Technology

Endlessloop ซอฟต์แวร์ที่พัฒนาจากศาสตร์ Growth ความลับเบื้องหลังการเติบโตของธุรกิจกว่า 10 เท่า!

Endlessloop ซอฟต์แวร์ที่พัฒนาจากศาสตร์ Growth ความลับเบื้องหลังการเติบโตของธุรกิจกว่า 10 เท่า!
Light
Dark
Cartoon Tanaporn
Cartoon Tanaporn

มนุษย์เป็ดเขียนคอนเทนต์ ชอบเขียนมากกว่าพูด เสพติดการมองพระจันทร์เป็นชีวิตจิตใจ และหลงใหลในช่วงเวลา Magic Hour ของทุกวัน

นักเขียน

‘ความเร็ว’ เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญสำหรับการเติบโตอย่างยั่งยืนของธุรกิจในยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในธุรกิจ Blockchain, ธุรกิจ SaaS หรือธุรกิจที่ทำการ Digital Transformation เพราะถ้าหากคุณตัดสินใจช้าไปเพียงหลักนาทีหรือวินาที ก็อาจทำให้บางสิ่งบางอย่างพลิกผัน หรือทำให้คุณเดินตามหลังคู่แข่งทันที 

ดังนั้นการทำงานของธุรกิจในลักษณะนี้ ส่วนใหญ่ทั้งนักพัฒนาและนักการตลาดต้องทำงานร่วมกัน เพื่อความรวดเร็วในการพัฒนาปรับปรุงผลิตภัณฑ์ เพราะนักการตลาดเปรียบเสมือนสะพานเชื่อมระหว่างนักพัฒนาและฝั่งผู้ใช้งาน คอยดูว่านักพัฒนาสร้างฟีเจอร์อะไรใหม่มา ก็ไปวางกลยุทธ์ดึงดูดผู้ใช้งานต่อ รวมถึงคอยรับ Feedback จากผู้ใช้ว่าต้องการอะไร เพื่อไปบอกนักพัฒนาได้รับรู้ถึงความต้องการของพวกเขา และสามารถสร้างฟีเจอร์ที่มาตอบโจทย์พวกเขาได้ทันที

แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นระหว่างการทำงานในรูปแบบนี้ คือ ปัจจุบันยังไม่มี Framework ไหนที่ทำให้ทั้งนักพัฒนาและนักการตลาดทำงานร่วมกันได้อย่างไร้รอยต่อ ด้วยเหตุนี้จึงเกิด Endlessloop ขึ้นมา เพื่อสร้าง Framework ที่ทำให้ 2 ทีมนี้ (รวมถึงทีมอื่น ๆ เช่น ฝ่ายดีไซน์) สามารถทำงานร่วมกันได้ง่าย รวดเร็ว และทำให้ธุรกิจเติบโตขึ้นกว่า 10 เท่า 

เพราะไม่ว่าคุณจะสร้างผลิตภัณฑ์ ทั้งเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชัน หรือพัฒนาฟีเจอร์แบบไหนออกมา ก็ต้องมีการออกแบบหน้าตาเว็บไซต์ให้มีความสวยงาม ใช้งานง่าย และสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับผู้ใช้งาน ดังนั้น Endlessloop จะทำให้ทีมเห็นภาพแนวทางการพัฒนาผลิตภัณฑ์ รวมถึงการวางกลยุทธ์เป็นภาพเดียวกันมากขึ้น

บทความนี้ เราจะมาอธิบายให้ทุกคนฟังว่า Endlessloop จะมาช่วยให้ธุรกิจของคุณเติบโตขึ้นได้อย่างไร มีฟีเจอร์อะไรที่น่าสนใจบ้าง และเหมาะสำหรับธุรกิจประเภทไหน เราจะพาคุณไปหาคำตอบกับเบื้องลึกเบื้องหลังของซอฟต์แวร์นี้ให้มากขึ้นผ่านบทความนี้

ไม่พลาดทุกข้อมูลที่ช่วยให้ธุรกิจคุณเติบโตได้เร็วยิ่งขึ้น

ติดตามได้หลากหลายช่องทางที่คุณสะดวก ไม่ว่าจะเป็น e-mail, line หรือ youtube
Subscribe

Endlessloop คืออะไร?

Endlessloop คือ เครื่องมือที่ถูกพัฒนามาจากศาสตร์ Growth Hacking ที่มี Framework ครอบคลุมภาพรวมการเติบโตของธุรกิจแบบจบลูปในหน้าเดียว ตั้งแต่ขั้นรวบรวมไอเดียจาก User Journey ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์, ปรับแต่งฟีเจอร์, ขั้นตอน Product/Market Fit ไปจนถึงขั้นตอนทำการตลาด เพื่อทำให้คนมาซื้อ บอกต่อ และดึงลูกค้ากลับมาซื้อ/ใช้ผลิตภัณฑ์ซ้ำอีกครั้ง 

นั่นจึงทำให้ Endlessloop เป็นซอฟต์แวร์ที่ทำให้ทีมแบบ Cross-Functional ไม่ว่าจะเป็น ทีมนักพัฒนา, ทีมนักออกแบบ, ทีมนักการตลาด และทีมอื่น ๆ ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในธุรกิจ สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างง่ายดาย พาธุรกิจก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว และมองเห็นภาพรวมการเติบโตของแต่ละ Stage เป็นภาพเดียวกันได้ชัดเจนที่สุด

ดังนั้น Endlessloop จึงเป็นซอฟต์แวร์ที่มีประสิทธิภาพเห็นผลได้ชัดเจนมากที่สุด เมื่อใช้ในธุรกิจ Blockchain, ธุรกิจ SaaS หรือบริษัทที่ใช้เทคโนโลยีในการทำงาน เพราะทีมต้องการการทำงานร่วมกันอย่างรวดเร็วเพื่อสร้างการเติบโต

ทำไม Endlessloop จึงถูกพัฒนาขึ้นมา?

Endlessloop เป็นซอฟต์แวร์ที่ถูกพัฒนาขึ้นมา เพื่อแก้ไข Pain Point ที่พบในการทำงานของธุรกิจในปัจจุบัน เช่น

Framework ในปัจจุบันไม่เพียงพออีกต่อไป

Endlessloop เป็นซอฟต์แวร์ที่มี Framework ที่ทำให้ทั้งนักพัฒนาและนักการตลาดสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างง่ายดายและรวดเร็ว

เพราะถ้านักการตลาดไม่รู้ว่าทีมนักพัฒนากำลังพัฒนาฟีเจอร์อะไรอยู่ พวกเขาก็ไม่สามารถวางกลยุทธ์การตลาดได้อย่างเฉียบขาด ในขณะเดียวกัน ทางฝั่งนักพัฒนาก็จะสร้างผลิตภัณฑ์ออกมาอย่างเดียว โดยไม่รู้ Feedback ที่นักการตลาดได้รับมาจากทางฝั่งผู้ใช้งาน ซึ่งกว่าจะรู้อีกทีก็อาจสร้างฟีเจอร์นั้นออกมาจนเสร็จแล้ว (ถ้าหากมีการแก้ไข ก็เสียเวลามากขึ้นไปอีก)

ถ้าคุณเป็นธุรกิจที่ต้องการซอฟต์แวร์ที่เข้ามารองรับให้นักพัฒนากับนักการตลาดมาทำงานร่วมกันได้อย่างง่ายดายและมีประสิทธิภาพ ตั้งแต่แรกเริ่มไอเดีย, สร้างผลิตภัณฑ์, ได้รับ Feedback กลับมา, พัฒนาปรับปรุงฟีเจอร์ต่าง ๆ ให้ดีขึ้น จนกระทั่งสร้างกลยุทธ์ให้ผู้ใช้งานกลับมาใช้ซ้ำเรื่อย ๆ Endlessloop เป็นซอฟต์แวร์ที่เหมาะสมที่สุดในยุคนี้

เนื่องด้วยในโลกการทำงานของธุรกิจ Blockchain จะต้องอาศัยความรวดเร็วในการทำงานเป็นอย่างมาก เพราะมีการแข่งขันค่อนข้างสูงและมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา หากถามว่าสูงแค่ไหน ก็คงตอบได้ว่า ถ้าคุณตัดสินใจช้าไปเพียงหลักวินาที แล้วคู่แข่งชิงตัดหน้าพัฒนาฟีเจอร์นั้นไปก่อน ก็จะส่งผลกระทบต่อธุรกิจของคุณได้ทันทีไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

