Articles
Light
Dark
Light
Dark

ติดจรวดให้ธุรกิจ E-commerce ด้วยกลยุทธ์ "Up-selling"

Stage 3 : Not Enough Sell & Users
ติดจรวดให้ธุรกิจ E-commerce ด้วยกลยุทธ์ "Up-selling"
SASIN IMLA

นักศึกษาการตลาดย่านบางเขนที่ชอบดื่มกาแฟและสนใจในเรื่องของแวดวงอุตสาหกรรมดนตรีอย่างถอนตัวไม่ขึ้น มักพบเขาได้ตามคอนเสิร์ตทั้งไทยและเทศ รวมถึงร้านกาแฟต่าง ๆ ทั่วกรุงเทพ

นักเขียน
SASIN IMLA
SASIN IMLA

นักศึกษาการตลาดย่านบางเขนที่ชอบดื่มกาแฟและสนใจในเรื่องของแวดวงอุตสาหกรรมดนตรีอย่างถอนตัวไม่ขึ้น มักพบเขาได้ตามคอนเสิร์ตทั้งไทยและเทศ รวมถึงร้านกาแฟต่าง ๆ ทั่วกรุงเทพ

นักเขียน

เลือกอ่านตามหัวข้อ

รู้หรือไม่ครับ คำว่า Up-Selling ถึงแม้เราจะไม่เคยรู้จักความหมายตรงตัวมาก่อน แต่แท้จริงแล้ว ทุกคนบนโลกต่างเคยเผชิญหน้ากับคำนี้มาแล้วทุกครั้งในชีวิตประจำวัน ผมขออนุญาตยกตัวอย่างสถานการณ์ที่ง่ายที่สุดเลยนะครับ เวลาไปร้านอาหารตามสั่ง ทุกครั้งที่คุณป้าถามเราว่า “จานนี้เอาเป็นธรรมดาหรือพิเศษดีคะ?” เชื่อไหมครับ แค่นี้เองก็เป็นหนึ่งในวิธีการทางการตลาดที่เรียกว่า Up-Selling แล้วนะครับ

หรือถ้าเป็นธุรกิจบนโลกออนไลน์อย่างพวก E-Commerce หลาย ๆ ท่านเคยใช้บริการจองโรงแรมผ่านตัวแทนบริการต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น agoda, traveloka หรือทางหน้า Official Website ของทางโรงแรมเองใช่ไหมครับ พอเวลาถึงขั้นตัดสินใจว่าจะพักห้องไหนทีไร มักจะมีเหตุการณ์ที่จะมี Suggestion คอยขึ้นมาให้เราเปรียบเทียบเสมอ เช่นเพิ่มเงินอีกแค่ 1000 บาท จะได้วิวที่ดีกว่า + อาหารเช้าสองท่าน กรณีนี้ก็คือ Up-Selling เช่นกันครับ 

และเมื่อปี 2006 ทาง Amazon ได้ออกมาเผยว่า ยอดรายได้ที่เพิ่มขึ้นมาถึง 35% นั้นมาจากยอดขายโดยการ Cross Sale และ Up-Sell ครับ โดยใช้ข้อมูลที่ได้จากสถิติยอดขายที่เกิดขึ้นจากลูกค้าแต่ละราย ที่ว่า ลูกค้าที่ซื้อสินค้า A ส่วนใหญ่จะซื้อ B และ C ด้วยนั่นเอง 

สำหรับผู้อ่านท่านไหนหรือธุรกิจไหนก็ตามที่ต้องการเพิ่มยอดขาย แต่ไม่มีเครื่องมือหรือยังคิดไม่ออกว่ากลยุทธ์ใดที่จะสามารถช่วยให้ยอดขายเพิ่มขึ้นได้ เดี๋ยวผมจะเล่าให้ฟังครับ

Up-Selling คืออะไร ?

