Stage 3 : Not Enough Sell & Users

UX/UI คืออะไร? ทำไมธุรกิจถึงควรให้ความสำคัญ? พร้อมอัปเดตเทรนด์ UX/UI ที่น่าสนใจในปี 2022

UX/UI คืออะไร? ทำไมธุรกิจถึงควรให้ความสำคัญ? พร้อมอัปเดตเทรนด์ UX/UI ที่น่าสนใจในปี 2022
Light
Dark
TANAPORN CHUMPOO

Santa Claus is coming to town. He sees you when you're sleeping. And he knows when you're awake

นักเขียน
TANAPORN CHUMPOO
TANAPORN CHUMPOO

Santa Claus is coming to town. He sees you when you're sleeping. And he knows when you're awake

นักเขียน
Cartoon Tanaporn
Cartoon Tanaporn

Santa Claus is coming to town. He sees you when you're sleeping. And he knows when you're awake

นักเขียน

ในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา หลายธุรกิจเปลี่ยนมาทำการตลาดโดยใช้ช่องทางออนไลน์เป็นหลัก ทำให้การมีเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชันที่สวยงามใช้งานได้ อาจไม่เพียงพออีกต่อไป เพราะสิ่งที่จะเข้ามาเป็นอีกหนึ่งตัวตัดสินว่าธุรกิจจะเดินทางไปได้ตลอดรอดฝั่งหรือไม่ คือ ประสบการณ์ของผู้ใช้งาน

UX (User Experience) และ UI (User Interface) จึงเป็นการออกแบบเพื่อให้ผู้ใช้งานเว็บไซต์และแอปพลิเคชันใช้งานได้ง่าย ไม่สับสนเส้นทาง สัมผัสได้ถึงประสบการณ์ที่ดีแบบไม่สะดุดตลอดการใช้งาน นั่นจึงเป็นสิ่งที่ธุรกิจควรให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง

ในบทความนี้เราจึงอยากพาทุกคนไปรู้จักกับ UX/UI Design ว่าคืออะไร แตกต่างกันอย่างไร พร้อมกับดูเทรนด์ UX/UI ที่กำลังมาแรงในปี 2022 ที่ธุรกิจควรให้ความสำคัญ และสามารถนำไปปรับใช้กับการทำธุรกิจของคุณได้

ไม่พลาดทุกข้อมูลที่ช่วยให้ธุรกิจคุณเติบโตได้เร็วยิ่งขึ้น

ติดตามได้หลากหลายช่องทางที่คุณสะดวก ไม่ว่าจะเป็น e-mail, line หรือ youtube
Subscribe

UX/UI คืออะไร? แตกต่างกันอย่างไร?

UX (User Experience) คือ ประสบการณ์ของผู้ใช้งาน เป็นสิ่งที่ไม่มีภาพชัดเจน มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า แต่เป็นสิ่งที่ผู้ใช้สามารถสัมผัสได้ทางความรู้สึก โดยส่วนมาก UX จะเน้นออกแบบให้ผู้ใช้เกิดความรู้สึกในแบบที่ผลิตภัณฑ์อยากให้เกิด ตัวอย่างเช่น 

  • Netflix อยากให้ผู้ใช้งานใช้เวลาอยู่บนแอปพลิเคชันนาน ๆ จึงสร้างระบบแนะนำหนัง/ซีรีส์ที่ผู้ใช้งานสนใจ (หลังจากที่ได้เรียนรู้จากพฤติกรรมของผู้ใช้) ดังนั้นเมื่อผู้ใช้เห็นว่า Netflix แนะนำซีรีส์ที่มีนักแสดงที่พวกเขาชอบ หรือสไตล์หนังที่โดนใจใช่เลย ก็จะทำให้พวกเขากดดูซีรีส์เรื่องนั้น และใช้เวลาอยู่บนแอปพลิเคชันนั้นได้นานขึ้น
ภาพจาก dribbble
  • เว็บไซต์ E-Commerce อยากให้ผู้ใช้กดซื้อสินค้าได้ทันที มีการจ่ายเงินง่าย จึงออกแบบระบบจ่ายเงินที่กดคลิกเพียงปุ่มเดียว สามารถตัดเงินได้ทันที โดยที่ไม่ต้องกรอกข้อมูลอะไรเยอะแยะ เพราะถ้าผู้ใช้ได้รับประสบการณ์ที่ไม่ดี รู้สึกลำบากในการจ่ายเงิน โอกาสที่เขาจะไม่ซื้อสินค้าก็จะมีสูง

ดังนั้น เมื่อผู้ใช้งานได้รับประสบการณ์ที่ดี ใช้งานแล้วทุกอย่างลื่นไหล ทุกอย่างเป็นใจให้พวกเขาเกิดอารมณ์ร่วม กระตุ้นพวกเขาให้เกิด Action ในแบบที่ผลิตภัณฑ์อยากให้เกิด นั่นเป็นผลที่ทำให้ผู้ใช้ติดกับการใช้งานเว็บไซต์และแอปพลิเคชันนั้น ๆ ในที่สุด

ส่วน UI (User Interface) คือ ส่วนที่เชื่อมต่อระหว่างผู้ใช้งานกับระบบ หรือพูดง่าย ๆ ว่าเป็นหน้าตาและความสวยงามทั้งหมดของเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชันที่ผู้ใช้สามารถมองเห็นได้ เช่น สี, รูปแบบตัวอักษร, ขนาดตัวอักษร, การวาง Layout, การจัดวางปุ่ม CTA, Visual Design, การนำทางทั้งหมด เป็นต้น ซึ่ง UI จะเน้นทำให้เว็บไซต์และแอปพลิเคชันเป็นมิตร และผู้ใช้งานได้รับความสะดวกสบายที่สุดในการใช้งาน ตัวอย่างเช่น 

