Retargeting (Part 1) : ตามติดกลุ่มเป้าหมาย ยิง Ads ให้ยอดขายพุ่งกระฉูด

Strategy

96% ของคนที่เข้าชมเว็บไซต์ของคุณเป็นครั้งแรกจะยังไม่ซื้ออะไรจากคุณ

นี่คงเป็นตัวเลขสถิติที่เจ้าของธุรกิจออนไลน์ไม่ค่อยปลื้มกันสักเท่าไหร่ แต่จะเป็นอย่างไรถ้าเราบอกคุณว่าการทำ Retargeting สามารถช่วยคุณพาผู้เข้าชม 96% นั้นกลับมาที่เว็บไซต์ของคุณได้ ทั้งยังช่วยเพิ่มโอกาสที่จะเปลี่ยนพวกเขาให้กลายเป็นลูกค้าของคุณด้วย

นี่เป็นวิธีเดียวกันกับที่ Watchfinder เว็บไซต์ขายนาฬิกามือสองที่ใหญ่ที่สุดในอังกฤษเลือกใช้เมื่อพวกเขาต้องการที่จะเพิ่มยอดขาย ซึ่งหลังจากที่พวกเขาเริ่มรันแคมเปญ Retargeting ไปได้เพียง 6 เดือน ROI (Return on Investment หรือเปอร์เซ็นต์กำไรต่อเงินทุนที่ใช้ทำการตลาด) ของเว็บไซต์ก็เพิ่มขึ้นสูงถึง 1,300% เลยทีเดียว!

ภาพจาก watchfinder.co.uk

ว่าแต่ Retargeting คืออะไรกันแน่? และเพราะอะไรถึงทำให้เกิดผลลัพธ์ที่ทรงพลังอย่างนั้นได้? ลองมาทำความรู้จักไปพร้อมๆ กันเลย!

มาเริ่มที่ความหมายของ Retargeting กันก่อน

คุณเคยเข้าไปดูสินค้าในเว็บช้อปปิ้งออนไลน์สักเว็บแต่ไม่ได้ซื้ออะไรไหม? แล้วคุณเคยสังเกตมั้ยว่าหลังจากที่คุณออกจากเว็บไซต์นั้นมา คุณก็ยังเห็นแบนเนอร์โฆษณาสินค้าที่คุณพึ่งดูไปในเว็บอื่นๆ ที่คุณเข้าไปอยู่เสมอ แบนเนอร์โฆษณาเหล่านี้เองคือสิ่งที่เราเรียกว่า Retargeting ซึ่งถือเป็นหนึ่งในวิธีที่ดีที่สุดที่ทำให้ผู้เข้าชมเว็บนึกถึงสิ่งที่พวกเขาเคยให้ความสนใจและกระตุ้นให้พวกเขากลับไปซื้อ

ภาพจาก dictionary.cambridge.org

ภาพจาก retargeter.com

โดย Retargeting เกิดขึ้นเมื่อเว็บไซต์ที่คุณเข้าไปดูนั้น (สมมติว่าเป็น Shopee) ได้สร้างคุกกี้เก็บไว้ในเบราว์เซอร์ของคุณ หลังจากนั้นไม่ว่าคุณจะเข้าไปดูเว็บไหนหรืออยู่ที่หน้าไหนของเว็บไซต์นั้น Shopee ก็จะสามารถแทร็กคุณได้เสมอ ซึ่งนั่นทำให้พวกเขาสามารถเลือกแสดงโฆษณาที่คิดว่าคุณน่าจะสนใจในเว็บไซต์อื่นได้แม้ว่าคุณจะออกจากเว็บของ Shopee ไปแล้วก็ตาม

ภาพจาก causeeffect.asia

แล้ว Retargeting จะช่วยธุรกิจออนไลน์ของคุณได้อย่างไร?

อย่างที่เราได้พูดไปเมื่อต้นบทความ 96% ของคนที่เข้าชมเว็บไซต์ของคุณเป็นครั้งแรกจะยังไม่ซื้ออะไรจากคุณ นั่นเป็นเหตุผลที่ทำไม Retargeting จึงเป็นสิ่งที่คุณควรทำมากๆ  เพราะมันจะทำให้คุณสามารถติดตามผู้เข้าชมเว็บไซต์แต่ละคนของคุณและมอบสิ่งที่มีคุณค่ากับพวกเขา เพื่อทำให้เขาเดินกลับเข้ามาสู่ Funnel ที่คุณวางไว้ได้ และเดินต่อไปยังขั้นต่อๆ ไปของ Funnel ได้เร็วขึ้น