ภาพจาก yale

ขอยกตัวอย่างธุรกิจที่สร้างเหรียญคริปโต ที่นักพัฒนาของแต่ละเหรียญจะต้องใช้ความรวดเร็วในการสร้างฟีเจอร์ต่าง ๆ ขึ้นมา เพื่อสร้างมูลค่าให้ตัวเหรียญ สร้างให้เหรียญมีความสามารถมากที่สุด เพื่อดึงดูดให้นักลงทุนมาลงทุนในตัวเหรียญ (ซึ่งบ่อยครั้งที่เราจะเห็นว่าพวกเขามีการตอบโต้กันผ่าน Telegram เพราะเป็นแอปพลิเคชันที่มีการโต้ตอบและรับส่งข้อความกันอย่างรวดเร็วหลักวินาที)

ซึ่งถ้าหากว่าทีมนักพัฒนาสามารถพัฒนาฟีเจอร์ที่น่าสนใจ ก็สามารถทำให้เหรียญมีมูลค่าพุ่งสูงขึ้นหลายร้อยเปอร์เซ็น หรือกลับกัน หากข้อผิดพลาดบางอย่างเกิดขึ้น แล้วทีมมีการสื่อสารกันช้า มูลค่าของเหรียญอาจจะตกลงจนถึงศูนย์ดอลลาร์เลยก็ได้ นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมการทำงานในสายงาน Blockchain จึงต้องอาศัยความรวดเร็วมาก ๆ ในการทำงาน

ภาพจาก pinimg

ในขณะเดียวกัน สำหรับธุรกิจ SaaS ผู้ให้บริการด้านซอฟต์แวร์ ก็มีการแข่งขันในเรื่องของฟีเจอร์ด้วยเหมือนกัน แต่หากพูดถึงระดับความเร็วในการแข่งขันจะน้อยกว่าธุรกิจในสาย Blockchain แต่ก็สามารถใช้ Framework ทำงานรูปแบบเดียวกันได้

อย่างไรก็ตาม Framework ที่มีอยู่ในปัจจุบันไม่เพียงพออีกต่อไปแล้วสำหรับการทำงานในสายธุรกิจ Blockchain, ธุรกิจ SaaS, ธุรกิจที่ Digital Transformation ที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ด้วยเหตุนี้ Endlessloop จึงเกิดมาเพื่อเข้ามารองรับการทำงานของธุรกิจในลักษณะนี้โดยเฉพาะ ที่ทำให้นักการตลาด นักพัฒนา ทีมดีไซน์ และทีมอื่น ๆ สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างไร้รอยต่อ โดยที่ไม่มี Framework ไหนทำมาก่อน

ธุรกิจไม่เห็นภาพสถานการณ์ปัจจุบัน จึงไม่อาจรองรับการเติบโตในอนาคต

หนึ่งในปัจจัยที่ทำให้ธุรกิจเติบโตได้ไม่เต็มที่และล่าช้า คือ การมองไม่เห็นภาพสถานการณ์ปัจจุบันของธุรกิจ เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้ว ทีมจะมองภาพรวมการเติบโตในอนาคตได้ยาก และไม่สามารถเข้าถึงการทำงานของธุรกิจในแต่ละส่วนได้ 

ส่งผลให้แต่ละทีมทำงานโดยโฟกัสแค่หน้าที่ของตัวเองเท่านั้น หรือที่เราเรียกว่า ‘การทำงานแบบ Silo’ ซึ่งเป็นการทำงานรูปแบบเก่าที่ยังแบ่งเป็นแผนกอยู่ ไม่ได้เป็นการทำงานรูปแบบของทีมที่แท้จริง เพราะทุกทีมจะมีกำแพงเป็นของตัวเอง ทำงานแยกกัน เมื่อต่างคนต่างทำงาน ไม่เกิดการสื่อสาร จะทำให้ทำงานล่าช้า การ Tracking งานจากฝ่ายที่เราต้องทำต่อยากขึ้น และอาจเกิดข้อผิดพลาดได้ง่ายขึ้นไปอีก

ยิ่งถ้าหากว่าธุรกิจมีทีมที่ทำงานแบบ Silo ผนวกกับธุรกิจที่ไม่ได้มีการออกแบบโครงสร้างมาเพื่อรองรับการเติบโตอย่างรวดเร็ว ก็จะยิ่งทำให้การมองเห็นภาพรวมของธุรกิจปัจจุบันยากขึ้นไปอีก

ภาพจาก wrike

อยากให้คุณลองนึกภาพตามว่า ในตอนแรกเริ่มธุรกิจใหม่ ๆ ธุรกิจก็มักจะมีลูกค้าจำนวนไม่มาก เช่น 10 คน ซึ่งถ้าหากเราต้องเข้าไปพูดคุยกับพวกเขา เราก็สามารถเดินเข้าไปพูดคุยกับพวกเขาได้เองง่าย ๆ เลย เพราะจำนวนลูกค้ายังน้อยอยู่ จัดการได้สบาย ๆ

แต่เมื่อถึงจุดที่บริษัทเติบโต มีคนรู้จักมากขึ้น มีลูกค้าเพิ่มมากขึ้นจาก 10 คน เป็น 1,000 คน ตอนนี้เราไม่สามารถเดินเข้าไปคุยกับพวกเขาได้อย่างทั่วถึงเหมือนเดิมแล้ว แต่ทำอย่างไรล่ะ จึงจะสามารถเข้าไปพูดคุยกับลูกค้าได้เหมือนเดิม ในระยะเวลาที่มีอยู่เท่าเดิม แต่ได้ลูกค้าเพิ่มขึ้น?

การใช้เครื่องมือเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการทำงาน คือ คำตอบ

เมื่อธุรกิจต้องการขยายตัว แต่ไม่นำเทคโนโลยีมาใช้ ธุรกิจก็อาจไม่พร้อมที่จะรับต่อการเปลี่ยนแปลง ทำให้ต้องใช้เวลาและความระมัดระวังอย่างมากในการตัดสินใจ ส่งผลทำให้ธุรกิจจำเป็นต้องดำเนินการอย่างช้า ๆ ค่อยเป็นค่อยไป

การใช้เครื่องมือเทคโนโลยีอย่าง Endlessloop จะทำให้ทีมเข้าถึงข้อมูลต่าง ๆ ได้อย่างง่ายดาย, ช่วยให้เห็นข้อมูลที่รอบด้าน, ภาพขั้นตอนการทำงานภายในธุรกิจอย่างชัดเจนจากฝ่ายต่าง ๆ รวมไปถึงงบประมาณที่ถูกนำไปใช้ในแต่ละส่วนจาก Data ที่ได้รับมาจากแคมเปญตามจริง ซึ่งจะช่วยให้ตัดสินใจทางธุรกิจได้รวดเร็วและแม่นยำกว่าที่เคย

ทำให้การทำรีพอร์ตเป็นเรื่องง่าย

นักการตลาด

ในฐานะที่คุณเป็นนักการตลาดที่ต้องคอยรายงานผลหัวหน้าทุก ๆ สัปดาห์ คุณอาจจะต้องคอยดึงข้อมูลเหล่านั้นมาใส่ในสไลด์ เมื่อข้อมูลอัปเดต ก็ต้องมาดึงข้อมูลใหม่อีกครั้ง เท่ากับว่ามันเสียเวลาในการทำงานหลายชั่วโมงต่อวัน และเป็นงานที่คุณต้องทำทุกสัปดาห์ 

หรืออีกกรณีหนึ่ง คุณอาจจะไม่ต้องส่งรีพอร์ตทุกสัปดาห์ก็ได้ แต่วันดีคืนดี หัวหน้าก็เดินมาขอดูรีพอร์ตเลยโดยที่ไม่มีสัญญาณเตือนแม้แต่น้อย คุณก็ต้องเร่งทำรีพอร์ตส่งให้หัวหน้าภายในวันนั้น ทำให้คุณเสียเวลาไปกับงานนี้อีก

จะดีกว่าไหมถ้าหากคุณมีเครื่องมืออย่าง Endlessloop ที่สามารถกด Export ผลเมทริกซ์ที่คุณต้องการออกมาได้ภายในคลิกเดียว แล้วนำไปส่งหัวหน้าหรือลูกค้าได้เลย โดยที่ไม่ต้องมานั่งแคปรูปแล้วนำไปแปะสไลด์ทุก ๆ สัปดาห์

