Articles
Light
Dark
Light
Dark

10 หลักการพัฒนา Mindset สำหรับนักการตลาดในปี 2020

Stage 1 : Zero To Launch
10 หลักการพัฒนา Mindset สำหรับนักการตลาดในปี 2020
Jaruphat K.

Young passionate ที่มีความหลงใหลในเรื่องของการทำธุรกิจและการตลาด เคยเข้าร่วมอบรมและได้ประกาศนียบัตรจาก Google AdWords

นักเขียน
Jaruphat K.
Jaruphat K.

Young passionate ที่มีความหลงใหลในเรื่องของการทำธุรกิจและการตลาด เคยเข้าร่วมอบรมและได้ประกาศนียบัตรจาก Google AdWords

นักเขียน

เลือกอ่านตามหัวข้อ

นักการตลาดหลายคน ‘หวัง’ ให้ธุรกิจหรือโปรเจ็คที่พวกเขาดูแลอยู่เติบโตได้อย่างเร็ว แต่ก็กลับมา ‘ผิดหวัง’ เมื่อเห็นผลลัพธ์ที่ไม่ดีและยอมแพ้ไป ถึงแม้ว่าจะอยู่ในช่วงเริ่มต้นก็ตาม

แน่นอนว่าสุดท้ายธุรกิจของพวกเขาก็จะไม่สามารถเติบโตไปไหนได้ ซึ่งที่เรื่องนี้ที่เกิดขึ้นนั้น ส่วนหนึ่งก็อาจจะมาจากเรื่องที่เป็น Technical Skills เช่น การวางกลยุทธ์การตลาด หรือการทำความเข้าใจกลุ่มลูกค้าที่พวกเขาอาจจะทำได้ยังไม่ดีพอ  

แต่ส่วนสำคัญที่ถือเป็นต้นตอของความล้มเหลวนี้ก็คือเรื่องของ “Mindset” ที่เป็นตัวกำหนดหลักการของความคิด และทำให้พวกเขาอยู่กับที่ไม่ไปไหน

และเราเองก็จะไม่ปล่อยให้คุณเป็นหนึ่งในคนเหล่านั้นแน่นอน เพราะเราจะพาคุณไปเรียนรู้ 10 หลักการที่จะพัฒนากรอบความคิดของคุณ ให้คุณสามารถเติบโตได้แบบไร้ความผิดหวัง

10 หลักการพัฒนา Mindset ให้พร้อมเติบโต สำหรับนักการตลาดในปี 2020

1. เรียนรู้ทุกอย่างจากประสบการณ์จริง

สิ่งแรกที่ต้องทำความเข้าใจใหม่ก็คือ การเติบโต นั้นไม่ได้เกิดขึ้นด้วยความบังเอิญหรือสูตรสำเร็จใดๆ แต่มันเกิดจากการทดลองของหลากหลายสมมติฐาน ที่สุดท้ายแล้วผลลัพธ์ของมันจะบอกคุณได้ว่าอะไรเวิร์คหรือไม่เวิร์ค

ยกตัวอย่างเช่น การทำ A/B Testing หรือ Split testing ที่เป็นกระบวนการในการทดสอบระหว่าง 2 ชิ้นงาน เพื่อหาว่าผู้ใช้ชอบชิ้นงานแบบไหนมากที่สุดนั่นเอง โดยคุณสามารถนำมันไปทดสอบประสิทธิภาพได้กับหลายๆ สิ่งบน Digital Platform เช่น Facebook Ads , Landing Page , E-mail , ปุ่ม CTA (Call to action) หรือ Design บนเว็บไซต์ ก็สามารถทำได้

จุดสำคัญของมันคือการได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ จากการทดลอง ซึ่งถึงสุดท้ายแล้วคุณจะไม่ได้ผลลัพธ์ที่ดีจากการทดลอง

แต่ข้อมูลจากการทดลองแต่ละครั้งนั้น จะเป็นประสบการณ์ที่ทำให้คุณได้พบกับสิ่งที่จะทำให้คุณเติบโต