  • Google – จะสังเกตได้ว่าไม่ว่าจะผ่านไปกี่ปี Google ก็ยังคงเป็น Search Engine ที่ไม่มีการตกแต่งอะไรเลยบนหน้าเว็บไซต์ เน้นความเรียบง่าย ไม่ซับซ้อน โดยตัดส่วนที่ไม่เกี่ยวข้องกับการค้นหาออกทั้งหมด มีเพียงแค่โลโก้ Google, แถบค้นหา (แบบโค้งมน ไม่เป็นแถบสี่เหลี่ยมแข็ง ๆ) และปุ่มเพียงไม่กี่ปุ่มเท่านั้น (ปุ่มค้นหา, ปุ่มคีย์บอร์ด, ปุ่มไมโครโฟน ค้นหาด้วยเสียง) นั่นเอื้อให้ผู้ใช้ใช้งานได้สะดวก ซึ่งบางครั้งก็มีการเพิ่มกิมมิคลูกเล่นที่โลโก้ (เช่น แสดงถึงวันหรือโอกาสสำคัญ) เพิ่มความเป็นมิตรและสร้าง Interaction ระหว่างเว็บไซต์กับผู้ใช้งานมากขึ้นไปอีก
  • เว็บไซต์ทั่วไปที่มีการอัปโหลดรูปภาพ – อาจจะออกแบบให้ UI บ่งบอกถึงสถานะการทำงานกับผู้ใช้ เช่น การแบ่ง Stage ก่อนอัปโหลด กำลังอัปโหลด และหลังอัปโหลดรูปภาพ ให้แสดงผลออกมาต่างกัน เพื่อที่ผู้ใช้จะได้รู้ว่าระบบกำลังทำงานอยู่หรือไม่ หรือหากมีข้อผิดพลาดเกิดขึ้น ผู้ใช้จะได้ทราบทันที เช่น imagecompressor, hipdf, compressjpeg เป็นต้น
ภาพจาก betteruxui

สำหรับ UX/UI เป็นสิ่งที่ทำให้การตกแต่งและองค์ประกอบทุกอย่างมันอยู่ถูกที่ ถูกเวลา ถูกจังหวะที่ผู้ใช้ต้องการจริง ๆ ซึ่งพวกเขาไม่จำเป็นต้องจดจำเลยว่าอะไรอยู่ตรงไหน แต่แค่มองพวกเขาก็รู้แล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างมันสามารถนำทางไปได้ โดยที่เราไม่ต้อง Tutorial การนำทางอะไรเลย นี่แหละคือ การออกแบบ UX/UI ที่ดี

ภาพจาก dailytech


ทำไมธุรกิจถึงควรให้ความสำคัญกับ UX/UI ในปี 2022

หลังจากที่คุณได้รู้จัก UX/UI มาแล้วข้างต้น คุณอาจจะเข้าใจมากขึ้นว่า UX/UI แตกต่างกันอย่างไรแล้วแต่ทำไมธุรกิจถึงควรให้ความสำคัญกับ UX/UI ในปี 2022 ด้วย? 

อย่างที่รู้กันว่าตอนนี้ส่วนใหญ่ธุรกิจล้วนแล้วแต่พากันเข้าสู่ระบบออนไลน์ทั้งหมด นอกจากความสวยงามของเว็บไซต์และแอปพลิเคชันแล้ว UX/UI นี่แหละที่จะเป็นส่วนสำคัญมากอีกส่วนหนึ่งที่จะทำให้ธุรกิจอยู่รอด เพราะมีธุรกิจหลายเจ้าในตลาดที่มีลักษณะคล้าย ๆ กัน ขายสินค้าเหมือนกัน แต่สิ่งที่จะสร้างความแตกต่างให้กับผู้ใช้งาน คือ ประสบการณ์และความเป็นมิตรที่มอบให้กับผู้ใช้งาน

ภาพจาก deadline

ขอยกตัวอย่าง Netflix กับ Disney+ Hotstar ธุรกิจให้บริการสตรีมมิ่งภาพยนตร์/ซีรีส์ระดับโลก ซึ่งทั้งคู่มีรูปแบบธุรกิจที่คล้ายกัน และยังใช้โมเดล Subscription เหมือนกัน แต่จุดเด่นของทั้ง 2 แพลตฟอร์มนี้ต่างกันที่ ‘คอนเทนต์’ 

โดยคอนเทนต์บน Netflix อาจให้ความรู้สึกที่หลากหลายกว่า ไม่ว่าจะเป็น Original Content ของ Netflix ภาพยนตร์ ซีรีส์ สารคดี การ์ตูน แอนิเมชัน ทั้งไทยและเทศ หลากหลายสัญชาติ ส่วน Disney+ Hotstar จะเน้นถึงการ์ตูน แอนิเมชัน บรรยากาศในวัยเด็ก รวมถึงคอนเทนต์ของ Marvel อีกด้วย

เราก็ได้เห็นความแตกต่างของทั้ง 2 เจ้าไปแล้ว แต่มีคำถามหนึ่งที่เราอยากถามผู้ที่เคยใช้งาน 2 แพลตฟอร์ม ทั้ง Netflix และ Disney+ Hotstar มาแล้ว คือ ถ้าไม่นับเรื่องคอนเทนต์แล้ว คุณเลือกที่จะเสียเงินดูแพลตฟอร์มใด เพราะอะไร?

