนการลงทะเบียนในภายหลังหลังจากชำระเงินเสร็จสิ้นแล้ว

ภาพจาก ecommerce-platform

ภาพจาก apple

ในกรณีของ Apple จริงอยู่ที่ท้ายที่สุดแล้วลูกค้าอาจไม่จำเป็นต้องลงทะเบียน Apple ID เลยก็ได้ แต่เพราะบริการทุกอย่างของ Apple ถูกผูกติดไว้กับ Apple ID อีกทั้งการลงทะเบียนยังทำให้ลูกค้าสามารถจัดการคำสั่งซื้อต่างๆ ได้สะดวกรวดเร็วมากขึ้น นี่จึงเป็นการผนวกเทคนิคทั้งสองข้อเข้าด้วยกัน เพื่อให้เกิดความง่ายในการชำระเงินและจูงใจให้ลูกค้าลงทะเบียนในท้ายที่สุด

กลวิธีที่ 4 : กระตุ้นให้ลูกค้ารีบตัดสินใจ

นี่เป็นหนึ่งในวิธีที่ง่ายที่สุดที่จะช่วยเปลี่ยนผู้เข้าชมเว็บไซต์ให้กลายเป็นลูกค้าของคุณ เพราะโดยธรรมชาติของลูกค้า พวกเขามักจะตัดสินใจซื้อของได้เร็วขึ้นภายใต้แรงกระตุ้นหรือแรงกดดันเพราะกลัวที่จะพลาดสินค้าหรือข้อเสนอดีๆ นั้นไป ซึ่งก็จะทำให้คุณสามารถปิดการขายได้เร็วขึ้นนั่นเอง เรามาลองดู 3 ตัวอย่างที่ค่อนข้างได้ผลในการช่วยเร่งให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อได้เร็วขึ้นกันดีกว่าเราเชื่อว่าคุณต้องเคยเจอผู้เข้าชมเว็บประเภทนี้มาเยอะมากอย่างแน่นอน พวกเขาดูเหมือนจะสนใจสินค้าของคุณ เขาหยิบมันใส่ตะกร้าแล้ว แต่สุดท้ายกลับไม่ดำเนินการต่อและออกจากเว็บไปเสียเฉยๆ คุณคิดว่ามันเป็นเพราะอะไร?

ให้ลูกค้าเห็นว่ามีอีกหลายคนที่กำลังดูสินค้าหรือข้อเสนอแบบเดียวกับเขาอยู่

ภาพจาก booking

ให้ลูกค้าเห็นว่าคุณมีของเหลือเพียงแค่ไม่กี่ชิ้นแล้ว

ภาพจาก amazon

ให้ข้อเสนอสุดพิเศษกับลูกค้าในเวลาจำกัด

ภาพจาก shopee

กลวิธีที่ 5 : ลดโอกาสที่ลูกค้าจะเปลี่ยนใจหลังหยิบของใส่ตะกร้า

เราเชื่อว่าคุณต้องเคยเจอผู้เข้าชมเว็บประเภทนี้มาเยอะมากอย่างแน่นอน พวกเขาดูเหมือนจะสนใจสินค้าของคุณ เขาหยิบมันใส่ตะกร้าแล้ว แต่สุดท้ายกลับไม่ดำเนินการต่อและออกจากเว็บไปเสียเฉยๆ คุณคิดว่ามันเป็นเพราะอะไร?

ผลการสำรวจพบว่า 2 สาเหตุหลักๆ ที่ทำให้ผู้เข้าชมเว็บกลุ่มนี้มีพฤติกรรมดังกล่าวคือราคาสินค้าและค่าจัดส่ง อย่างที่เราเคยพูดไปในข้อแรก แทบจะไม่มีใครดูสินค้าจากเว็บเดียวแล้วตัดสินใจซื้อทันที แทบทุกคนจะเปิดเว็บไซต์อื่นเปรียบเทียบไปพร้อมๆ กันเสมอเพื่อหาราคาสินค้ารวมค่าจัดส่งที่ถูกที่สุด

เราขอแนะนำให้คุณรับมือกับผู้เข้าชมเว็บไซต์ประเภทนี้ด้วยการยื่นข้อเสนอพิเศษเพิ่มเติมเมื่อพวกเขากำลังจะกดออกจากขั้นตอนการชำระเงิน โดยข้อเสนอนั้นอาจจะเป็นส่วนลดอีกเล็กๆ น้อยๆ หรือบริการจัดส่งฟรีก็เป็นไปได้