Up-Selling คือ “การเพิ่มยอดขาย” หากแปลตรงตัว แต่ความหมายจริงๆ แล้วก็คือเทคนิคการขายที่ฉลาดและแยบยลมาก วิธีการก็คือผู้ขายสนับสนุนให้ลูกค้าใช้จ่ายมากกว่าที่พวกเขาตั้งใจไว้ในตอนแรกนั่นเองครับ โดยวัตถุประสงค์ของบทความนี้ คือเพื่อเป็นการแนะนำอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจในการเพิ่มยอดขายให้กับธุรกิจนั่นเองครับ

ถ้าพูดถึง Definition หรือคำจำกัดความของ Up-Selling นั้นมีค่อนข้างหลากหลายทีเดียวครับ ไม่ว่าจะเป็น Add-On Sales, Bundle Sales แต่เพื่อให้ได้มุมมองที่ถูกต้องมากที่สุด ก็ต้องมาดูถึงในแง่ของเชิง Pratical หรือสถานการณ์จริงที่เกิดขึ้นครับ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ออกมามีประสิทธิภาพมากที่สุด

แล้ว Cross-Sales / Add-On Sales / Bundle Sales แต่ละอย่างคืออะไร?

การขายพ่วง (Cross-Sales)  คืออีกหนึ่งเทคนิคการขายที่น่าสนใจครับ ในแง่ของทฤษฎีมันคือการแนะนำให้ลูกค้าของคุณซื้อผลิตภัณฑ์ที่สอดคล้องกับการซื้อที่พวกเขาต้องการ แต่มาจากหมวดหมู่หรือ Category ที่แตกต่างกันครับ


up selling คือ


Bold Upsell cart addon for Shopify.


Add-On Sales คือ “การขายส่วนต่างเพิ่มเติม” จุดประสงค์หลักของเทคนิคนี้คือ “เพื่อเพิ่มความอุ่นใจ / ความสบายใจของลูกค้า” ยกตัวอย่างเหตุการณ์เช่นซื้อคอมพิวเตอร์ในราคา 20,000 บาท แต่ถ้าจ่ายเพิ่มอีกแค่ 10% สิ่งที่จะได้รับตามมาก็คือพ่วงด้วยประกันจากศูนย์ใหญ่นานถึงสองปี พอลูกค้าเจอแบบนี้เข้าไปก็จะเริ่มคำนวณครับ ว่าส่วนต่างที่ต้องเสียเพิ่มกับสิ่งที่ได้มามันคุ้มกันไหม (ซึ่งแน่นอน มันคุ้มค่าครับ)

Bundle Sales คือ “การขายแบบแพ็คเกจ” เป็นเทคนิคในการแนะนำผลิตภัณฑ์สองรายการขึ้นไปที่ช่วยเสริมซึ่งกันและกัน ผลที่ตามมาคือสามารถดึงดูดและจูงใจลูกค้าได้มากขึ้น และทำให้ง่ายต่อการเพิ่มลงในรถเข็นจากหน้าผลิตภัณฑ์และนำไปสู่การชำระเงินในที่สุดนั่นเองครับ 



ขออนุญาตยกตัวอย่างง่าย ๆ มีผู้อ่านท่านไหนเป็นคอเกมส์หรือมี Playstation 4 ไว้ในครอบครองบ้างไหมครับ? ผมเองก็เป็นหนึ่งในนั้นครับ ซึ่งเวลาที่เราจะซื้อเกมส์แบบ Digital สังเกตไหมฮะ ว่าทำไมถึงต้องมีแบบ Bundle ที่จับคู่สองเกมส์ไว้ด้วยกัน แถมราคาถูกกว่าด้วย (แหงละครับ ใครจะสน จริงไหมฮะ ในเมื่อจ่ายเพิ่มอีกนิดเดียวได้ตั้งสองเกมส์ เล่นได้อีกยาว) นั่นแหละครับ รู้ตัวอีกที ก็ชำระเงินผ่านบัตรเครดิตไปเสียแล้ว นั่นหมายความว่า พวกเราทุกคนได้ตกหลุมพลางของเทคนิค Bundle Sales ไปแล้วเป็นที่เรียบร้อยครับ


up selling คือ


หรืออย่างกรณีนี้ ก็คือ Bundle Sales เช่นเดียวกันครับ ขอแถมอีกนิด นอกจากจะเป็นการเพิ่มยอดขายแล้ว เทคนิคต่าง ๆ เหล่านี้มีคุณสมบัติที่สามารถใช้เป็นส่วนหนึ่งประกอบกับกลยุทธ์การตลาดต่าง ๆ ได้อีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นการได้มาถึงการเข้าชม (Traffic) หรือดึงดูดลูกค้าเป้าหมาย (Lead) รวมไปถึงการกำหนดขั้นตอนสำหรับการทำการตลาดผ่านอีเมล (Email-Marketing) การกำหนดเป้าหมายใหม่ (Re-Targeting) และแคมเปญอื่น ๆ ครับ