ภาพ UI (User Interface) ของ Netflix

สำหรับ Netflix เปิดตัวในบ้านเรามาตั้งแต่ปี 2016 และ Disney+ Hotstar เพิ่งเปิดตัวเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2021 ที่ผ่านมา ทำให้หลายคนมีประสบการณ์ใช้งาน Netflix มาก่อนหน้านั้นแล้ว และเมื่อพวกเขาสมัครมาใช้งาน Disney+ Hotstar เพื่อรับชมคอนเทนต์ที่เขาสนใจ มีหลายเสียงบอกมาว่า Netflix ให้ความรู้สึกที่เป็นมิตรและรู้ใจผู้ใช้งานมากกว่า Disney+ Hotstar เสียอีก ตัวอย่างเช่น 

  • ด้าน UX/UI – แม้ว่าแพลตฟอร์มของทั้งสองจะมีหน้าตาที่คล้ายคลึงกัน แต่ผู้ใช้งานรู้สึกว่าหน้าตาของ Disney+ Hotstar ไม่ว่าจะเป็นบนเว็บไซต์ สมาร์ทโฟน หรือในทีวีเอง กลับใช้งานยากกว่า ทั้งนี้อาจจะเป็นเพราะว่า Disney+ Hotstar ยังไม่สามารถปรับขนาดหน้าจอให้เหมาะกับการรับชมได้, การปรับเพิ่มลดความสว่างของหน้าจอยังเป็น Dark Mode ไม่ได้ เป็นต้น
  • ปุ่มกดข้ามช่วงต้น – เชื่อว่ามีผู้ใช้งานหลายคนที่ดูภาพยนตร์/ซีรีส์มักจะกดข้ามช่วงต้นที่เป็นเพลง Intro แนะนำตัวละครของภาพยนตร์/ซีรีส์นั้น ๆ ซึ่ง Netflix เข้าใจในจุดนี้ดี จึงสร้างปุ่มข้ามช่วงต้นมาให้ ทำให้ผู้ใช้งานไม่ต้องกดเลื่อนไปยังตอนที่ภาพยนตร์/ซีรีส์เริ่มเล่นเอง นี่นับว่าเป็นประสบการณ์ที่ Disney+ Hotstar ยังไม่สามารถทำให้ผู้ใช้งานได้ 
  • ตัวเลือกกดเร่ง-ลดความเร็วเนื้อหา – ถึงแม้หลายคนที่เป็นคอภาพยนตร์/ซีรีส์ แต่ก็มีบางช่วงที่รู้สึกว่าดำเนินเรื่องช้าแล้วอยากให้ผ่านไปเร็ว ๆ Netflix ก็เข้าใจและได้สร้างตัวเลือกเร่งความเร็วของเนื้อหามาให้ ซึ่งมีทั้ง 0.5x, 0.75x, 1x, 1.25x และ 1.5x ผู้ใช้สามารถเลือกได้ตามต้องการ

จากเหตุผลข้างต้นนี้ ทำให้มีผู้ใช้งานบางส่วนที่รู้สึกผิดหวังกับแพลตฟอร์มของ Disney+ Hotstar เป็นอย่างมาก เพราะพวกเขาต่างตั้งหน้าคอยที่จะได้รับชมคอนเทนต์ที่พวกเขาสนใจมาตลอด และตามหาไม่ได้ใน Netflix 

แต่กลับมาพบว่าประสบการณ์การใช้งานของแพลตฟอร์มนี้ ยังไม่สามารถสร้างความประทับใจให้กับพวกเขาได้อย่างเต็มที่ (ทั้งนี้อาจมีผู้ใช้อีกหลายเสียงที่คิดตรงกันข้ามกัน และคิดว่า Disney+ Hotstar ให้ประสบการณ์ที่ดีที่ตรงกับความต้องการของพวกเขาแล้ว) 

ภาพ UI (User Interface) ของ Disney+ Hotstar

อย่างไรก็ตาม ทั้งนี้อาจพูดได้ว่า Disney+ Hotstar ยังเป็นแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งมือใหม่ เมื่อเทียบกับ Netflix เราคงอาจต้องรอดูต่อไปว่าในอนาคต UX/UI ของ Disney+ Hotstar จะเปลี่ยนไปมากน้อยแค่ไหน จะสามารถลบ Pain Point ต่าง ๆ ที่เข้ามา Disrupt ประสบการณ์ของผู้ใช้งานให้หมดไปได้หรือไม่ 

เพราะฉะนั้น เราจึงปฏิเสธไม่ได้เลยว่า นอกจากคุณค่าของตัวธุรกิจเองแล้ว UX/UI ยังเป็นส่วนสำคัญมากที่ธุรกิจควรต้องคำนึงถึง และควรทำออกมาได้ดี เพราะถึงแม้ว่าผลิตภัณฑ์ของคุณเอง จะมีสิ่งที่ลูกค้าตามหามากเพียงใด แต่ถ้าพวกเขาได้รับประสบการณ์ที่ไม่ดีจากธุรกิจของคุณแล้ว ไม่นานคุณก็อาจจะเสียลูกค้าให้กับคู่แข่งก็เป็นได้ 

นี่ก็เป็นเพียงเรื่องราวตัวอย่างของธุรกิจระดับโลกที่เราอยากหยิบยกมาเล่าให้ฟังเป็นตัวอย่าง เพราะเราอยากให้คุณตระหนักเห็นถึงความสำคัญของ UX/UI มากขึ้น ซึ่งในปี 2022 และต่อจากนี้ โลกของธุรกิจออนไลน์จะต้องมีความดุเดือดเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน หากคุณเลือกที่จะมองข้ามประสบการณ์ของผู้ใช้ไป พวกเขาก็อาจเลือกที่จะมองข้ามธุรกิจของคุณไปด้วยเช่นกัน