ภาพจาก personizely

กลวิธีที่ 6 : Personalize เว็บไซต์ของคุณ

ผู้เข้าชมเว็บสิ่งไซต์แต่ละคนย่อมมีความสนใจและความต้องการที่แตกต่างกันออกไป นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไม Personalization จึงเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่ไม่ควรถูกมองข้าม เพราะวิธีนี้จะทำให้ผู้เข้าชมเว็บแต่ละคนได้เห็นคอนเทนต์ สินค้า ดีลพิเศษ รวมไปถึงข้อมูลต่างๆที่พวกเขาสนใจจริงๆ เพื่อเพิ่มโอกาสในการปิดการขายของคุณ

ยกตัวอย่างเช่น สมมติว่าเว็บไซต์ของคุณขายอุปกรณ์ไอทีหลายประเภท และมีผู้เข้าชมคนหนึ่งตามเข้ามาเว็บไซต์ของคุณผ่าน Facebook Ads ที่คุณโฆษณาโน้ตบุ๊ค มันก็เป็นไปได้ว่าเขากำลังสนใจหาซื้อโน้ตบุ๊คสักเครื่อง และอาจจะซื้ออุปกรณ์เสริมอื่นๆด้วย เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผู้เข้าชมคนนั้นจะเห็นเป็นสิ่งแรกๆ เมื่อเขาเข้ามาในเว็บไซต์ของคุณก็ควรจะเป็นแนะนำโน้ตบุ๊ค อุปกรณ์เสริม หรือข้อเสนออื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เป็นต้น

คุณอาจจะใส่สิ่งเหล่านี้ลงไปในหน้าหลักของเว็บเลย หรือจะเป็นตรงส่วนหัวของเว็บไซต์ หรือตรงไหนของหน้าแรกก็ได้ แต่สิ่งสำคัญคือต้องเป็นจุดที่ผู้เข้าชมสามารถสังเกตเห็นได้ง่ายแค่นั้นเอง

ภาพจาก personizely

หรือถ้าเว็บไซต์ของคุณขายเสื้อผ้าแฟชั่นให้กับลูกค้าในหลายประเทศ ผู้เข้าชมจากประเทศที่อากาศอบอุ่นถึงร้อนอาจจะเห็นแนะนำคอลเลคชั่นเสื้อยืดลายใหม่ของคุณ ในขณะที่ผู้เข้าชมจากประเทศที่อากาศกำลังหนาวจะเห็นแนะนำคอลเลคชั่นเสื้อกันหนาวแทน

ภาพจาก personizely

นอกจากนี้ยังมีอีกหลายวิธีที่คุณจะสามารถ Personalize เว็บไซต์ของคุณได้ คุณต้องลองคิดดูว่าวิธีหรือรูปแบบไหนที่จะเข้ากับหน้าเว็บไซต์ สินค้าที่คุณต้องการจะขาย และกลุ่มลูกค้าของคุณได้ดีกันนะ?

เริ่มทดลองเลยวันนี้!

และนี่คือ 6 วิธีที่สามารถช่วยคุณเปลี่ยนผู้เข้าชมเว็บไซต์ให้กลายเป็นลูกค้า คุณสามารถทดลองนำแต่ละวิธีไปปรับใช้ได้ตั้งแต่วันนี้เพื่อดูว่าวิธีไหนสามารถใช้ได้ดีกับธุรกิจของคุณ เพราะทุกครั้งที่ผู้เข้าชมเว็บไซต์เดินจากคุณไปโดยไม่ซื้ออะไร นั่นยิ่งหมายถึงต้นทุนทางธุรกิจที่เพิ่มมากขึ้นเท่านั้นนะ

แหล่งอ้างอิง: personizely

เกี่ยวกับนักเขียน

Meerada Y.

(TRY MY BEST TO BE)  Marketing Content Writer

นักศึกษาฝึกงาน เรียนการเงิน แต่ไปๆ มาๆ ดันสนใจการตลาดมากกว่า
ชอบอ่านหนังสือ ชอบฟังความคิดผู้คน เลยมาลองเป็นนัก (อยาก) เขียน

The Growth Master คือสื่อด้านการตลาดด้าน Growth Hacking เราอยากช่วยให้ผู้ประกอบการ นักการตลาด นักพัฒนา และดีไซน์เนอร์ได้นำศาสตร์นี้ไปประยุกต์ใช้จริง

  •  
    877
    Shares
  • 877
  •  
  •