โอกาสทางธุรกิจสำหรับการทำ ‘Upselling’ 

วิธีที่ดีที่สุดที่จะวัดผลได้ว่าเทคนิคต่าง ๆ หรือกลยุทธ์การตลาดต่าง ๆ ที่เราใช้ มันประสบความสำเร็จหรือไม่ คงหนีไม่พ้น การลงมือทำจริง นั่นเองครับ

อย่างไรก็ตาม มีรายงานจาก PredictiveIntent ได้แสดงให้เห็นว่า การแสดงตัวเลือกราคาสูงกว่าเล็กน้อย ในมุมมองของผู้เข้าชมกลับทำให้ยอดขายโดยเฉลี่ยมากกว่า 4% ของยอดขาย สูงขึ้นกว่าหมวดหมู่ “การแนะนำผลิตภัณฑ์” สูงกว่ามาตรฐานถึง 20 เท่าจากที่พบในเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซส่วนใหญ่ ดังกราฟที่แสดงด้านล่างนี้ครับ


และนี่คือสองหัวข้อที่สามารถอธิบายได้ว่าทำไมธุรกิจถึงต้องเล่นหรือทำความเข้าใจกับ Mindset ของผู้บริโภคครับ 

1. พฤติกรรมการลังเลของลูกค้า

จากข้อมูลของ Cisco ได้เผยว่ากว่า 78% ของยอดผู้ซื้อบนโลกออนไลน์นั้น ก่อนที่จะทำการซื้อของที่พวกเขาต้องการ มักจะมีการค้นคว้าหาข้อมูลก่อนซื้อเสมอ ไม่ใช่ว่าปุบปับตัดสินใจซื้อทันที เพื่อให้แน่ใจว่าของที่พวกเขากำลังจะซื้อนั้น มันดีแล้วใช่ไหม คุ้มค่าเงินแล้วใช่ไหม หรือว่า มีสินค้าจากแบรนด์อื่นที่ถูกกว่าหรือเปล่า

ซึ่งถ้าไม่มี และมั่นใจแล้วว่า เราจะตัดสินใจซื้อชิ้นนี้แหละ ก็จะนำไปสู่ความคิดถัดมาคือ ‘ถ้าลองเพิ่มเงินอีกนิดนึงละ จะมีชิ้นไหนที่มันคุ้มมากกว่านี้ไหม?’

และจากความคิดด้านบน ก็จะนำไปสู่หัวข้อย่อยถัดไปครับ ว่าทำไมการนำเสนอทางเลือกที่มีราคาสูงกว่าอาจนำไปสู่การเพิ่มยอดขายได้

2. ทฤษฎี The Monty Hall Problem

ย้อนกลับไปเมื่อปี 1963 มีรายการทีวีอเมริกันที่ชื่อว่า Let’s Make A Deal ที่เป็นเหมือนเกมโชว์ครับ โดยทางรายการจะมีประตูอยู่ 3 บาน และให้ผู้เข้าแข่งขันเลือกว่าจะเปิดประตูไหน ซึ่งถ้าเลือกบานที่ใช่ (ที่มีอยู่บานเดียว) ก็จะได้ของรางวัลเป็นรถยนต์ครับ แล้วอีกสองบานที่เหลือ ถ้าเปิดออกมาจะเป็นแพะ


up selling คือ


แต่ความสนุกและความลุ้นของรายการมันอยู่ตรงที่ ถ้าผู้เข้าแข่งขันได้ทำการเลือกเปิดบานใดบานหนึ่งแล้ว ทางรายการจะเก็บบานนั้นไว้เปิดท้ายสุดครับ เพื่อให้ลุ้นมากขึ้น แล้วจะเปิดบานที่ไม่ได้เลือกก่อน และใช่ครับ มันมีโอกาสแค่ ⅓ ที่เราจะเลือกบานที่มีรถยนต์ ดังนั้นโฮสท์ของรายการจะเลือกเปิดบานที่มีแพะก่อนครับ หลังจากนั้นจะถามผู้เข้าแข่งขันว่า “ยังยืนยันที่จะเลือกบานเดิมอยู่ไหม หรือจะเปลี่ยนเป็นอีกบาน” ซึ่งทำให้เกิด ความลังเล นั่นเองครับ