ภาพจาก wjames.co

เราขอยกตัวอย่างเป็นเว็บไซต์สอนการตลาดเพื่อช่วยให้คุณเห็นภาพได้ชัดเจนมากขึ้น สมมติว่ามีผู้เข้าชมคนหนึ่งชื่อนาย A เข้ามาอ่านบล็อกเกี่ยวกับการสร้าง Marketing Funnel ในเว็บไซต์ ถ้าเว็บไซต์นี้มีการทำ Retargeting เขาจะสามารถรู้ได้ว่าตอนนี้นาย A กำลังอยู่ที่หน้าเว็บไหน และจะสามารถเลือกแสดงสิ่งที่คิดว่ามีคุณค่าและตรงกับความต้องการของนาย A ในรูปแบบแบนเนอร์โฆษณาในหน้าเว็บนั้นๆ ได้ เช่นในที่นี้อาจเป็นการโฆษณาแจก E-Book เกี่ยวกับ Marketing Funnel กันฟรีๆ  เพียงแค่นาย A กลับไปกรอกอีเมลที่เว็บไซต์ เป็นต้น

แล้วสมมติว่านาย A สนใจและกรอกอีเมล์เพื่อรับ E-Book หลังจากนั้นสักประมาณหนึ่งอาทิตย์ เมื่อนาย A เข้า Facebook ไปเพื่อเช็คข่าวสารและการเคลื่อนไหวของเพื่อนๆ ของเขาอย่างที่เคย การทำ Retargeting ก็จะทำให้เว็บไซต์สอนการตลาดนี้รู้ได้ว่านาย A ได้กดรับ E-Book ไปแล้วและตอนนี้กำลังเล่น Facebook อยู่ เพราะฉะนั้นทางเว็บไซต์ก็อาจเลือกโฆษณาคอร์สการตลาดออนไลน์ฟรี และทันทีที่นาย A กดเข้าไปในเว็บ ก็อาจจะมีคอร์สยอดนิยมทั้งแบบฟรีและต้องจ่ายเงินเรียนขึ้นแสดงไว้ในจุดที่เห็นได้ง่าย เผื่อว่านาย A ลองเรียนคอร์สฟรีแล้วติดใจ โอกาสที่เขาจะจ่ายเงินเพื่อเรียนคอร์สยอดนิยมอื่นๆ ก็เพิ่มมากขึ้นใช่ไหมล่ะ?

และนี่ก็คือตัวอย่างของการทำ Retargeting เพื่อทำให้นาย A ซึ่งจากเดิมเป็นเพียงผู้เข้าชมเว็บคนหนึ่งที่เข้ามาแล้วก็กลับออกไป ค่อยๆ เดินเข้าสู่ขั้น Activation ผ่านการกรอกอีเมลเพื่อรับ E-Book สู่ขั้น Retention ด้วยการกลับมาลองเรียนคอร์สออนไลน์ฟรี และอาจจะต่อไปสู่ Revenue ด้วยการซื้อคอร์สเรียน และท้ายที่สุด หากนาย A ชอบคอร์สเรียนในเว็บไซต์นั้นมากจริงๆ  ก็เป็นไปได้ว่าเขาจะเดินเข้าสู่ขั้น Referral ซึ่งเป็นขั้นสุดท้ายของ Funnel เลยทีเดียว

โดยถึงแม้ว่ากระบวนการทั้งหมดนี้สามารถเกิดขึ้นได้เอง แต่คุณก็ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จริงไหม? ดีไม่ดีนาย A อาจจะกลับออกไปโดยไม่กลับมาอีกเลยก็ได้ แต่การทำ Retargeting จะทำให้คุณสามารถรู้ถึงความสนใจของนาย A ได้ในระดับหนึ่ง และคุณก็จะสามารถมอบสิ่งที่นาย A สนใจได้ตรงจุด เพื่อกระตุ้นให้เขาเดินไปสู่ขั้นต่อไปของ Funnel ได้เร็วขึ้นนั่นเอง

และการที่เราสามารถรู้สิ่งที่นาย A สนใจ เราก็จะยิง Ads ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วย เพราะแทนที่เราจะเสียเงินยิง Ads ไปให้ใครก็ไม่รู้ การทำ Retargeting แล้วยิงโฆษณาไปหาคนที่สนใจสินค้าของเราโดยตรง ก็ย่อมมีโอกาสที่จะเห็นผลมากกว่าใช่ไหมล่ะ?