ภาพจาก windsor

นักธุรกิจ ผู้ประกอบการ หรือนักลงทุน

หากคุณเป็นผู้ประกอบการหรือนักธุรกิจสตาร์ปอัป และต้องทำพอร์ต เพื่อไป Pitching หาเงินทุนเพื่อขยายธุรกิจ หรือพัฒนาผลิตภัณฑ์ ซึ่งโดยธรรมชาติของนักลงทุน พวกเขาจะชอบลงทุนกับธุรกิจที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีที่มีแนวโน้มการเติบโตดี และมีศักยภาพในการทำงานสูง

ดังนั้นปัจจัยที่จะสามารถดึงดูดนักลงทุนเหล่านั้น คือ คุณจะต้องทำพอร์ตเพื่อไป Pitching พวกเขาอย่างรอบด้าน เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือ และแสดงให้เห็นแนวโน้มการเติบโตที่ดีของบริษัทอย่างชัดเจน

ตัวอย่างเช่น แสดงให้เห็นถึง Traction หรือความสามารถในการดึงลูกค้าเข้ามาใช้งานผลิตภัณฑ์ของคุณว่ามีมากน้อยแค่ไหน เช่น ความสามารถในการเพิ่มยอดคลิกลิงก์, ยอดคนสมัครใช้งาน, ยอดคนกรอกฟอร์ม

รวมถึงข้อมูลทิศทางการพัฒนาผลิตภัณฑ์ทั้งในอดีต ปัจจุบัน ไปจนถึงอนาคต เพราะถ้าเกิดว่าคุณมีแผนภาพที่ชัดเจน, ข้อมูลที่วัดผลได้เหล่านี้ และทำให้นักลงทุนเห็นภาพที่ชัดเจนว่าธุรกิจของคุณมีแนวโน้มการเติบโตเป็นอย่างไร ก็จะสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน และดึงดูดพวกเขาได้ง่ายยิ่งขึ้นนั่นเอง

และ Endlessloop ก็เป็นซอฟต์แวร์ที่สามารถแสดงข้อมูลทั้งหมดออกมาบน Dashboard ที่อ่านข้อมูลได้ง่าย เช่น ดูว่าธุรกิจวางแผน/วางกลยุทธ์อะไรไว้ที่จุด Touchpoint ของ Customer Journey ไว้บ้าง, ดูว่าวางแคมเปญอะไรที่ต้องทำ, วิธีดึงคนกลับมาใช้งานต่อ รวมถึงสามารถดู Backlog ไอเดียหรือแนวทางในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ดีขึ้นในอนาคต

แผนภาพทั้งหมดจาก Dashboard นี้เพียงอันเดียว จะทำให้นักลงทุนสามารถประเมินความเสี่ยงและผลตอบแทนจากธุรกิจได้รอบด้าน และช่วยดึงดูดให้นักลงทุนหันมาลงทุนกับธุรกิจได้ง่ายมากยิ่งขึ้นจากข้อมูลที่วัดผลได้เหล่านั้น


Endlessloop เหมาะสำหรับใคร?

Endlessloop จะมีประสิทธิภาพเต็มความสามารถ และเห็นผลได้อย่างชัดเจนที่สุด ถ้าหากธุรกิจ Blockchain, ธุรกิจ SaaS หรือบริษัทที่ต้องการ Digital Transformation เป็นผู้ใช้งาน เพราะธุรกิจในรูปแบบนี้ เจ้าของธุรกิจมักจะมีความเข้าใจความสำคัญของการใช้เทคโนโลยี และพร้อมรับต่อการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในระยะยาว

ทุกวันนี้หากใครได้เล่นโซเชียลมีเดียก็จะเห็นได้ว่ามีข่าวสารที่เกี่ยวข้องกับ Blockchain หรือ Cryptocurrency ออกมาไม่เว้นแต่ละวัน ในด้านราคาที่สูงขึ้นหรือตกลงอย่างรวดเร็ว หรือแม้แต่การที่ธุรกิจเหล่านั้นสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ ออกมา เพื่อทำให้ผลิตภัณฑ์นั้นโดดเด่นกว่าคู่แข่งในตลาดอย่างเห็นได้ชัด

แน่นอนว่าการทำงานของโลก Blockchain มีความรวดเร็วมาก ๆ ทำให้นักพัฒนาและนักการตลาดต้องมีการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด เพราะถ้าหากผลิตภัณฑ์มีฟีเจอร์ใหม่ ๆ ออกมา นักพัฒนาก็สามารถประกาศให้ผู้ใช้งานทราบได้ทันทีผ่านช่องทางต่าง ๆ เช่น Telegram, Twitter หรืออื่น ๆ และถ้าหากผู้ใช้งานมี Feedback หรือข้อสงสัยอะไรกลับมา ทั้งนักพัฒนาและนักการตลาดจะต้องเป็นคนที่ช่วยกันตอบคำถามเหล่านั้น

เพราะถ้าไม่มีการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด บางครั้งมีบางคำถามที่นักการตลาดไม่สามารถตอบได้ นักพัฒนาจะต้องเป็นคนที่ตอบคำถามนั้น แต่บางครั้งก็มีบางคำถามที่นักพัฒนาไม่สามารถตอบได้ นักการตลาดจึงต้องเป็นคนตอบคำถามนั้นแทน 

นั่นทำให้ในทุก ๆ ส่วนของการทำงานจำเป็นที่จะต้องมี Framework อย่าง Endlessloop เข้ามา เพื่อที่ให้ทีมสามารถเห็นภาพรวมการทำงานตรงกัน วัดผลได้ในทุก ๆ ขั้นตอน รวมถึงสามารถเก็บ Feedback จากผู้ใช้งานแล้วนำมาพัฒนาฟีเจอร์ให้ดีขึ้น หรือคิดค้นฟีเจอร์ใหม่ ๆ ต่อไปได้

นอกจากธุรกิจ Blockchain แล้ว Endlessloop ยังเหมาะสำหรับธุรกิจ SaaS อีกด้วย เพราะเป็นผู้ให้บริการทางด้านซอฟต์แวร์ แต่ถ้าพูดถึงการทำงานในมุมมองของธุรกิจ SaaS จะมีการทำงานที่ช้ากว่าฝั่ง Blockchain เล็กน้อย

ภาพจาก dandelife

หากเป็นธุรกิจ SaaS ที่มีขนาดใหญ่ เช่น ClickUp ในช่วงแรกเราอาจจะเห็นได้ว่าบริษัทเหล่านี้มีการออกฟีเจอร์ใหม่ ๆ บ่อยมาก เช่น 2 สัปดาห์ ออก 1 ครั้ง เพื่อเป็นการทดสอบว่าฟีเจอร์ไหนที่ผู้ใช้งานแล้วประทับใจหรือชอบใช้งาน สามารถแก้ปัญหาให้พวกเขาได้อย่างตรงจุด

แต่ช่วงหลัง ๆ ที่บริษัทดำเนินมาได้ถึงจุดหนึ่งแล้ว ก็จะออกฟีเจอร์ใหม่น้อยลง เพราะบริษัทรู้แล้วว่าลูกค้าของเขาชอบฟีเจอร์แบบไหน พวกเขาจึงไม่สามารถปรับเปลี่ยนฟีเจอร์อะไรได้มาก แต่ทำได้เพียงพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น หรือปรับเปลี่ยนเพียงหน้าตา UX/UI ที่ทำให้ใช้งานได้ง่ายยิ่งขึ้น

ดังนั้นถ้าหากคุณเป็นธุรกิจ SaaS ที่กำลังอยู่ในช่วงทำให้เติบโต หรือไปสู่จุด Product/Maket Fit การใช้งาน Endlesssloop เป็นเครื่องมือที่เหมาะสมมาก ๆ เพราะให้คุณได้สร้าง Experiment ได้อย่างไม่จำกัด และวัดผลได้ในทุก ๆ ขั้นตอน เพื่อหาสิ่งที่ใช่ที่สุดให้กับผลิตภัณฑ์ของคุณเอง

แล้วทำไม Endlessloop ถึงไม่เหมาะสมสำหรับธุรกิจรูปแบบอื่น?