ลองคิดดูดี ๆ มันก็เป็นโอกาส ½ เลยนะครับ ที่เราเลือกบานที่มีรถยนต์อยู่แล้ว แต่เพราะความลังเลนี่แหละ ที่สามารถทำให้เกิดทั้งโอกาส (หรือความโชคดี) และวิกฤติ (ความโชคร้าย) ได้

และใช่ครับ เพราะไอความลังเลที่เกิดขึ้น ทำให้ผู้เข้าแข่งขันหลายท่าน มักเลือกที่จะเปลี่ยนคำตอบ ไปเลือกประตูอีกบานแทน (ซึ่งความจริงบานที่เขาเลือกเป็นบานที่มีรถยนต์)

แล้วมันเกี่ยวกับ Up-Selling อย่างไร

ลองคิดในมุมแบบนี้นะครับ สมมติว่า เราเจอสินค้าที่ใช่บนเว็บไซต์หนึ่งแล้วตั้งใจจะซื้อ นั่นหมายความว่าเราเลือกประตูบานแรกครับ ดั่ง Laptop เครื่องนี้



แต่เรายังไม่หยุดแค่นั้น ลองค้นต่อไปเรื่อย ๆ ว่าอาจจะเจอจากแบรนด์อื่นที่มันถูกกว่า หรือสินค้าทดแทนอย่างอื่นที่มันใกล้เคียงกว่าก็ได้ (ซึ่งต้องเจออยู่แล้วครับ) นั่นคือประตูบานที่สอง 

แต่ทันใดนั้นเอง เรากลับเจอบานที่ทำให้เราคิดหนักกว่าเดิม นั่นก็คือบานที่ 3 ครับ สินค้าที่มากับฟีเจอร์ที่ดีกว่า / มีคนรีวิว + ให้คำแนะนำดีกว่า และ จ่ายเงินเพิ่มอีกนิดเดียวเท่านั้น

up selling คือ



และจากการวิจัยได้พบว่า “ค่าใช้จ่าย” ไม่ใช่ปัจจัยที่สำคัญที่สุดเสมอไป แต่เป็นในเรื่องของ “อารมณ์ความรู้สึก” ต่างหากที่มีบทบาทสำคัญในการตัดสินใจซื้อ และ 52% ของผู้ซื้อออนไลน์รู้สึกว่าบทวิจารณ์ออนไลน์รวมถึงรีวิวต่าง ๆ จากผู้บริโภคคนอื่นมีอิทธิพลต่อสิ่งที่พวกเขาซื้อมากที่สุด

นอกจากนี้ยังมีการวิจัยของ Cisco ได้เผยว่า 78% ของผู้ซื้อออนไลน์ใช้อินเทอร์เน็ตดูข้อมูลรายละเอียดต่าง ๆ ของสินค้า ก่อนที่จะตัดสินใจซื้อ เพื่อเป็นการตอกย้ำให้แน่ใจว่าพวกเขาจะได้รับประโยชน์สูงสุดจากการตัดสินใจซื้อของพวกเขาในครั้งนี้ (เพราะมีหลายครั้งที่พอเราตัดสินใจซื้ออะไรบางอย่างไป มักจะเจอสินค้าอีกชิ้นหนึ่งที่มีคุณสมบัติใกล้เคียงกัน แต่ราคากลับถูกกว่า เจ็บใจใช่ไหมครับ)

ซึ่งจากที่กล่าวไปข้างต้นก็นำไปสู่คำถามถัดไปนั่นก็คือ ทำไมการนำเสนอทางเลือกที่มีราคาสูงกว่าอาจนำไปสู่การเพิ่มยอดขายได้มากขึ้น?