2. ให้ข้อมูลเป็นตัวขับเคลื่อน  

ข้อดีของการทำธุรกิจที่เป็น Digital Business นั้นก็คือ คุณสามารถวัดผลและเรียนรู้สิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้น ได้จากข้อมูล โดยอย่างที่บอกไปในหัวข้อที่แล้วว่ามันเป็นสิ่งที่บอกได้ว่าอะไรเวิร์คหรือไม่เวิร์ค

ดังนั้นทุกครั้งที่มีความจำเป็นที่จะต้องมีการตัดสินใจทำอะไร คุณไม่ควรจะคาดเดาจากสัญชาตญาณของเราเพียงอย่างเดียว ว่าลูกค้าจะชอบหรือไม่ชอบอะไร แต่คุณควรใช้ข้อมูลเป็นตัวตัดสินร่วมด้วย แบบใน Diagram ด้านล่างนี้ :  

เครดิตรูปภาพ : brianbalfour.com

ในการวัดผลคุณก็สามารถใช้เครื่องมืออย่าง Google Analytics หรือ KISSmetrics ได้เลย นอกจากนี้คุณก็ยังสามารถเรียนรู้ข้อมูลของลูกค้าที่ลึกขึ้นได้ด้วยวิธีการ อย่างเช่น การพูดคุย หรือการสัมภาษณ์กับลูกค้า

3. ทดลองสิ่งใหม่

“การเติบโตเกิดขึ้นจากไอเดียที่สร้างสรรค์และการทดลองสิ่งใหม่ๆ”  

อย่าตีกรอบตัวเองไว้อยู่ภายใต้สิ่งที่คู่แข่งของคุณทำ เพราะความจริงแล้วไอเดียของคุณเองอาจจะสร้างความสำเร็จให้กับคุณได้มากกว่าหลายเท่าเลย

ไม่มีใครมาบอกคุณได้ว่าอะไรคือสิ่งที่ดีที่สุด ไม่มีใครกำหนดสูตรสำเร็จได้ว่า คุณต้องส่งอีเมลไปหากลุ่มเป้าหมายกี่ครั้งพวกเขาถึงจะมาซื้อสินค้าของคุณ หรือไม่มีใครสามารถบอกคุณได้ว่ากลุ่มลูกค้าของคุณเองจะชอบวิธีกาขายแบบเดียวกับที่คู่แข่งของคุณหรือเปล่า

หลักการก็คือ หาข้อบกพร่องในกระบวนการที่คุณทำอยู่ แล้วปรับปรุงมัน มากกว่าการที่ไปทำตามคนอื่นที่อาจจะได้ผลลัพธ์ที่เหมือนเดิมหรือแย่กว่าด้วยซ้ำ

4. อย่าหยุดแค่ผลลัพธ์ที่ดีเพียงครั้งเดียว

การเติบโตนั้นไม่มีวันหยุด ต่อให้คุณจะสามารถพัฒนา Conversion rate ไปได้ถึง 95 % แล้ว แต่นั่นไม่ได้แปลว่าคุณควรหยุดแค่ตรงนั้น เพราะจริงๆ แล้วตัวเลขนี้มันก็อาจจะเป็นสัญญาญที่บอกว่าคุณกำลังจะเติบโตขึ้นไปอีกเรื่อยๆ แต่ถ้าคุณหยุดแล้วก็จะถือว่าพลาดโอกาสนั้นไปนั่นเอง

เมื่อคุณรู้สึกว่าทุกอย่างถูกพัฒนาหรือ Optimized แล้ว ให้คุณลองไปคิดเพิ่มว่าอะไรคือ Growth Driver ที่ทำให้ตัวเลขเหล่านั้นสูงขึ้น แล้วเราจะทำอย่างไรให้มันมี Impact มากขึ้นกับกลุ่มเป้าหมายคนอื่นๆ

“อย่าหลงใหลกับตัวเลขที่เพิ่มขึ้นและหยุดที่เท่านั้น ท่องไว้เสมอว่าคุณทำได้ดีกว่าตัวเลขนี้”