ภาพจาก moqups

ดังนั้นแล้ว สำหรับ UX/UI ธุรกิจควรเริ่มออกแบบให้ดีตั้งแต่แรกเริ่มร่าง Wireframe (โครงร่างเว็บไซต์/แอปพลิเคชัน) ออกแบบให้เห็นหน้าตาภาพรวมของเว็บไซต์/แอปพลิเคชันว่า จะวางองค์ประกอบตรงไหน จะออกมาเป็นยังไง ผู้ใช้เข้ามาแล้วอยากให้โฟกัสที่ตรงไหน กดแล้วจะพาไปที่หน้าไหนบ้าง หลังจากที่มีโครง Wireframe แล้วก็จะเป็นหน้าที่ของฝั่ง UI Designer ที่ต้องออกแบบให้สวยงาม (เครื่องมือที่แนะนำในการใช้ออกแบบ UX/UI Design >> Sketch, Figma, Adobe XD)

เพราะหาก UX/UI ของเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชันแย่ ผู้ใช้ได้รับประสบการณ์ที่ไม่ดี อย่างที่เราบอกไปถึงแม้ว่าคุณจะมีของดีอยู่บนเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชันอย่างไร พวกเขาก็เลือกที่จะจากคุณไปอยู่ดี (โอกาสในการสร้าง Conversion ให้กับธุรกิจก็หายไปด้วย)

เทรนด์ UX/UI น่าสนใจที่ธุรกิจสามารถนำไปปรับใช้ได้ในปี 2022

หลังจากที่ทุกคนได้รู้จัก UX/UI ไปแล้วว่าคืออะไร และมีความสำคัญอย่างไร The Growth Master ก็ได้รวบรวมเทรนด์ UX/UI ที่น่าสนใจในปี 2022 มาให้คุณแล้ว ซึ่งบางเทรนด์อาจจะได้รับความนิยมมานานและเราอาจเห็นได้บ่อยครั้งแล้ว แต่เราก็ยังคงคิดว่าเทรนด์เหล่านั้นธุรกิจก็ยังควรให้ความสำคัญอยู่ จะมีอะไรบ้างไปติดตามกันเลย

1. Advanced Personalization

การออกแบบ UX/UI แบบ Personalized เป็นเทรนด์ที่ได้รับความนิยมมากในหลายแบรนด์ เพราะเป็นการสร้างหรือแนะนำคอนเทนต์ที่ตรงกับตัวผู้ใช้งานแต่ละคน จากการที่ AI เรียนรู้ข้อมูลที่พวกเขาเต็มใจและยินยอมให้แบรนด์มา เช่น วันเกิด, อาชีพ, สถานะ รวมถึงพฤติกรรมและความชอบของพวกเขาด้วย เช่น ประวัติการกดเข้าไปเยี่ยมชมเว็บไซต์, ประวัติการซื้อ เป็นต้น

โดยจุดประสงค์หลักของการสร้างคอนเทนต์แบบ Personalized จะทำให้ผู้ใช้งานรู้สึกว่าคอนเทนต์หรือสินค้าเหล่านั้นเกิดขึ้นมาเพื่อพวกเขาโดยเฉพาะ ยิ่งถ้าหากแบรนด์สามารถนำเสนอคอนเทนต์ได้ตรงกับตัวตนของผู้ใช้งานมากเท่าไร โอกาสที่พวกเขาจะเกิด Conversion ให้กับแบรนด์ก็ยิ่งมีมากเท่านั้น

ภาพจาก shakuro

อย่างไรก็ตาม การออกแบบ UX/UI ให้เป็นแบบ Personalized ในปัจจุบันเป็นมากยิ่งกว่าเทรนด์ไปแล้ว กล่าวคือ กลายเป็นสิ่งที่ทุกแบรนด์ควรต้องทำ เพื่อทำให้ผู้ใช้งานได้รับประสบการณ์ที่ดีที่สุด ซึ่งแบรนด์ระดับโลกอย่าง Google และ Apple ก็กำลังพัฒนา AI ผู้ช่วยส่วนตัวสำหรับ Ecosystem ของเขาเอง ซึ่งขณะนี้อุปกรณ์เหล่านั้นก็สามารถเริ่มเข้าใจได้แล้วว่า คนที่กำลังโต้ตอบกับพวกเขาด้วยเสียง ใบหน้า หรือลายนิ้วมือ ก็คือเจ้าของอุปกรณ์นั้น

ซึ่ง AI เหล่านั้น มีบทบาทสำคัญใน UX โดยที่ผู้ใช้ส่วนใหญ่ไม่รู้ด้วยซ้ำ ถ้านึกภาพไม่ออกว่า การที่ UX/UI แบบ Personalized มันเป็นยังไง ให้ลองนึกถึงการแนะนำเพลงบน Youtube หรือ Spotify ที่แอปพลิเคชันแนะนำแต่เพลงหรือคอนเทนต์ที่เราชอบ หรือการแนะนำคอนเทนต์ซีรีส์/ภาพยนตร์ของ Netflix ที่ตรงกับแนวที่เราชอบ หรือว่าแนะนำคอนเทนต์ที่มีนักแสดงคนเดียวกันกับเรื่องที่เราเพิ่งดูจบไปมาให้เป็นอันดับแรก ๆ 

2. VUI (Voice User Interface)

เทรนด์ UX/UI อีกรูปแบบหนึ่งที่เริ่มต้นเป็นกระแสขึ้น หลังจากเกิดเหตุการณ์การระบาดใหญ่ ซึ่งเรากำลังพูดถึงรูปแบบวิธีการต่าง ๆ ที่ผู้ใช้สามารถโต้ตอบกับอุปกรณ์ โดยไม่ต้องสัมผัสอุปกรณ์ เช่น VUI (Voice User Interface)