เหตุผลก็คือ เพราะการเพิ่มเงินอีกจำนวนหนึ่ง มันก็เปรียบเสมือน การเล่นกับจิตใจหรือความรู้สึกของผู้บริโภค ครับ 

เทคนิคสำคัญในการทำ Up-selling

อย่าลืมวิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้าของคุณ

  จากหัวข้อข้างต้นได้แสดงให้เราเห็นแล้วว่านี่เป็นเหตุผลที่ควรจะเข้าใจความคิดของลูกค้าหรือมองในมุมของลูกค้าก่อนเสมอ ว่าพวกเขาคิดอะไร ถ้าเห็นโปรโมชั่นนี้หรือเทคนิคการขายแบบนี้จะเกิดอะไรขึ้นต่อ จะควักเงินจ่ายเลยไหม? หรือว่าขอกลับไปนอนคิดที่บ้านต่อสักสองถึงสามวัน?

มาดูวิธีที่ได้ผลกว่าในการเพิ่มยอดขายคือ เมื่อคำแนะนำของเราสามารถทำให้ผลิตภัณฑ์ที่ลูกค้ากำลังมองหาอยู่ เป็นผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมที่สุดสำหรับความต้องการของพวกเขา

ลองมาดูตัวอย่างนี้กันครับ



ข้อเสนอนี้ให้ประโยชน์ที่ผู้บริโภคสามารถประหยัดขึ้นได้อย่างชัดเจนมาก (Save 20%) รวมถึงแสดงคุณสมบัติเพิ่มเติมได้อย่างครบถ้วน เช่นการสำรองข้อมูล ความสามารถในการบีบอัดไฟล์จากกล้อง และการไรท์แผ่นซีดี เพียงแค่จ่ายเพิ่มอีก $10 เท่านั้น ซึ่งกรณีนี้อาจช่วยประหยัดเวลาได้มากสำหรับผู้บริโภคบางราย เพราะไม่ต้องปวดหัวไปเลือกหลายรายการให้สับสนวุ่นวายอีกต่อไป แค่ Upgrade จ่ายเงินเพิ่มอีกนิดหน่อย สิ่งที่ได้มากลับคุ้มค่ากว่ากันเยอะครับ 

อีกหนึ่ง Case Studies ที่ผมคิดว่าน่าสนใจคือกรณีนี้ครับ อาจจะไม่เกี่ยวข้องกับ Up-Selling จ๋าโดยตรง แต่ถ้าลองมองดี ๆ ก็จัดว่าอยู่ในข่ายเดียวกันครับ นั่นคือการเลือกรุ่น Ipad ระหว่าง Wifi หรือ Cellular 

up selling คือ


จริง ๆ อันนี้ไม่มีกฎตายตัวเลยนะครับ เพราะสุดท้ายแล้วมันก็ขึ้นอยู่กับการใช้งานของผู้บริโภคแต่ละคนอยู่ดี ว่าใช้แบบไหนถึงจะเหมาะสมที่สุด ทีนี้ความน่าสนใจมันอยู่ตรงนี้ครับ เพราะถ้าลองมองในแง่ของธุรกิจ จากเดิม Wi-Fi + Cellular ถ้าลองเปลี่ยนคำเปรยเป็น always being on the go แทน แบบนี้น่าจะ Effective กว่าครับ เพราะสามารถจูงใจผู้บริโภคได้เลย ไม่จำเป็นต้องไปหาที่มี Wi-Fi ถึงจะเล่นได้เท่านั้นนะ อีกอย่าง iPad ถือว่าเป็นสินค้าที่ต้องมองระยะยาวครับ คงไม่มีใครเปลี่ยนรุ่นปีต่อปีหรอกจริงไหม ดังนั้นผู้บริโภคแบบเรามักจะมีความคิดนี้เสมอ “จ่ายทั้งที เอาให้สุด เอาให้คุ้มไปเลย!” 

ใช้ Automation เข้ามาช่วย!