5. กระบวนการมาก่อนเสมอ

อย่างที่เห็นว่าการทดลองนั้นเข้ามามีบทบาทอย่างมากในการเติบโต แต่มันยังเป็นเพียงส่วนหนึ่งของกระบวนการ ที่เรียกว่า Growth Process เท่านั้น

เครดิตรูปภาพ : www.crakrevenue.com

โดยการทดลองนั้นจะเป็นขั้นตอนสุดท้ายของกระบวนการก่อนการที่จะปล่อยก่อนที่จะนำไอเดียไปทดสอบนั้นมาใช้จริง เพราะกระบวนการของมันทั้งหมดจะเป็นดังนี้ :

1. Analyze (วิเคราะห์ข้อมูล) : การวิเคราะห์ข้อมูลเป็นขั้นตอนการทำความเข้าใจลูกค้าผ่านการสังเกตุข้อมูลการตอบสนองที่ลูกค้ามีต่อผลิตภัณฑ์ ขั้นตอนนี้จะทำให้คุณได้ไอเดียดีๆ ที่มีโอกาสเติบโตสูงกว่าไอเดียที่เกิดจากการคาดเดา หรือคิดเอง  

2. Ideate (ระดมไอเดีย) : ไอเดียที่ดีจะเป็นจุดเริ่มต้นของผลลัพธ์การเติบโตแบบก้าวกระโดด ถ้าคุณและทีมขาดการเสนอไอเดีย โอกาสที่จะเติบโตก็จะยิ่งน้อยลงเรื่อยๆ ตามจำนวนไอเดียที่ถูกทดลอง

3. Prioritize (จัดลำดับความสำคัญของไอเดีย) : ในการกำหนดหรือระบุว่าไอเดียไหนดีที่สุดใน Growth Meeting สิ่งสำคัญคือเสียงและความคิดเห็นจากแต่ละตัวบุคคลในที่ประชุม ในที่นี้เราจะใช้การให้

คะแนนกับแต่ละไอเดีย  

4. Test (ทดลอง) : ในขั้นตอนสุดท้ายคือการเริ่มทำไอเดียที่ทุกคนเห็นร่วมกันว่าต้องทำ มาทำให้มันเกิดขึ้นจริง ซึ่งก็คือการนำทุกไอเดียที่ผ่านขั้นตอนการ Prioritize มาทดสอบเพื่อดูผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้น

นอกจากกระบวนการ 4 ขั้นตอน  Analyze – Ideate – Prioritize -Test แล้ว อย่างที่ได้เกริ่นไปตอนต้นว่าอีกหนึ่งอย่างที่มีความสำคัญไม่แพ้กันเลยก็คือ คน หรือ ณ ที่นี้นั้นหมายถึงบุคคลากรทั้งทีมนั่นเอง

ทีมที่ประสบความสำเร็จส่วนใหญ่มักจะมีการพูดคุยและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับทุกแผนกหรือหน่วยงานที่มีส่วนในการเติบโตของธุรกิจนั้นๆ เพื่อสร้างทัศคติและเป้าหมายให้เป็นหนึ่งเดียวกัน นั่นก็คือ

การเติบโต และเมื่อกระบวนการและทีมนั้นสมบูรณ์แล้ว กลยุทธ์ Growth Hacking ก็จะสร้างการเติบโตที่รวดเร็วได้อย่างแน่นอน

6. การเติบโตที่แท้จริงคือการเติบโตแบบยั่งยืน

หลายคนอาจจะเข้าใจผิดและตื่นเต้นกับสิ่งที่ไม่ใช่การเติบโตที่แท้จริง

“All Growth is not equal” – Brian Balfour

ยกตัวอย่างเช่น ถ้าคุณมีแอพพลิเคชั่น แล้วจ้าง Influencer ชื่อดังมาโปรโมท จนทำให้ตัวเลข MAU (Monthly Active Users) ของคุณพุ่งขึ้นในช่วงเดือนนั้น คุณอาจจะคิดว่ามันคือการ Growth Hacking ที่