หากคุณเป็นธุรกิจที่ยังไม่ Digtial Transformation ยังมีการทำงานแบบ Analog ที่ทำทุกอย่างด้วยตัวเอง (Manual) โดยที่ไม่ใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยเลย เช่น การวัดผล หรือการ Tracking ข้อมูลต่าง ๆ แล้วคุณมาใช้งาน Endlessloop ก็อาจจะใช้ซอฟต์แวร์นี้ได้คุ้มค่ากับประสิทธิภาพ หรือหากให้อธิบายแบบเห็นภาพชัดที่สุด สมมติว่าประสิทธิภาพของซอฟต์แวร์เต็มสิบ คุณอาจจะใช้เพียงแค่หนึ่งส่วนเท่านั้น

เพราะ Endlessloop จะต้องมีการวัดผลในทุก ๆ จุดของธุรกิจ ตั้งแต่เริ่มนำทางผู้ใช้งานที่ไม่รู้จักเรามาก่อน (Stranger) ให้เป็นคนที่รู้จักและเข้ามาเยี่ยมชมธุรกิจ (Visitor) หรือผู้ที่มีโอกาสจะกลายมาเป็นลูกค้าของเราในอนาคต (Lead) และในที่สุดก็กลายเป็นลูกค้าที่กลับมาซื้อ/ใช้ซ้ำ (Customer) จนกระทั่งเป็นกระบอกเสียงบอกต่อผลิตภัณฑ์ของเราให้กับคนอื่น ๆ (Promoter) ซึ่ง Endlessloop จะทำให้คุณมองเห็น Customer Journey แบบนี้ได้อย่างชัดเจนมากยิ่งขึ้น

ดังนั้นถ้าหากคุณยังเป็นธุรกิจที่ยังไม่มีการนำเทคโนโลยีมาใช้ในองค์กร แล้วอยากทดลองใช้งาน Endlessloop เราก็อยากแนะนำให้คุณลองเปิดใจลองนำเทคโนโลยีมาใช้งานในองค์กรก่อน เพื่อที่ว่าคุณจะได้เห็นประสิทธิภาพของการใช้งาน Endlessloop อย่างชัดเจนที่สุด

ฟีเจอร์เด่นของ Endlessloop ที่จะช่วยให้ธุรกิจของคุณมองเห็นภาพรวมการเติบโตจบลูปในหน้าเดียว

Loop

Loop เป็นเทมเพลตที่พัฒนามาสำหรับการทำงานของ Growth Team โดยเฉพาะ และเป็นเทมเพลตที่ต่อยอดมาจาก Growth Loop ที่ถือว่าเป็น Framework สำคัญของการทำ Growth Hacking โดยในแต่ละ Loop จะถูกออกแบบมาสำหรับ 1 Persona เท่านั้น เพื่อให้คุณมุ่งเป้าไปยัง North Star Metric ตามที่ธุรกิจตั้งไว้ และสามารถวัดผลได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด 

อย่างไรก็ตาม นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าผลิตภัณฑ์ของคุณจะสามารถสร้างได้เพียงลูปเดียวเท่านั้น เพราะในหนึ่งผลิตภัณฑ์เราสามารถสร้างลูปสำหรับ Persona อื่น ๆ ได้ ซึ่งข้อดีของการที่เราแบ่งออกเป็นหลายลูป จะช่วยให้เราโฟกัสไปยังการคิดกลยุทธ์แคมเปญสำหรับ Persona นั้น ๆ ได้ชัดเจนยิ่งกว่าการสร้างแค่ลูปเดียว

สำหรับหน้า Loop จะถูกแบ่งออกเป็น 4 ส่วนด้วยกัน (แบ่งตาม Growth Loop) คือ 

  • Cool, I’m interested – กระบวนการที่ธุรกิจทำให้ลูกค้ารับรู้และสนใจในผลิตภัณฑ์หรือบริการ (Acquisition)
  • Yes, this is for me! – กระบวนการที่ธุรกิจทำให้ลูกค้าได้รับคุณค่าหรือประสบการณ์ที่ดีจากผลิตภัณฑ์ จนเกิดการซื้อขึ้น (Activation) 
  • Wow! That's great – กระบวนการที่ธุรกิจพัฒนาผลิตภัณฑ์ เพื่อให้ลูกค้าเกิดการซื้อ/ใช้ผลิตภัณฑ์ซ้ำอย่างต่อเนื่อง (Retention)
  • I love it, I need to share this – กระบวนการที่ธุรกิจวางกลยุทธ์ทำให้ลูกค้าเกิดการบอกต่อขึ้น (Referral)

รู้หรือไม่? สำหรับทั้ง 4 ชื่อนี้ เป็นชื่อที่ทาง Endlessloop คิดมาใหม่โดยเฉพาะ แทนการใช้คำว่า Acquisition, Activation, Retention และ Referral บน Growth Loop เพราะอยากให้นักการตลาดเข้าใจในความรู้สึกของลูกค้าอย่างชัดเจน เวลาที่คิดคอนเทนต์หรือกลยุทธ์อะไรมา ก็จะคิดในมุมลูกค้ามากขึ้น

Cool, I’m interested (เอาล่ะ ฉันเริ่มรู้สึกสนใจผลิตภัณฑ์/บริการนี้เข้าแล้ว)

Cool, I’m interested คือ กระบวนการที่ธุรกิจทำให้ลูกค้ารับรู้ถึงผลิตภัณฑ์หรือบริการ เป็นขั้นตอนที่มีส่วนอ้างอิงมาจาก Customer Journey หรือเส้นทางพฤติกรรมการซื้อของผู้ใช้เป็นหลัก ผนวกกับการใช้เทคนิค 5 Stages of Awareness ที่ถูกคิดค้นขึ้นโดย Eugene Schwartz ผู้เชี่ยวชาญด้านการเขียน Copywriting ในปี 1966

5 Stages of Awareness คือ เทคนิคในการสร้างคอนเทนต์ โดยที่ธุรกิจจะต้องมองในมุมมองของลูกค้าและคิดแบบเดียวกับพวกเขา เพื่อจุดประสงค์ทางธุรกิจ เช่น สร้าง Awareness, Traffic, Conversion เป็นต้น ซึ่งสาเหตุที่เราต้องสร้างออกมาเป็น 5 Stages of Awareness เพราะ Endlessloop เป็นซอฟต์แวร์ที่มี Framework ที่สร้างจากพฤติกรรมของลูกค้าเป็นหลัก ซึ่งจะประกอบไปด้วย

  • Unaware – ขั้นตอนที่ลูกค้ายังไม่รู้ตัวว่าตัวเองกำลังเผชิญกับปัญหาอยู่
  • Problem Aware – ขั้นตอนที่ลูกค้ารู้ตัวแล้วว่าตัวเองกำลังประสบปัญหานั้นอยู่
  • Solution Aware – ขั้นตอนที่ลูกค้ารู้ว่าตัวเองจะแก้ปัญหานั้นด้วยวิธีใด
  • Product Aware – ขั้นตอนที่ลูกค้ารู้ว่าผลิตภัณฑ์หรือบริการไหนที่ตอบโจทย์กับเขา
  • Highly Aware – ขั้นตอนที่ลูกค้ารู้จักสินค้าและบริการนั้นแล้ว แต่ยังไม่ได้ตัดสินใจซื้อ

สำหรับในขั้น Cool, I’m interested นี้จะเป็นกระบวนการที่คอยจับตาดูพฤติกรรมของลูกค้าในช่วงก่อนที่พวกเขาจะเดินทางไปถึงกระบวนการซื้อ (Buying Process) หรือขั้น Yes, this is for me ขั้นถัดไป


เพราะเรามีความเชื่อในเรื่องพฤติกรรมการซื้อของลูกค้า ที่ถึงแม้ว่าช่องทางหรือวิธีการซื้อจะเปลี่ยนไปตามกาลเวลา ตั้งแต่เดินไปซื้อสินค้าเองที่ร้านจนมาถึงซื้อทางช่องทางออนไลน์เหมือนในปัจจุบัน แต่พฤติกรรมและวิธีการคิดในการซื้อของพวกเขาไม่เปลี่ยนไปเลย

หากมองย้อนกลับไปเมื่อ 10 ปีก่อน เราจะเห็นได้ว่าพฤติกรรมของลูกค้าก็ไม่ได้ต่างจากปัจจุบันเลย ลองนึกภาพตามง่าย ๆ ก่อนที่ลูกค้าจะเริ่มซื้อสินค้า/บริการสักอย่างหนึ่ง ส่วนใหญ่มักจะเริ่มต้นด้วยพฤติกรรมตั้งแต่การที่พวกเขาไม่รู้ว่าตัวเองกำลังเผชิญกับปัญหา (Pain Point) อะไรอยู่ แต่เมื่อพวกเขาตระหนักรู้ว่ามันมีสิ่งที่เข้ามาช่วยทำให้ชีวิตดีขึ้น เขาก็เริ่มเริ่มสนใจในผลิตภัณฑ์นั้นมากขึ้น จนกระทั่งเกิดการซื้อ และบอกต่อในที่สุด