VUI (Voice User Interface) คือ การสั่งการอุปกรณ์โดยใช้เสียง ทำให้อุปกรณ์ต่าง ๆ สามารถมีปฏิสัมพันธ์กับมนุษย์ได้ โดยที่ผู้ใช้ไม่ต้องแตะต้องตัวอุปกรณ์เลย ซึ่งสำหรับเทรนด์นี้เราอาจเห็นว่าบริษัทเทคโนโลยีเจ้าใหญ่ดัง ๆ ระดับโลกอย่าง Apple, Google หรือ Amazon ก็ได้ค่อย ๆ มีการพัฒนาระบบ VUI ใน Siri, Google Assistant และ Alexa มาแล้ว แต่ว่าเทรนด์ VUI นี้ค่อย ๆ เป็นกระแสมากขึ้นกับแอปพลิเคชันอื่น ๆ หลังจากที่เกิดเหตุการณ์โรคระบาดขึ้น

Schedule a meeting – VOICE by Denislav Jeliazkov / ภาพจาก shakuro 

อย่างใน Microsoft เอง ในปี 2020 ก็ได้มีการเพิ่มฟีเจอร์ใหม่ “Play My Emails” ที่ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถใช้ Voice Control ในการจัดการอีเมลต่าง ๆ เช่น ให้ Cortana (Microsoft’s AI Assistant) ช่วยอ่านอีเมลให้ฟัง, ช่วยปฏิเสธหรือยอมรับการประชุม, การตั้งเวลานัดประชุมแบบวันต่อวัน เป็นต้น

ภาพจาก theverge

สำหรับ VUI การสั่งการด้วยเสียงเป็นอีกหนึ่งเทรนด์ที่คุณควรให้ความสนใจเป็นอย่างยิ่ง เพราะจากสถิติของ Oberlo บอกว่า ปัจจุบันผู้ใช้งานกว่า 71% มักจะใช้ Voice Search แทนการพิมพ์ นั่นนับว่าเป็นเรื่องที่คุณควรให้ความสำคัญมาก ๆ กับการทำ VUI ในปัจจุบัน

การเพิ่ม VUI เข้ามาในการดีไซน์ภาพลักษณ์ของเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชัน จะช่วยเพิ่มการเข้าถึงให้กับผู้ใช้งานทั่วไป, ผู้ที่ไม่สามารถใช้มือได้ในขณะนั้นเพื่อพิมพ์ได้ หรือแม้แต่ช่วยอำนวยความสะดวกให้คนที่มีความบกพร่องทางการมองเห็นและตาบอด อย่างเช่น การใช้ Chatbot ด้วยเสียง เพื่อให้ผู้ที่เข้ามาเยี่ยมชมสามารถสื่อสารด้วยเสียงได้ว่าพวกเขาต้องการสอบถามเรื่องอะไร โดยที่ไม่ต้องพิมพ์เลย

นอกจากนั้น VUI ยังมีข้อได้เปรียบที่สำคัญ คือ การเปลี่ยนมาใช้เสียงแทน นั่นก็เท่ากับว่าเมื่อนำเสียงมาใช้ในการทำงาน ก็จะช่วยลบข้อจำกัดในการสร้าง Graphical User Interface ที่บางครั้งเราต้องมีการออกแบบหน้าเว็บหรือแอปพลิเคชันให้สวยงาม รวมถึงออกแบบเส้นทางบนหน้าเว็บไซต์เป็นอย่างดี เพื่อให้ผู้ใช้ใช้งานง่ายที่สุด ไม่หลงทางกับการใช้งานในระหว่างทาง แต่เมื่อใช้เสียงทำงานแทน ระบบจะจัดการเส้นทางทั้งหมดให้เองโดยอัตโนมัติ เป็นการช่วยยกระดับประสบการณ์ผู้ใช้ของเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชันของคุณได้อีกหนึ่งทาง

3. 3D และ Immersive Experiences

การออกแบบด้วย 3D ไม่ใช่เทรนด์ใหม่เอี่ยมแต่อย่างใด แต่เป็นเทรนด์การออกแบบที่เรียกว่าสามารถดึงดูดผู้ใช้มาหลายปีแล้ว ทั้งบนเว็บไซต์และบนอุปกรณ์เคลื่อนที่ต่าง ๆ แต่ในปี 2022 คาดว่าความสนใจของนักออกแบบทั้งองค์ประกอบที่เป็น 3D และ UI แบบ 3D ทั้งหมดจะมีกระแสความนิยมเพิ่มสูงยิ่งขึ้นไปอีก

ภาพจาก design4users

ก่อนหน้านี้ การใช้องค์ประกอบแบบ 3D บนเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชันอาจจะไม่มีความหลากหลายในการใช้งานจริง เนื่องจากไฟล์มีขนาดค่อนข้างใหญ่และซับซ้อน เมื่อเทียบกับการใช้ภาพหรือองค์ประกอบแบบ 2D ธรรมดา ทำให้เว็บไซต์หรือแอปโหลดช้า คนส่วนใหญ่เลยไม่ค่อยนิยมนำมาใช้งานมากนัก

แต่ปัจจุบันยิ่งเทคโนโลยีมีการพัฒนามากขึ้นเรื่อย ๆ ในส่วนของ Frontend Framework และ Libraries จึงสามารถช่วยลดการโหลดหน้าเว็บได้มากขึ้น ทำให้บทบาทของ 3D เริ่มได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ สามารถแสดงรายละเอียดได้มากขึ้น จนกลายเป็นส่วนสำคัญของหลายเว็บไซต์ได้ในการดึงดูดให้ผู้คนอยู่บนเว็บไซต์นานขึ้น 