จำง่ายๆ Retargeting ก็เหมือนการออกเดท

มันเหมือนกับการที่อยู่ดีๆ คุณไปขอผู้หญิงที่คุณพึ่งเจอครั้งแรกแต่งงานแบบปุ๊ปปั๊ปนั่นแหละ ที่นอกจากคุณจะถูกปฏิเสธแล้ว คุณยังจะถูกจดไว้ในแบล็คลิสต์อีกด้วย

ในทางกลับกัน ถ้าคุณลองชวนเธอไปกินข้าวหรือดูหนังก่อนล่ะ มันก็เป็นไปได้มากกว่าที่ผู้หญิงคนนั้นจะตอบตกลงจริงไหม? แล้วถ้าเดทครั้งแรกของคุณเป็นไปได้สวย มันก็จะมีครั้งถัดๆ ไป จนคุณทั้งสองพัฒนาเป็นแฟนกัน แล้วหลังจากคบกันไปได้สักพักคุณค่อยลองขอเธอแต่งงาน พอเป็นอย่างนี้ โอกาสที่แฟนของคุณจะตอบตกลงก็ย่อมเป็นไปได้มากกว่าใช่ไหมล่ะ

การทำ Retargeting ก็เช่นเดียวกัน เพราะจุดประสงค์หลักๆ ของมันคือการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับกลุ่มเป้าหมายและทำให้พวกเขาเกิดความเชื่อใจ เพื่อให้เขาซื้อสินค้าหรือบริการของคุณในที่สุด

มันเริ่มต้นจากที่ใครสักคนเข้ามารู้จักเว็บไซต์ของคุณแต่ยังไม่ได้ซื้ออะไร หลังจากนั้นคุณก็ค่อยๆ จีบเขาด้วยการ Retarget เขาทีละน้อยด้วยการโฆษณาสิ่งที่มีคุณค่าแก่เขา เช่น บล็อก คอร์สเรียน หรือเครื่องมือต่างๆ ที่เขาน่าจะสนใจเหมือนในกรณีของนาย A ที่เราพึ่งยกตัวอย่างไป จนในที่สุดเขาก็เริ่มให้ความสนใจและให้อีเมลหรือข้อมูลการติดต่ออื่นๆ กับคุณ และหลังจากที่เขาใช้เวลาทำความรู้จักกับคุณไปอีกสักพักจนเริ่มเกิดความผูกพันและเชื่อใจว่าคุณคือคนที่จะมอบคุณค่าดีๆ ที่เขาสนใจให้เขาได้จริงๆ  โอกาสที่คุณจะสามารถปิดการขายได้ก็อยู่ใกล้แค่เอื้อมแล้วจริงไหม

แต่อย่างไรก็ตาม การทำ Retargeting ก็ต้องทำด้วยความระมัดระวัง เพราะโฆษณาที่มากไปก็เหมือนคนช่างตื๊อ ที่มีแต่จะทำให้เกิดความรำคาญและส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์ของคุณเสียเปล่าๆ 

หากยังไม่รู้ว่าเท่าไหร่คือพอดี เคยได้ยินเกี่ยวกับ Rule of Seven บ้างไหม? กฎนี้บอกไว้ว่ากลุ่มเป้าหมายต้องเห็นสิ่งที่คุณต้องการจะสื่ออย่างน้อย 7 ครั้ง ก่อนที่พวกเขาจะเริ่มสนใจหรือซื้อสินค้าจากคุณ รู้อย่างนี้แล้วก็ลองนำกฎที่ว่านี้ไปปรับใช้กับการทำ Retargeting ของคุณดูนะ

ภาพจาก singlegrain.com

สรุปทั้งหมด

ยิ่งเรารู้จักกลุ่มเป้าหมายของเราดีเท่าไหร่ โอกาสที่เราจะสามารถทำให้เขาเดินเข้าสู่ Funnel ที่เราวางไว้จนกลายมาเป็นลูกค้าของเราก็มากขึ้นเท่านั้น ซึ่ง Retargeting คือวิธีที่ทรงพลังมากวิธีหนึ่งที่จะช่วยให้คุณรู้จักพวกเขาได้ดีขึ้นและนำไปสู่ ROI ที่เพิ่มขึ้นในที่สุด

แหล่งอ้างอิง: instapagesinglegrainadroll

เกี่ยวกับนักเขียน

Meerada Y.

(TRY MY BEST TO BE)  Marketing Content Writer

นักศึกษาฝึกงาน เรียนการเงิน แต่ไปๆ มาๆ ดันสนใจการตลาดมากกว่า
ชอบอ่านหนังสือ ชอบฟังความคิดผู้คน เลยมาลองเป็นนัก (อยาก) เขียน

The Growth Master คือสื่อด้านการตลาดด้าน Growth Hacking เราอยากช่วยให้ผู้ประกอบการ นักการตลาด นักพัฒนา และดีไซน์เนอร์ได้นำศาสตร์นี้ไปประยุกต์ใช้จริง

  •  
    184
    Shares
  • 184
  •  
  •