ภาพจาก liveadmins

ตัวอย่างเช่น ทำไมในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา หลายคนถึงต้องใช้บริการ Grab ด้วย? เพราะว่าที่ผ่านมา พวกเขาอาจจะพบเจอความไม่สะดวกสบายในการเรียกแท็กซี่เอง ต้องเดินออกจากบ้านไปยืนรอที่ปากซอย (เพราะหากรอในซอยจะไม่ค่อยเจอรถ) พอรอมาสักพักโบกได้หนึ่งคัน แต่แท็กซี่ก็ดันปฏิเสธผู้โดยสารอีก ก็ต้องรอคันต่อไปอีก พอขึ้นรถไปแล้ว นึกออกว่าไม่มีเงินสดจ่าย ก็ลำบากเข้าไปอีก

แต่พอมี Grab เข้ามา แค่กดเรียกรถที่บ้าน รอไม่นานรถก็มาจอดรับถึงหน้าบ้าน ซึ่งมันเป็นบริการที่ทำให้ผู้โดยสารสะดวกสบายมาก ๆ ไม่ต้องเดินออกไปเรียกรถเองไกล ๆ หรืออดทนรอเรียกแท็กซี่หลาย ๆ คัน  (หรือเราจะเรียกว่าเป็นจุดที่ลูกค้าเจอ Aha Moment) 

หรือเมื่อเราจะจ่ายเงินก็สามารถเลือกตัดเงินจากบัตรได้เลย ไม่ต้องจ่ายเงินสด และหมดปัญหาเรื่องการโดนโกงค่าแท็กซี่อีกด้วย พอผู้ใช้งาน Grab เห็นคุณค่าความสะดวกสบายแบบนี้ ก็อยากที่จะกลับมาใช้ซ้ำอีก รวมถึงบอกต่อให้เพื่อน ๆ คนอื่นมาใช้งานต่อไปด้วย

ภาพจาก grab

ซึ่งพอลองนำพฤติกรรมเหล่านี้มาเทียบกับปัจจุบัน เราก็จะเห็นได้ว่าพฤติกรรมเหล่านั้นก็ไม่ได้ต่างจากเดิมสักเท่าไร ที่คนเริ่มจากการไม่รู้ว่าตัวเองพบเจอปัญหาบางอย่างอยู่ แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน คือ ‘ช่องทางการซื้อ’ จากเดิมที่เคยเดินไปโบกแท็กซี่เอง ก็เรียกรถผ่านแอปพลิเคชันจากที่บ้านได้ หรือจากที่เคยเดินไปซื้อของด้วยตัวเองตามร้านค้า ห้างสรรพสินค้า แต่ตอนนี้ก็เปลี่ยนมาซื้อของบนช่องทางออนไลน์มากขึ้น

ในอนาคตไม่ว่าเวลาจะผ่านไปอีกกี่ปี นี่คือสิ่งที่เราเชื่อว่าพฤติกรรมของพวกเขาก็จะเหมือนเดิม จะไม่เปลี่ยนแปลงไปมากกว่านี้ และถ้าหากมี Framework ที่ทำให้ผู้ประกอบ นักพัฒนา นักการตลาด รวมถึงทีมอื่น ๆ สามารถจับช่องทาง รู้ Customer Journey อย่างชัดเจน รู้จุด Touchpoint ที่ทำให้ธุรกิจไปเจอพวกเขาได้ง่ายขึ้น ก็คงจะดีไม่ใช่น้อยเลยใช่ไหมล่ะคะ?

Endlessloop เครื่องมือที่ช่วยให้คุณเข้าใจพฤติกรรมลูกค้าได้ง่ายมากขึ้น

ถ้าเราใช้ Loop มองในมุมของลูกค้า จะเห็นได้ทันทีว่า พวกเขาจะเกิดการรับรู้เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์/บริการต่าง ๆ ผ่านการกดคลิกเข้ามาอ่านหรือดูคอนเทนต์ที่ธุรกิจวางไว้ตามแต่ละ Touchpoint ของ Customer Journey จนกระทั่งพวกเขาเกิดความเข้าใจเกี่ยวกับสิ่งที่แบรนด์ต้องการจะสื่อออกไป

ในขณะที่ถ้ามองในมุมของธุรกิจ ในขั้นนี้คุณจะต้องคิดว่า “คุณจะทำคอนเทนต์อะไร เพื่อดึงดูดให้ลูกค้าเกิดความสนใจในธุรกิจของคุณมากที่สุด” เพื่อที่จะนำพวกเขาไปสู่ขั้นตอนการซื้อในขั้นถัดไปได้

และที่สำคัญ ความพิเศษของส่วนนี้ คือ ในแต่ละ Stage จะมีการวัดผลต่าง ๆ ตามที่เราตั้งค่าไว้ เช่น ยอด Link Click, ยอด Page View หรือค่าใช้จ่ายทางตลาด ผ่านการเชื่อมต่อข้อมูลกับ Data Sheet เพื่อทำให้เรารู้ได้ว่าคอนเทนต์ที่อยู่ใน 5 Stages of Awareness มีจำนวนคนเข้ามาคลิกลิงก์, เข้ามาดูคอนเทนต์ หรือแคมเปญที่ทำออกมามีค่าใช้จ่ายไปเท่าไรแล้ว

ซึ่งตัวเลขเหล่านี้ มันจะแสดงถึงสุขภาพโดยรวมของแต่ละแคมเปญที่เราปล่อยออกไปว่ามีประสิทธิภาพและได้ผลดีมากพอหรือไม่ ถ้าหากผลลัพธ์ออกมาไม่น่าพอใจ ทั้งนักการตลาดและนักพัฒนา สามารถวางแผนการตลาด, พัฒนาผลิตภัณฑ์ และจัดสรรงบประมาณใหม่อีกครั้ง เพื่อปรับปรุง Customer Journey ให้ออกมาดีที่สุด และเพิ่มโอกาสทางการขายได้มากขึ้น 

Yes, this is for me! (ใช่เลย สิ่งนี้เกิดมาเพื่อฉัน!)

Yes, this is for me! หรือกระบวนการที่ธุรกิจทำให้ลูกค้าได้รับคุณค่าหรือประสบการณ์ที่ดีจากผลิตภัณฑ์ จนเกิดการซื้อขึ้น

สำหรับขั้นตอนนี้หลังจากที่ลูกค้าได้ทำความเข้าใจเกี่ยวกับข้อมูลของผลิตภัณฑ์ผ่าน 5 Stages of Awareness มาแล้ว ลูกค้าก็จะเริ่มมีความคิดว่าผลิตภัณฑ์ของเรานี่แหละ ใช่เลย เกิดมาเพื่อแก้ปัญหาให้พวกเขา จากนั้นจะมีกระบวนการซื้อ (Buying Process) เกิดขึ้นตามมา

ถ้าคุณเป็นธุรกิจแบบ B2C ลูกค้าจะเข้าสู่กระบวนการซื้อได้ทันที แต่กลับกัน ถ้าเป็นกรณีของธุรกิจ B2B อาจจะยังไม่มีการซื้อเกิดขึ้น เพราะบางธุรกิจอาจจะต้องมีการพูดคุยรายละเอียดต่าง ๆ กันก่อน เช่น ในเรื่องของราคา แต่โดยปกติแล้ว ลูกค้าจะมีการทิ้งข้อมูลบางอย่างไว้ให้กับเรา เช่น ชื่อ, อีเมล, เบอร์โทรศัพท์ เป็นต้น เพื่อให้ธุรกิจรู้ว่าลูกค้ากำลังสนใจผลิตภัณฑ์อยู่ แล้วธุรกิจก็จะสามารถติดต่อกลับไปได้ผ่านข้อมูลนั้น ๆ

Wow! That's great (ว้าว! สิ่งนี้มันดีมาก ๆ เลย ชอบมาก!!)