และตอนนี้หลายแบรนด์ก็เริ่มนำ 3D มาใช้บนเว็บไซต์มากขึ้น เช่น Adidas ในการแสดงสินค้า ทำให้ผู้ที่สนใจสามารถเห็นรูปแบบรายละเอียดของสินค้าได้ดียิ่งขึ้น ก่อนตัดสินใจกดซื้อ หรือจะเป็นในรูปแบบของการเข้าเยี่ยมชมบ้านก่อนซื้อจริง ผ่านระบบ 3D Virtual Tour ซึ่งทำให้คนเห็นส่วนต่าง ๆ ของบ้านเหมือนเข้าไปดูของจริง (ในช่วงการแพร่ระบาดของ Covid-19)

ในวงการสุขภาพ อย่างแอปพลิเคชัน WIRTUAL แพลตฟอร์มที่จะเปลี่ยนเหงื่อของคุณให้กลายเป็นคริปโตเคอเรนซี่ หรือที่เราเรียกว่า Exercise to Earn ก็ได้มีการนำตัว Avatar 3D มาใช้ภายในแอปพลิเคชันเช่นกัน

May be a cartoon of 1 person and text that says 'W EMILY STICKER IS AVAILABLE OLY_ON ONLY TELEGRAM MAL IRTUAL VIRTUAL'
ภาพจาก wirtual

สำหรับการออกแบบ UX/UI แบบ 3D จะช่วยเพิ่มประสบการณ์ความเสมือนจริงให้กับผู้ใช้งานไปอีกขั้นหนึ่ง ซึ่งช่วยเพิ่มยอดผู้ใช้งานให้อยู่บนเว็บไซต์ได้เป็นอย่างดี แต่ก็ยังมีข้อจำกัดบางอย่างอยู่ คือ ยิ่งถ้ากราฟิกมีความซับซ้อนเพิ่มขึ้นมากเท่าไร หรือสเปคอุปกรณ์ของผู้ใช้งานต่ำเกินไปที่จะรองรับกราฟิก 3D ได้ทั้งหมด ก็อาจทำให้ผู้ใช้งานพบกับความล่าช้า หรือบางครั้งหน้าเว็บนั้นอาจจะค้างไปเลยก็ได้

ดังนั้น ถ้าหากใครจะใช้งาน 3D คุณต้องมั่นใจว่าเว็บไซต์ได้รับการปรับให้เหมาะสมเพียงพอที่จะแสดงองค์ประกอบ 3D จำนวนมากนี้แล้ว มิฉะนั้นแล้ว จากที่ผู้ใช้งานจะได้รับประสบการณ์ที่ดี ถ้าเกิดเหตุการณ์แบบนั้นก็อาจกลายเป็นประสบการณ์ที่แย่ไปเลยก็ได้

4. Motion และ Animation

เชื่อว่าผู้ใช้ส่วนใหญ่จะต้องชอบการที่เว็บไซต์หรือแอปพลิเคชันมี Animation อย่างแน่นอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเป็น Motion ที่สามารถทำให้เรากับเว็บไซต์หรือแอปโต้ตอบกันได้ ซึ่งการเพิ่ม UX/UI แบบ Motion เข้าไปจะช่วยเพิ่มความโดดเด่น ความน่าสนใจ และสามารถดึงดูดผู้ใช้งานได้เป็นอย่างดี

ในปี 2022 เทคโนโลยีนี้จะเติบโตขึ้นไปอีก หากคุณมีเว็บไซต์ที่ยังคงเป็นแบบภาพนิ่งธรรมดาอยู่ อาจจะลองเพิ่มกิมมิกลูกเล่นใส่ Animation หรือ Motion เข้าไป เช่น ปุ่มหรือช่วงการเปลี่ยนภาพ ก็จะช่วยให้เว็บไซต์ของคุณดูสดใส ดูมีชีวิต และน่าสนใจขึ้น อีกทั้งช่วยบอกเรื่องราวของแบรนด์ได้ดีกว่าภาพนิ่งหรือข้อความธรรมดา

ภาพจาก shakuro

ตัวอย่างเว็บไซต์หนึ่งที่น่าสนใจ คือ Figma ซึ่งเป็น UX/UI Design Tool ที่มีการทำงานแบบ Web-based (ทุกอย่างรันอยู่บนเว็บเป็นหลัก) การที่ Figma ใช้ Motion บนเว็บไซต์ก็สามารถดึงดูดผู้ใช้งานได้เป็นอย่างดี และแสดงให้ผู้ใช้งานเห็นถึงการทำงานของตัวซอฟต์แวร์ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น 


ยิ่งไปกว่านั้น หากคุณลองเข้าไปที่หน้าเว็บไซต์ Figjam กระดานไวท์บอร์ดสำหรับ Brainstorm ภายในทีม (ผลิตภัณฑ์น้องใหม่จาก Figma) คุณจะสามารถเข้าไปขีดเขียนบนเว็บไซต์ได้แบบ Real-time เลย ซึ่งสำหรับเราคิดว่าเป็นเว็บไซต์ที่น่ารักมาก ๆ เพราะสามารถสร้างความ Interactive กับเราได้ด้วย


ลองเปลี่ยนเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชันของคุณด้วยการใช้ Animation หรือ Motion ง่าย ๆ เช่น 