เพราะมันเป็นเรื่องยากครับ การที่เราจะวัดว่า ‘รู้ได้อย่างไรว่าลูกค้าสนใจสินค้าชิ้นไหน’ หรือ ... ถ้าเป็นสมัยก่อนก็คงหนีไม่พ้นการวัดจากยอดขายเป็นหลัก (ที่ต้องนับด้วยมือ) แต่แน่นอนครับในยุคนี้เรามีเทคโนโลยีแล้ว ที่จะช่วยให้เรื่องเหล่านี้ง่ายขึ้น สะดวกขึ้น ลูกค้าแต่ละรายที่เข้ามาดู ก็มีทั้งร้อยพ่อพันแม่ เลือกซื้อของก็ย่อมไม่เหมือนกัน จะดีกว่าไหมละครับ ถ้าเราใช้ Automation Tools เข้ามาช่วย เพื่อให้เทคนิคเหล่านี้มีประสิทธิผลมากยิ่งขึ้น

แบรนด์หูฟังระดับโลกอย่าง SkullCandy ก็ได้ออกมาเผยว่า เมื่อก่อนเขาใช้ Google Analytics แต่ปัจจุบันได้หันมาใช้ Adobe Marketing Cloud เชื่อไหมครับว่าแบรนด์สามารถสร้างส่วนต่างกำไรจากเทคนิค Up-Selling ได้ถึง 30% เลยทีเดียว  

เครื่องมือที่เหมาะสำหรับการทำ Up-Selling

  • Conductrics : เมื่อ Real Time Optimization ผสมผสานกับ Machine Learning ผลที่ได้คือการที่ธุรกิจสามารถทำความเข้าใจพฤติกรรมของผู้เข้าชมได้มากยิ่งขึ้น และยังเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพของตัวระบบเพื่อให้คำแนะนำที่ทำให้เกิดผลกำไรสูงสุด
  • Adobe Marketing Cloud : อีกหนึ่ง Tools ที่น่าสนใจ เพราะเจ้าตัวนี้ครอบคลุม Marketing แบบรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นการวิเคราะห์ช่องทางที่เรามีต่าง ๆ , Re-Marketing, ควรเพิ่มยอดขายอย่างไร ฯลฯ 
  • Marketo : อีกหนึ่ง Tools ที่น่าสนใจไม่แพ้ Marketing Cloud ครับ อยู่ในเครือ Adobe เช่นกัน โดยตัวนี้สามารถเลือกทำ Personalized upsells ได้ ไม่ว่าจะเป็นการส่ง E-mail แบบเฉพาะรายบุคคล หรือ Ad-Spend Optimization ครับ

สรุป

ทุกวันนี้ผู้บริโภคฉลาดกว่าที่เราคิดนะครับ เพราะเรารู้ตัวเสมอว่าธุรกิจกำลังใช้กลยุทธ์หรือเทคนิคการขายอะไรกับเราบ้าง เพื่อให้เราควักเงินออกจากกระเป๋ามากขึ้น เงินหลั่งไหลไปสู่ธุรกิจมากขึ้น 

และจากทั้งหมดที่กล่าวไปในข้างต้น ทบทวนคีย์เวิร์ดหลักของบทความนี้กันอีกทีนะครับ จุดประสงค์หลักก็คือทำอย่างไรให้ลูกค้าของคุณรู้สึกว่า “เพิ่มเงินอีกนิดเดียว คุ้มกว่าเดิมตั้งเยอะเลยนะ” 

เช่น ไปพักที่โรงแรมแห่งหนึ่ง ได้ทำการจองห้อง A ไว้ แต่พอไปถึงโรงแรม พนักงานเสนอว่า ลองดูเป็นห้อง B ไหม เพิ่มเงินอีกเพียง 500 บาทต่อคืน จะได้ห้องที่วิวดีเป็นพิเศษ สามารถดูพระอาทิตย์ตก และมีอ่างอาบน้ำเพิ่มขึ้นด้วย

หรืออีกหนึ่งเหตุการณ์ที่ทุกคนต้องเคยเจอมา นั่นคือไปกินอาหารฟาสต์ฟู้ดที่ Mc Donald พนักงานร้อยทั้งร้อยย่อมต้องถามทุกท่านว่า “สนใจที่จะเพิ่มขนาดไหมคะ” ซึ่งแน่นอนว่าต่อให้คุณเป็นสายกินน้อย หรือสายกินจุ นาทีนั้นไม่มีใครสนหรอกครับ เราสนแค่ “ความคุ้ม” มากกว่า เพิ่มอีกสิบบาท ได้อัพไซต์ทั้งน้ำและเฟรนช์ฟรายเลยนะ กินเหลือก็สามารถห่อกลับได้  

แหล่งอ้างอิง : vwo.com


Subscribe