Wow! That's great คือ กระบวนการที่ธุรกิจพัฒนาผลิตภัณฑ์ เพื่อให้ลูกค้าเกิดการซื้อ/ใช้ผลิตภัณฑ์ซ้ำ เป็นขั้นตอนที่ไม่เกี่ยวข้องกับแคมเปญการตลาดเลย แต่เป็นขั้นที่ธุรกิจต้องคิดว่าจะทำอย่างไรถึงให้ลูกค้าที่ซื้อผลิตภัณฑ์ไปแล้ว เกิดความประทับใจในตัวคุณยิ่งขึ้นไปอีก จนใช้ผลิตภัณฑ์ซ้ำไปเรื่อย ๆ

กล่าวง่าย ๆ ในขั้นนี้จะเป็นมุมมองการปรับปรุงพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ดีกว่าเดิม เช่น ในมุมธุรกิจ Blockchain หรือ SaaS เป็นการเพิ่มฟีเจอร์ใหม่ ๆ เข้าไป เพิ่มความสามารถของเหรียญ เพื่อมอบประสบการณ์ที่ดีขึ้นให้กับลูกค้ายิ่งขึ้นไปอีก ทำให้พวกเขารู้สึกว่าเมื่อผลิตภัณฑ์ถูกพัฒนาต่อยอดแล้วมันเจ๋งขึ้นกว่าเดิม จนอยากใช้ผลิตภัณฑ์ของเราต่อไปอีกเรื่อย ๆ

หรือตัวอย่างของธุรกิจที่ทำ Digital Transformation ที่อาจจะมีการเพิ่ม Live Widget Chat ลงไปบนหน้าเว็บไซต์ ทำให้ฝั่งธุรกิจคุยกับลูกค้าได้ง่ายขึ้นในการช่วยขายสินค้า/บริการ หรือช่วยตอบคำถามที่ลูกค้าสงสัยหลังจากที่ซื้อผลิตภัณฑ์ไปแล้ว ถือเป็นการเพิ่มประสบการณ์การใช้งานที่ดีให้กับลูกค้า พวกเขาก็จะเห็นว่าธุรกิจมีความใส่ใจกับพวกเขา จนรู้สึกรักในธุรกิจของเราเพิ่มขึ้น อยากใช้งานผลิตภัณฑ์ของเราไปเรื่อย ๆ อีกด้วย

ภาพจาก helpwise

เพราะเราจะสังเกตได้ว่าในปัจจุบันผลิตภัณฑ์จากหลาย ๆ ตลาด ยิ่งมีการแข่งขันสูง ก็ยิ่งทำให้ต้องมีการพัฒนาฟีเจอร์ใหม่ ๆ เพิ่มขึ้นตลอดเวลา ซึ่งถ้าหากคุณไม่พัฒนาผลิตภัณฑ์ของคุณให้ดีขึ้น เมื่อใดที่ลูกค้าเกิดความรู้สึกไม่พอใจในผลิตภัณฑ์ แล้วเห็นว่าของเจ้าอื่นดีกว่า พวกเขาก็พร้อมที่จะเปลี่ยนไปเป็นลูกค้าของคู่แข่งได้ทันที เราจึงต้องมีวิธีที่จะพัฒนาผลิตภัณฑ์อยู่ตลอดเวลา เพื่อรักษาพวกเขาไว้ให้อยู่กับเรานาน ๆ 

เช่นเดียวกัน หากพูดถึงในมุมธุรกิจ Blockchain คุณก็จะทราบดีว่า นอกจากการทำงานที่ต้องอาศัยความรวดเร็วแล้ว มูลค่าของเหรียญคริปโตก็มีการผันเปลี่ยนที่เร็วมาก ถ้าหากคุณไม่พัฒนาผลิตภัณฑ์เพิ่มเติม ไม่มีฟีเจอร์ใหม่ ๆ ไม่มีลูกเล่นที่ทำให้คนอยากเข้ามาลงทุนในเหรียญนั้น มันก็จะทำให้มูลค่าของเหรียญดรอปลงเรื่อย ๆ แต่ถ้าคุณอยากให้ธุรกิจรูปแบบนี้เติบโตอย่างยั่งยืน คุณก็ต้องทำให้เหรียญมีความสามารถแข็งแกร่งอยู่เสมอนั่นเอง

ซึ่ง Endlessloop ก็มี Board ให้คุณสามารถนำไอเดียใหม่ ๆ ที่คิดค้นมาได้ หรือนำ Feedback ที่ได้รับจากลูกค้า มาเก็บเป็น Backlog สำหรับทำงานต่อไปได้ง่ายขึ้นอีกด้วย โดยจะมีรูปแบบการทำงานเป็นขั้นตอนในลักษณะของ Kanban Board ที่ประกอบไปด้วย Backlog, To Do (งานที่ต้องทำ), Doing (งานที่กำลังทำ) และ Done (งานที่ทำเสร็จแล้ว)

โดยที่ Backlog จะเป็นขั้นตอนการระดมไอเดียจากทุกคนในทีมว่าจะสร้างฟีเจอร์อะไรเพิ่มขึ้นมา หรือนำ Feedback ของลูกค้าที่ได้รับมาพัฒนาต่อยอดให้ผลิตภัณฑ์ดียิ่งขึ้นไปอีก 

ส่วนขั้น To Do จะเป็นขั้นที่ทีมควรเลือกว่าจะนำไอเดียไหนมาทำก่อน เพราะถ้าหากเมื่อไรที่ใน Backlog มี Task อยู่เยอะเกินไป เราก็จะไม่รู้ว่าควรทำงานไหนก่อนดี จับจุดไม่ถูก แต่ถ้าเราเลือก Task ที่ควรนำมาทำก่อน ก็จะทำให้เรามีความสามารถในการจัดลำดับความสำคัญของงานที่ต้องทำได้ดีขึ้น และมีระบบจัดการ Workload ของทีมที่ดีอีกด้วย

ยกตัวอย่างง่าย ๆ หากคุณมี Task อยู่ 5 งาน แต่ในจำนวน 5 งานนั้น มีเพียงแค่ 3 งานที่ควรทำจริง ๆ (อีก 2 งานยังไม่ต้องทำก็ได้) ซึ่งโดยธรรมชาติแล้ว เมื่อมี Task งานค้างอยู่ คุณก็จะรู้สึกว่าอยากรีบทำให้ 5 งานนั้นเสร็จไปไว ๆ มันเลยกลายเป็นว่าคุณทำ 3 งานนั้นแบบลวก ๆ ไม่ได้โฟกัสอย่างเต็มที่ เพื่อไปทำอีก 2 งานให้เสร็จทั้งหมด ซึ่งจริง ๆ แล้ว คุณภาพของงานก็อาจจะไม่ได้มีประสิทธิภาพเต็มร้อย

แต่ถ้าเกิดลองมาจัดความสำคัญของงานดี ๆ ก่อนลงมือทำ คุณก็จะรู้ว่ามีเพียง 3 งานเท่านั้นที่ต้องทำ คุณก็จะได้โฟกัสทั้ง 3 งานนั้นให้ดีไปเลย นี่แหละคือประโยชน์ของการจัด Workload ในช่อง To Do (Doing และ Done ตามมา)

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลในส่วนนี้จะมีการเชื่อมต่อกับหน้า Board อีกด้วย เราสามารถดูได้ว่ามีไอเดียใน Backlog อยู่กี่ไอเดีย หรือมีงานที่กำลังทำอยู่จำนวนกี่งาน เป็นต้น (ฟีเจอร์ Board เราจะกล่าวถึงแบบเต็ม ๆ ในหัวข้อถัดไป)

I love it, I need to share this (ฉันชอบผลิตภัณฑ์/บริการนี้มาก ต้องบอกต่อแล้วแหละ)

I love it, I need to share this คือ กระบวนการที่ธุรกิจวางกลยุทธ์ทำให้ลูกค้าเกิดการบอกต่อขึ้น ในขั้นนี้จะมีลักษณะขั้นตอนการทำงานแบบเดียวกับขั้น Wow! that’s great แต่มีจุดประสงค์ต่างกัน

จุดประสงค์สำหรับขั้นนี้ คือ คุณจะต้องทำอย่างไรก็ได้ เพื่อเปลี่ยนลูกค้าที่กลับมาซื้อหรือใช้ผลิตภัณฑ์ซ้ำ มาเป็นกระบอกเสียงให้กับธุรกิจบอกต่อให้คนอื่นเชื่อมั่นใจผลิตภัณฑ์จนมีคนมาใช้เพิ่มอีก 

ตัวอย่างเช่น ถ้าเป็นธุรกิจ SaaS คุณอาจจะมอบพื้นที่การใช้งานเพิ่มขึ้น 3 GB ให้กับคนที่บอกต่อเพื่อน และมอบพื้นที่การใช้งานให้กับเพื่อนอีก 1 GB (แต่เพื่อนต้องตอบรับการใช้งานก่อน จึงจะได้รับพื้นที่การใช้งานเพิ่มทั้ง 2 ฝ่าย) เป็นต้น