  • เปลี่ยนสีสำหรับสถานะต่าง ๆ บนตัวแอปพลิเคชัน เช่น ก่อนอัปโหลดไฟล์, ระหว่างการอัปโหลดไฟล์, หลังการอัปโหลดไฟล์
  • แสดงภาพการโหลดเว็บไซต์ (โหลดสำเร็จหรือไม่สำเร็จ)
  • Animation แนะนำสินค้าหรือฟีเจอร์ต่าง ๆ
  • เพิ่มลูกเล่นให้กับปุ่ม เช่น ปุ่มสีดำ พอเอาเมาส์ไปวางแล้วเปลี่ยนเป็นสีแดง หรือกดแล้วมีเสียงคลิก เป็นต้น 
  • การสร้าง Banner ด้วย Animation จะสามารถดึงดูดความสนใจให้กับผู้ใช้งานได้ตั้งแต่แรกเห็นได้ เมื่อ Banner สวยงามมีลูกเล่นก็มีส่วนช่วยในการดึงดูดส่วนอื่น ๆ ตามมา

เพียงเท่านี้เว็บไซต์หรือแอปพลิเคชันของคุณก็จะดูมีชีวิตชีวาดึงดูดผู้คนได้เป็นอย่างดีแล้ว

5. Super Tech Landing Page

Super Tech Landing Page เป็นเทรนด์ UX/UI ที่น่าสนใจอย่างมากอีกเทรนด์หนึ่ง เพราะทำให้คนที่เข้ามาเยี่ยมชมเว็บไซต์ต้องร้องว้าวตั้งแต่ครั้งแรกที่พบเห็น อีกทั้งอยากอยู่บนเว็บไซต์เพื่อค้นหาอะไรบางอย่างบนแพลตฟอร์มไปเรื่อย ๆ (ซึ่งน้อยคนนักที่จะรู้สึกเบื่อกับ Super Tech Landing Page)

ซึ่ง Super Tech Landing Page เป็นรูปแบบ Landing Page ที่มักจะแสดงให้เห็นถึงเทคโนโลยีล้ำสมัยของธุรกิจ ดังนั้นธุรกิจที่ใช้ Super Tech Landing Page มักจะเป็น Tech Company เป็นส่วนใหญ่

การสร้าง UX/UI ใน Landing Page รูปแบบนี้เป็นงานที่ค่อนข้างใหญ่และซับซ้อน เพราะมีการใช้ Animation, 3D, Layout เข้ามาผสานการทำงานด้วยกัน ใช้การออกแบบแสง สี ที่ดูวิบวับตระการตา เพื่อนำเสนอผลิตภัณฑ์หรือบริการ ซึ่งเรามักจะเห็นในธุรกิจที่มีผลิตภัณฑ์หรือบริการที่เป็นเทคโนโลยีล้ำสมัย อย่างเช่น Landing Page ของ MacbookPro จาก Apple

อย่างไรก็ตาม Super Tech Landing Page เป็นเว็บไซต์ที่ค่อนข้างหนักมาก มีการใช้ Asset เยอะ เต็มไปด้วยเอฟเฟกต์ที่ดูล้ำสมัยต่าง ๆ ดังนั้นอย่างที่เราเคยบอกไปก่อนหน้านี้ว่า ควรต้องใช้ให้พอดีไม่มากเกินความจำเป็น เพราะท้ายที่สุดถ้าเกิดว่าอุปกรณ์ฝั่งผู้ใช้งานไม่พร้อมรับกับเงื่อนไขเหล่านี้ได้ ก็กลายเป็นว่าพวกเขาได้รับประสบการณ์ไม่ดีไปในที่สุด 

6. Physicality and Realistic Textures

เทรนด์นี้ค่อนข้างเป็นเทรนด์ที่พยายามจะตีตัวออกห่างจากเทรนด์ Flat Design ที่ได้รับความนิยมมาตั้งแต่ปี 2012 พอสมควร ซึ่งเราอาจจะคุ้นเคยกันว่า Flat Design มักจะมาควบคู่กับการดีไซน์แบบ Minimalist เน้นความเรียบง่าย แต่ปัจจุบันดีไซเนอร์บางคนไม่ได้ต้องการแค่ความเรียบง่าย อย่างการใช้เพียงกราฟิกสี ๆ ธรรมดาในการเล่าเรื่องเพียงอย่างเดียว แต่ต้องการอะไรที่ดูสดใหม่กว่านี้

เว็บไซต์แบบ Flat Design / ภาพจาก justinmind

นั่นจึงทำให้เทรนด์ ​​Physicality and Realistic Textures เกิดขึ้นมา โดยเป็นการดีไซน์ที่แสดงให้เห็นถึงเนื้อสัมผัสที่แท้จริงของผลิตภัณฑ์ มากกว่าแค่การดีไซน์กราฟิกรูปภาพวัตถุแบน ๆ บวกกับการใส่สีไม่กี่สีลงไปเท่านั้น จึงให้ความรู้สึกที่เป็นนามธรรมจับต้องไม่ได้ และไม่เห็นเท็กซ์เจอร์ที่แท้จริงของผลิตภัณฑ์

เราอยากให้คุณลองดูตัวอย่างภาพหน้าปกหนังสือด้านล่างนี้ ซึ่งดีไซน์โดย Eiko Ojala กราฟิกดีไซเนอร์ และนักวาดภาพประกอบชาวเอสโตเนีย

ภาพจาก ploom 

จากรูปนี้ จริงอยู่ที่เรายังคงเห็นถึงความเรียบง่ายของหน้าปกหนังสือ แต่ในขณะเดียวกัน เราก็สัมผัสได้ถึงรอยฉีกขาด และความอ่อนของ Element รูปตึกที่ห้อยลงมาจากหน้าปกหนังสือ ซึ่งมันให้ความรู้สึกสมจริงมากกว่าความรู้สึกแบบนามธรรม ทำให้เราเข้าใจถึงเนื้อสัมผัสพื้นผิวจริง ๆ ของหน้าปกหนังสือ ซึ่งการออกแบบในลักษณะนี้เป็นการสร้างความรู้สึกเชื่อมโยงระหว่างผู้ซื้อกับผลิตภัณฑ์มากขึ้นอีกด้วย