ทำให้เกิดการเติบโต แต่จริงๆ แล้วมันอาจจะไม่ใช่เพราะมันอาจแค่ได้ผลดีแค่ระยะสั้นๆ

เพราะการเติบโตที่แท้จริงต้องดูจาก 3 สิ่งนี้ :

มีคุณค่า (Meaningful) – การเติบโตที่แท้จริงจะต้องสร้างคุณค่าให้กับทั้งองค์กรและลูกค้า ทั้งสองฝ่ายต้องได้รับประโยชน์ เช่น ฝั่งลูกค้าต้องพึงพอใจและกลับมาใช้งานเป็นประจำ ส่วนฝั่งองค์กรก็ต้องได้ประโยชน์จากการที่ลูกค้ามาใช้งานเราบ่อยๆ เช่นกัน

ยั่งยืน (Sustainable) – การเติบโตจะต้องเป็นการเติบโตแบบยั่งยืน ไม่ใช่การเติบโตเพียงระยะเวลาสั้นๆ ที่เกิดจากกลยุทธ์ที่เป็น Short term strategy เช่น Paid Campaign ต่างๆ

ทำซ้ำได้ (Repeatable) – การเติบโตต้องเกิดจากปัจจัยที่เป็น Growth Driver ของเราจริงๆ ไม่ใช่แค่เป็นเทรนด์ที่ตัวเลขพุ่งสูงขึ้น เท่านั้น เช่น คุณนำสิ่งที่เป็นเทรนด์มาร่วมกับธุรกิจของคุณ แต่ผลลัพธ์ก็

อาจจะออกมาดีแค่ตอนที่เทรนด์นั้นกำลังอยู่ในกระแสเท่านั้น

อย่างที่รู้กันว่ากลยุทธ์การสร้างการเติบโตนั้นถือเป็นกลยุทธ์ระยะยาว เพราะแบบนั้น เราจึงไม่ควรเอาผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นในช่วงสั้นๆ มาตัดสินนั่นเอง

7. เริ่มต้นด้วยสิ่งเล็กๆ ก่อนเสมอ

ถ้าคุณมีแพลนอยากเริ่มทดสอบเมื่อไหร่ คุณควรเริ่มต้นด้วยหลักการที่เรียกว่า MVT (Minimum Viable Tests) หรือพูดได้ง่ายๆ ว่ามันคือการทดสอบสมมติฐานกับสิ่งเล็กๆ ที่สามารถทำได้ง่าย และรวดเร็ว

เพราะคุณต้องเข้าใจว่ากระบวนการของมันต้องกลับมาทำซ้ำใหม่ได้ คุณจึงควรเริ่มจากสิ่งเล็กๆ แล้วค่อยๆ ปรับปรุงตามผลลัพธ์ที่ได้

ลองนึกดูว่าถ้าคุณรอให้ทดลองทุกอย่างเสร็จก่อน หรือว่าเริ่มทดลองจากสิ่งใหญ่ๆ เลยทันที ถ้าเป็นเว็บไซต์คุณก็คงจะต้องมา Re-design เว็บไซต์ทั้งหมดทีเดียว ซึ่งก็อาจจะเสียเวลามากๆ กว่าจะได้

Luanch เว็บไซต์นั้น

8. Customer – Centric  

สิ่งหนึ่งที่จะมาควบคู่กับกระบวนการ Growth Process ก็คือการทำความเข้าใจลูกค้าอยู่เสมอ เพราะหากไม่สามารถทำได้ การเติบโตนั้นก็อาจจะเกิดขึ้นได้เพียงช่วงระยะเวลาสั้นๆ เท่านั้น

ถ้าเราคำนึงถึงตัวเลขที่สูงขึ้นอย่างเดียว โดยไม่ได้มอบคุณค่าให้กับลูกค้าอย่างสม่ำเสมอ แน่นอนว่าสุดท้ายพวกเขาก็จะค่อยๆ หายไป