เพราะถ้าหากเรามองในมุมลูกค้า คนที่ใช้ผลิตภัณฑ์นี้อยู่แล้วจะทราบดีว่า ผลิตภัณฑ์นี้สามารถมอบคุณค่าที่เขาตามหาอยู่ มันมีประสิทธิภาพดีจริงอยู่แล้ว เขาถึงกล้าแนะนำให้เพื่อนคนอื่น ๆ มาใช้งาน ซึ่งจากการแนะนำทำให้เขาได้รับประโยชน์เพิ่มขึ้นด้วย ก็เท่ากับว่ายิ่งเป็นการเพิ่มความคุ้มค่าให้กับตัวเขาขึ้นไปอีก

ส่วนคนที่ยังไม่ได้ใช้ผลิตภัณฑ์แล้วได้รับคำเชิญ จะกดตอบรับหรือไม่ตอบรับ เขาก็จะรู้สึกว่าเขาไม่ได้เสียอะไรอยู่แล้ว แต่ถ้าหากเขาตอบรับคำเชิญมาลองใช้ผลิตภัณฑ์นั้นก็ทำให้เขาได้สิทธิประโยชน์ดีกว่าการที่เขาไปสมัครเพื่อมาใช้งานเอง นอกจากนั้น พวกเขาอาจยังรู้สึกเหมือนได้ทดลองใช้งานผลิตภัณฑ์นั้น ๆ ในเรทที่ดีกว่าไปในตัว เช่น ในด้านราคาที่ถูกกว่า เพราะได้ส่วนลด หรือในกรณีนี้ที่ได้พื้นที่การใช้งานเพิ่มขึ้นกว่าเดิม


สำหรับกระบวนการทั้ง 4 ขั้นตอนนี้ ทั้ง Cool, I’m interested, Yes, this is for me!, Wow! That's great และ I love it, I need to share this คุณสามารถนำไปปรับใช้ได้กับธุรกิจทุกรูปแบบเลย ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจ Blockchain, ธุรกิจ SaaS หรือธุรกิจที่ใช้เทคโนโลยีเป็นส่วนหนึ่ง เพราะเป็นกระบวนการคิดที่มาจากพฤติกรรมและความรู้สึกของลูกค้า

ผู้ใช้งานบน Endlessloop จึงจะได้คิดกลยุทธ์ในมุมของลูกค้าเป็นหลัก และเห็นภาพได้เลยว่าจะทำอย่างไรให้ลูกค้าอยู่กับธุรกิจของเราในระยะยาว แสดงให้เห็นว่า Endlessloop นี้ออกแบบจาก Customer Centric โดยแท้จริง 

โดยคุณสามารถ Tracking ขั้นตอน รวมไปถึงตัวเลขสถิติต่าง ๆ เช่น จำนวน Lead ที่ได้รับ, จำนวนลูกค้าที่ซื้อ, อัตรา Link Click, งบประมาณที่ใช้ไป หรืองบประมาณที่เหลือ ลงไปใน Loop ได้เลย ซึ่งข้อมูลนี้จะเป็นข้อมูลที่มีการอัปเดตอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงทำให้ทุกคนในทีมเห็นภาพรวมของแคมเปญได้ชัดเจนขึ้น และรู้ว่าควรต้องเพิ่มเติมหรือปรับปรุงในส่วนไหน

Board

Board คือ ฟีเจอร์ที่เกี่ยวข้องกับด้าน Team Management ทั้งหมดบนแพลตฟอร์ม ด้วยการมีรูปแบบการทำงานแบบ Kanban Board ที่ควบคุม Workflow ทั้งหมดของทีม โดยมักจะแบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลัก ๆ คือ To Do, Doing และ Done

ซึ่งฟีเจอร์นี้เหมาะมาก ๆ ถ้าหากนำมาใช้กับงานที่มีหลายขั้นตอน หรืองานที่มีความซับซ้อน อย่างเช่นในธุรกิจที่มีความเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี เพื่อให้ทุกคนเห็นสถานะของงานว่าไปถึงกระบวนการไหนแล้ว ติดปัญหาอะไรบ้างไหม ถ้าเกิดว่าติดปัญหา สถานะงานไม่ยอมขยับสักที ทุกคนในทีมจะได้พูดคุย เพื่อหาทางปรับเปลี่ยนแก้ไขให้ดีขึ้น ซึ่งเราเชื่อว่าหลายคนที่ทำงานอยู่ในองค์กรต่าง ๆ อาจจะคุ้นเคยกันดีกับลักษณะการทำงานของ Kanban Board ดีอยู่แล้ว


Endlessloop จึงได้นำลักษณะแนวคิดของ Kanban Board มาใช้เป็นส่วนหนึ่งของการออกแบบการทดลองบนแพลตฟอร์ม เพื่อให้คุณและทีมสามารถสร้างกระบวนการการทดลองของงานแต่ละชิ้นที่ทำได้ 

แต่สิ่งที่ทำให้บอร์ดนี้แตกต่างจากบอร์ดทั่วไป คือ การเป็นบอร์ดถูกออกแบบมาเพื่อรัน Sprint* สำหรับ Growth Team ซึ่งจัดว่าเป็นทีมที่มีการทำงานแบบ Cross-Functional เป็นหลัก ทำให้ทุกคนสามารถแบ่งการพูดคุยเกี่ยวกับงานนั้น ๆ ออกเป็น 4 ขั้นตอนของลูปได้ 

เช่น บอกว่าได้ว่าไอเดียนี้ เราจะนำไปอยู่ใน Stage ไหนของลูป (เช่น Cool, I’m interested, Yes, this is for me, Wow! That's great หรือ I love it, I need to share this) และในแต่ละไอเดียเราสามารถใส่รายละเอียดการทำงานลงไป รวมถึงกด Assign ได้ว่าใครเป็นผู้รับผิดชอบงานนี้บ้าง มีกำหนดช่วงเวลาของงาน และงบประมาณได้อีกด้วย

*Sprint คือ หนึ่งในวิธีการทำงานแบบ Scrum เน้นการส่งมอบงานที่เร็วและบ่อยครั้ง เพื่อร่นระยะเวลาในการทำงาน โดยใช้เวลาประมาณ 2-4 สัปดาห์ในการทำการทดลองใน 1 Experiment



นอกจากนั้น บอร์ดนี้ยังเป็นบอร์ดที่ถูกแบ่งแยกตาม Persona ที่คุณสร้างขึ้นอีกด้วย นั่นหมายความว่า 1 บอร์ดจะใช้ได้กับแค่เพียง 1 Persona เท่านั้น (เหมือนกับการทำงานของหน้า Loop) เพื่อที่ว่าทีมจะได้โฟกัสไปที่การทำงานเพื่อ Persona นั้น ๆ ได้โดยเฉพาะ ไม่ไปปะปนกับ Persona คนอื่น ๆ จนเกิดความสับสนขึ้นมาแน่นอน 

ซึ่งถ้าหากคุณเป็นบริษัทใหญ่ที่มีจำนวนทรัพยากรคนเพียงพอ ก็สามารถแบ่งทีมที่รับผิดชอบ 1 ทีม ต่อ 1 Persona ได้เลย เพื่อใช้ในการคิดคอนเทนต์ หรือคิดกลยุทธ์ทำแคมเปญ สำหรับ Persona นั้น ๆ ซึ่งจะทำให้ทีมสามารถพัฒนาเจาะจง Persona นั้นให้ดียิ่งขึ้นไปเลย

เพราะในความเป็นจริง ธุรกิจของคุณมักจะมีมากกว่า 1 Persona ขึ้นไปอยู่แล้ว และคุณก็มักจะแบ่งแยกทีมเพื่อมาทำงานตาม Persona ทำให้การทำงานในทีมถูกแยกบอร์ดออกไปด้วย ถ้าเกิดไม่มีการแบ่งแยกแบบนี้ ยิ่งเวลาผ่านไป ทีมก็ยิ่งมีหลาย Persona หลายไอเดีย หลายการทดลอง ก็อาจเกิดความสับสนได้ว่า สรุปแล้วงานที่กำลังทำอยู่นี้เป็นของ Persona ไหนกันแน่ เพื่อป้องกันปัญหานี้ไม่ให้เกิดขึ้นมา เราจึงออกแบบให้ Endlessloop มีการทำงานแยกกัน 1 บอร์ดต่อ 1 Persona นั่นเอง 