หรืออีกตัวอย่างหนึ่ง เรามักจะเห็นตามเว็บไซต์ของผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง อย่างเช่น การที่แบรนด์นำภาพถ่ายที่แสดงถึงเนื้อสัมผัสและสีที่ชัดเจนของเครื่องสำอางแต่ละชนิดมาไว้บนเว็บไซต์ ซึ่งการที่แบรนด์ออกแบบ UX/UI โดยใช้รูปภาพหรือองค์ประกอบในลักษณะนี้ จะช่วยทำให้ผู้ที่เข้ามาเยี่ยมชมเว็บไซต์สัมผัสถึงความเป็นจริงของตัวผลิตภัณฑ์ เห็นถึงความแตกต่างของสีและเนื้อสัมผัสของครีมอย่างแท้จริง ส่งผลช่วยให้พวกเขาตัดสินใจซื้อได้ง่ายขึ้นอีกด้วย

ภาพจาก elemis

7. ID Authentication

คุณเคยสับสนหรือหลงลืม Password ของแอปพลิเคชันต่าง ๆ กันบ้างไหม ถ้าเคย เราคิดว่าไม่แปลกเลย เพราะ Password ของแต่ละแอปพลิเคชันในปัจจุบันเรียกได้ว่าไม่ธรรมดาเลยทีเดียว 

ถ้าเปรียบเทียบกับเมื่อก่อน ในการสมัครใช้งานอะไรสักอย่าง เพียงแค่ใช้ตัวอักษรหรือตัวเลขเพียงแค่ 6 ตัวอักษรก็เพียงพอแล้ว แต่ในปัจจุบันจะต้องประกอบไปด้วยตัวอักษรตัวใหญ่ ตัวเล็ก ตัวเลข แค่นั้นยังไม่พอ บางแอปพลิเคชันยังให้ใส่อักษรพิเศษเพิ่มขึ้นไปอีกหนึ่งตัว สร้างความปวดหัวไม่น้อยให้กับผู้ใช้งานในการจดจำ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นระบบนี้ทำเพื่อรักษาความปลอดภัยข้อมูลของผู้ใช้งานให้เพิ่มมากขึ้นนั่นเอง

ดังนั้นในปัจจุบันจึงมีเทรนด์การออกแบบ UX/UI ที่เรียกว่า ID Authentication ขึ้นมา กล่าวคือ เป็นการเพิ่มหน้าเข้าสู่ระบบโดยใช้ระบบสแกนหน้า (Face ID) หรือสแกนนิ้ว ซึ่งเหมาะสำหรับ Mobile Application มากกว่าเว็บไซต์ เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้งานไม่ต้องคอยกรอก Password ที่ค่อนข้างยาวและซับซ้อนตลอดเวลาทุกครั้งที่เข้าใช้งาน 

อย่างไรก็ตาม เทรนด์นี้ไม่ใช่เทรนด์ใหม่แต่อย่างใด แต่เป็นเทรนด์ที่หากธุรกิจไหนมีแอปพลิเคชันเป็นของตัวเอง การเพิ่มหน้า UI นี้เข้าไป อาจเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการเพิ่มประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยมให้กับผู้ใช้งานได้ง่ายยิ่งขึ้นกว่าที่เคย

ภาพจาก taffinc

สรุปทั้งหมด

หากลองเปรียบเทียบให้เว็บไซต์หรือแอปพลิเคชันเป็นบ้านหลังหนึ่ง UX จะเป็นเหมือนแปลนบ้าน สำหรับการจัด Layout ห้องต่าง ๆ ส่วน UI จะเปรียบเสมือนเป็นการตกแต่งภายในบ้าน จัดอย่างไรให้บ้านมีความสวยงาม เพื่อให้ผู้อยู่อาศัยหรือแขกเข้ามาที่บ้านแล้วรู้สึกดีที่สุด

เช่นเดียวกันกับการทำธุรกิจออนไลน์ UX/UI เป็นสิ่งที่คุณควรให้ความสำคัญ เพราะหากคุณไม่ให้ความสำคัญกับผู้ใช้งานแล้วพวกเขาได้รับประสบการณ์ที่ไม่ดี ไม่ได้รับคำตอบที่ต้องการ พวกเขาก็เลือกที่จะเดินจากธุรกิจคุณไปเองโดยอัตโนมัติ โดยที่ยังไม่ได้สร้าง Conversion ให้กับธุรกิจของคุณเลย

และสำหรับเทรนด์ UX/UI ที่เรายกมาข้างต้น เราอยากให้คุณลองนำไปปรับใช้กับธุรกิจของคุณดู เพื่อที่จะสามารถดึงดูดผู้ใช้งาน และรวมถึงทำให้พวกเขาได้รับประสบการณ์ที่ยอดเยี่มได้ แต่เทรนด์เหล่านี้ก็เป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น และบางเทรนด์อาจจะไม่ได้สดใหม่ เป็นเทรนด์ที่มีมาสักพักแล้ว แต่เราคิดว่าก็ยังคงเป็นเทรนด์ที่สำคัญอยู่และควรนำไปปรับใช้ในปี 2022 นี้ด้วย

หวังเป็นอย่างยิ่งว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์กับทุกคนไม่มากก็น้อยนะคะ :-)

Source: youtube, shakuro, taffinc



ไม่พลาดทุกข้อมูลที่ช่วยให้ธุรกิจคุณเติบโตได้เร็วยิ่งขึ้น

ติดตามได้หลากหลายช่องทางที่คุณสะดวก ไม่ว่าจะเป็น e-mail, line หรือ youtube
Subscribe