ซึ่งวิธีที่ง่ายๆ ก็อย่างเช่น การคอยหมั่นสอบถามความพึงพอใจของพวกเขาระหว่างการใช้งานผลิตภัณฑ์

สุดท้ายหากพวกเขาได้รับคุณค่าที่เรามอบให้อย่างสม่ำเสมอ พวกเขาก็จะไม่มีทางไปจากคุณ

9. จริยธรรมต่อลูกค้า

หลายแบรนด์อาจจะมองข้ามจุดนี้ไป ซึ่งก็ถือว่าค่อนข้างอันตรายเพราะว่ามันเป็นจุดที่สามารถส่งผลถึงแบรนด์ได้อย่างชัดเจน

ลองสมมติว่า คุณกำลังทำแอพพลิเคชั่นที่มีฟังก์ชั่นคล้ายคลึงกับ Tinder ที่เปิดให้ผู้ใช้สามารถเข้ามาหาคู่ได้ผ่านแพลตฟอร์มนี้

และเพื่อยอดผู้ใช้ที่เพิ่มขึ้น คุณก็ได้สร้างบัญชีปลอมขึ้นมา และให้บัญชีเหล่านี้ทำเป็นเหมือนทักลูกค้าคนนึงไปให้รู้สึกว่ามีคนกำลังสนใจในตัวพวกเขาอยู่ เพื่อให้พวกเขายอมสมัครสมาชิกเพื่อที่จะได้เห็นว่า

ใครทักมา และสามารถเริ่มสนทนากับอีกฝ่ายได้ ทั้งๆที่จริงๆแล้วอีกฝ่ายนั่นก็คือบัญชีปลอมนั่นเอง

ถึงแม้ว่าวิธีนี้จะสามารถเพิ่มผู้ใช้งานได้จริง แต่สุดท้ายเมื่อพวกเขาได้เริ่มใช้งานและมารู้ความจริงในภายหลัง พวกเขาก็อาจจะรู้สึกไม่ดีต่อแบรนด์ ซึ่งส่งผลเสียต่อการเติบโตระยะยาว

10. ทีมที่ดีมีชัยไปกว่าครึ่ง

จากความเชี่ยวชาญหลายด้านและความรู้พื้นฐานที่มีติดตัวกันทุกคน จะทำให้สมาชิกในทีมสื่อสารตรงกัน ตั้งแต่จุดเริ่มต้น กระบวนการ และขั้นตอนต่างๆ จากจุดแข็งนี้เองทำให้ Growth Team มีข้อดีที่แตกต่างวิธีการทำงานเป็นกลุ่มแบบอื่นอย่างเห็นได้ชัด

และการทำงานใน Growth Team จะใช้รูปแบบที่เรียกว่า Agile และ Cross functional

Agile = การทำงานที่เน้นการสื่อสารมากกว่าเอกสาร

Cross functional = การทำงานร่วมกันเป็นทีมเพื่อเป้าหมายเดียวกัน จากสมาชิกที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญกันในคนละสายงาน แต่สามารถเชื่อมโยงกันด้วยข้อมูลพื้นฐาน

การทำงานด้วยระบบ Growth Team เปรียบเป็นเหมือนสะพานที่เชื่อมแต่ละศาสตร์เอาไว้ด้วยกัน ช่วยลดระยะทางไม่ต้องผ่านไปผ่านมาหลายๆ ฝ่าย เปรียบเสมือนทางลัดที่จะช่วยย่นระยะเวลา เพราะทุกคนเป็นทุกฝ่ายในตัวเองจึงสามารถจัดการกับงานได้เลยทันทีนั่นเอง

สรุป

สุดท้ายผมหวังว่า 10 หลักการนี้จะเป็นสิ่งที่สามารถช่วยพัฒนา Mindset เรื่องการเติบโตของคุณให้ดีขึ้น และทำให้คุณสามารถเริ่มกระบวนการ Growth Process เพื่อสร้างการเติบโตให้กับธุรกิจหรือโปรเจคของคุณได้ครับ

Subscribe