และที่สำคัญที่สุด หน้า Board นี้จะเชื่อมต่อข้อมูลกับหน้า Loop ในส่วนของ Wow! that’s great กับ I love it, I need to share this ด้วย โดยเราจะเห็นว่า มีจำนวนไอเดียใน Backlog ที่ระดมไอเดียได้กี่ไอเดีย, จำนวนงานที่ต้องทำเหลืออีกกี่งาน (To Do), งานที่กำลังทำอยู่กี่งาน (Doing) หรืองานที่ทำเสร็จแล้วกี่งาน

Knowledge Hub

เพราะกุญแจสำคัญของกระบวนการ Growth Hacking คือ การเรียนรู้จากการทดลอง อะไรที่ทดลองสร้างออกมาแล้ว มันสร้างความอิมแพ็คกับผู้ใช้งานมาก ๆ หรืออะไรที่ทดลองออกมาแล้วล้มเหลวไม่เป็นท่าเลย 

Knowledge Hub จึงมีไว้เป็นแหล่งเรียนรู้ให้กับทีม เพราะทีมทุกคนจะต้องนำผลลัพธ์ของการทดลองแต่ละอัน มาเขียนบันทึกรายละเอียดสิ่งที่ทำว่า การทดลองไหนที่ทำแล้วประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก หรือทำไมสิ่งที่ทำออกมาถึงล้มเหลว 

เมื่อมีสมาชิกเข้าทีมมาใหม่ พวกเขาก็จะได้รู้และเข้าใจทันทีว่า การทดลองแบบนี้ ทีมก่อนหน้าได้ทดลองทำไปแล้ว และผลลัพธ์มันไม่เวิร์ก ก็ไม่ควรทำอีกครั้ง แต่ถ้าอยากทำก็ควรนำไป Optimize ปรับปรุงให้ดีขึ้นกว่าที่เคย เพื่อพาธุรกิจมุ่งหน้าไปยังหนทางใหม่ ๆ ได้อย่างรวดเร็ว

นอกจากเรื่องการทดลองเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์แล้ว สำหรับด้านการทำงาน Knowledge Hub ยังเป็นเหมือนแหล่งข้อมูลวิธีการทำงานที่ทีมที่เข้ามาใหม่ทุกคนสามารถเข้ามาศึกษาได้ว่า ทีมก่อนหน้าเรา เขามีลักษณะการทำงานอย่างไร เพื่อสามารถนำไปปรับใช้กับงานทำงานของเราได้อีกด้วย

Report

ในทุก ๆ สัปดาห์ นักการตลาดอย่างคุณอาจจะต้องทำรีพอร์ต เพื่อรายงานหัวหน้าหรือลูกค้า ซึ่งตอนนี้คุณอาจจะใช้วิธีการแคปภาพตัวเลขมาจาก Google Analytics หรือ Facebook Ads อยู่ตลอด แต่จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าหากคุณสามารถสร้างรีพอร์ตทั้งหมดนั้นได้ภายในคลิกเดียว โดยที่ไม่ต้องนั่งแคปรูปจากหลาย ๆ แพลตฟอร์ม? 

Report คือ ฟีเจอร์ที่คุณสามารถสร้างรีพอร์ตได้ภายในคลิกเดียว โดยสามารถเลือกได้ว่าต้องการข้อมูลจาก Persona หรือแคมเปญไหน เพราะ Endlessloop แยกมาให้คุณเรียบร้อยแล้ว หมดปัญหาการสับสนข้อมูลปะปนกัน และที่สำคัญ คุณสามารถเลือกได้อีกว่าต้องการข้อมูลจากเมทริกซ์ไหนบ้าง สะดวกต่อการใช้งาน

นอกจากนั้น ในฐานะที่คุณเป็นผู้ประกอบการแล้วต้องไป Pitching ลูกค้า คุณก็สามารถใช้บอร์ด Report นี้ เพื่อนำไปแสดงข้อมูลในส่วนต่าง ๆ ซึ่งนักลงทุนก็จะเห็นแนวโน้มการเติบโตทั้งหมดของธุรกิจ เห็นภาพชัดเจน ง่ายต่อการตัดสินใจในการลงทุนอีกด้วย

*สำหรับฟีเจอร์ Report นี้ยังอยู่ในขั้นตอนพัฒนาอยู่

Budget Control

สำหรับผู้ประกอบการ, คนที่อยู่ในระดับ C-level หรือผู้ที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับด้าน Management ทั้งหมดจะรู้ได้ทันทีว่า Growth Team ใช้งบประมาณไปกับการหาลูกค้าในด้านต่าง ๆ เป็นจำนวนเงินเท่าไรแล้ว โดยที่ไม่ต้องเดินเข้าไปถาม หรือรอทีเดียวสิ้นเดือนแล้วให้พวกเขาทำรีพอร์ตสรุปตัวเลขทั้งหมดมาส่งเลย 

คุณสามารถเปิดหน้า Budget Control แล้วดูผลได้ทันทีเลย เพราะ Endlessloop มีการแยกงบประมาณของแต่ละ Persona ออกมาให้เรียบร้อย พร้อมทั้งแบ่งจำนวนเงินไปยังจุด Touchpoint บน Customer Journey อย่างชัดเจน รวมถึงสามารถ Tracking งบประมาณที่ใช้ในทุก ๆ ช่องทางได้แบบเรียลไทม์

ซึ่งเวลาที่ผลการทดลองของแต่ละ Persona หรือแต่ละแคมเปญออกมาแล้ว ผลลัพธ์เหล่านั้นอาจทำให้คุณมองเห็นว่าคนกลุ่มไหนที่มีผลต่อธุรกิจ คนกลุ่มไหนที่ทำให้ธุรกิจเติบโตขึ้นได้อีก ใช่กลุ่มที่ธุรกิจตั้งเป้าไว้ไหม ใช่กลุ่มคนที่เราทำความรู้จักมาก่อนหรือเปล่า เมื่อผลลัพธ์เหล่านั้นออกมา ธุรกิจก็จะรู้ได้ทันทีเลยว่า Persona หรือแคมเปญไหนใช้เงินน้อยหรือมากเกินไป ก็สามารถ Optimize ใหม่ได้ทันที

ถ้าหากว่าผลลัพธ์ของ Persona ไหนไม่ดี ก็เอางบไปเพิ่มใน Persona ที่ให้ผลตอบรับดี เพราะถ้าหากคุณมองไม่เห็นผลลัพธ์เหล่านี้ ก็จะทำให้ธุรกิจเสียเงินโดยเปล่าประโยชน์ไปเรื่อย ๆ ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้ธุรกิจเติบโตช้านั่นเอง ฟีเจอร์ Budget Control จึงเกิดมาเพื่อแก้ปัญหานี้ให้คุณ


ถึงเวลาใช้งาน Endlessloop เพื่อสร้างธุรกิจของคุณให้เติบโตได้แล้ววันนี้!

สำหรับธุรกิจที่ใช้เทคโนโลยีในการทำงาน, ธุรกิจ Blockchain, ธุรกิจ SaaS หรือบริษัทที่ต้องการ Digital Transformation และกำลังตามหาเครื่องมือที่มี Framework เพื่อเข้ามาช่วยรองรับการทำงานอย่างรวดเร็ว

The Growth Master มีบริการให้คำปรึกษาการใช้งานบน Endlessloop แล้ววันนี้ ซึ่งคุณจะสามารถใช้งาน Endlessloop ได้เต็มประสิทธิภาพกับทีมที่เชี่ยวชาญในศาสตร์ Growth, เริ่มต้นใช้ Growth Hacking สร้างการเติบโตได้แบบ Step-by-step, สร้างรูปแบบการทำงานแบบ Cross-functional Team กับ Framework ที่ไม่มีใครเคยทำมาก่อน อีกทั้งโฟกัสกับ North Star Metric ของธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

ปรึกษาเราได้แล้ววันนี้ เพื่อสร้างรากฐานที่มั่นคง และพร้อมรับการเติบโตของธุรกิจกว่า 10 เท่า!



ไม่พลาดทุกข้อมูลที่ช่วยให้ธุรกิจคุณเติบโตได้เร็วยิ่งขึ้น

ติดตามได้หลากหลายช่องทางที่คุณสะดวก ไม่ว่าจะเป็น e-mail, line หรือ youtube
Subscribe