My Account

Stage 3 : Not Enough Sell & Users

Conversion Hack! ทำอย่างไรให้ลูกค้ากดซื้อทันที โดยไม่ออกจากหน้าเว็บไซต์คุณ

Conversion Hack! ทำอย่างไรให้ลูกค้ากดซื้อทันที โดยไม่ออกจากหน้าเว็บไซต์คุณ
Light
Dark
PEA TANACHOTE

อดีตนักร้อง ที่ผันตัวมาเขียนคอนเทนต์ เชียร์ลิเวอร์พูล ชอบดู Blackpink นักเขียนคอนเทนต์ที่ใครๆ ก็ต้องการตัว (โดยเฉพาะตำรวจ)

นักเขียน
PEA TANACHOTE
PEA TANACHOTE

อดีตนักร้อง ที่ผันตัวมาเขียนคอนเทนต์ เชียร์ลิเวอร์พูล ชอบดู Blackpink นักเขียนคอนเทนต์ที่ใครๆ ก็ต้องการตัว (โดยเฉพาะตำรวจ)

นักเขียน

เลือกอ่านตามหัวข้อ

ถือเป็นปัญหาอย่างหนึ่งของผู้ประกอบการที่มีเว็บไซต์ E-Commerce เพื่อให้ลูกค้าซื้อสินค้าของเราได้ในหน้าเว็บไซต์ นั่นก็คือการที่ลูกค้าเหล่านั้น เข้ามาดูสินค้าในหน้าเว็บ (หรือใส่ของลงตะกร้าแล้ว) แต่ไม่ยอมซื้อสินค้าของคุณ

มันเป็นเหมือนความเจ็บปวดที่ทำให้ผู้ที่ดูแลเว็บไซต์ E-Commerce อย่างเราได้รู้ว่า แล้วตัวเรามันไม่ดีตรงไหน ทำไมลูกค้าถึงมาทิ้งเราไป (ให้ความหวังมาตั้งนาน) 

โดยคุณอาจจะลองแก้ปัญหาด้วยการตามง้อหรือการใช้เทคนิค Retargeting เข้ามาช่วย เพื่อหวังว่าจะเปลี่ยนคนเหล่านั้นให้กลายเป็นลูกค้าของคุณได้ในที่สุด แต่ก็ต้องอย่าลืมการทำ Retargeting นั้นจะต้องเสียทั้งเงินในการโฆษณา แถมยังต้องรับความเสี่ยงที่ลูกค้าจะเกิดความรู้สึกรำคาญอีกด้วย

แต่จะดีกว่าไหม ถ้าเรื่องนี้คุณแก้ปัญหาที่ “ต้นเหตุ” นั่นก็คือการมัดใจลูกค้าตั้งแต่ตอนที่พวกเขาอยู่ในหน้าเว็บไซต์ของคุณเลย สะกดจิตให้พวกเขากดซื้อสินค้าของคุณทันที ไม่หนีไปไหน จะเป็นวิธีที่ช่วยสร้าง Conversion , รายได้กลับคืนสู่คุณ โดยที่คุณไม่ต้องเสียอะไรเพิ่มแล้ว

ในบทความนี้ The Growth Master ขอพาคุณไปเรียนรู้เทคนิค Conversion Hack ให้ลูกค้ากดซื้อทันที โดยไม่ออกจากหน้าเว็บไซต์ E-Commerce ของคุณ หากพร้อมแล้วไปติดตามกันได้เลยครับ

ไม่พลาดทุกข้อมูลที่ช่วยให้ธุรกิจคุณเติบโตได้เร็วยิ่งขึ้น

ติดตามได้หลากหลายช่องทางที่คุณสะดวก ไม่ว่าจะเป็น e-mail, line หรือ youtube
Subscribe

เริ่มแก้ปัญหากัน ! ทำไมลูกค้าถึงยังไม่ยอมซื้อสินค้าในเว็บไซต์ของคุณในครั้งแรก ?

อันดับแรกก่อนจะไปเรียนรู้เทคนิคกัน คุณต้องหาสาเหตุให้เจอก่อนครับว่าทำไมคนที่เข้ามาดูเว็บไซต์สินค้าของคุณส่วนใหญ่ ถึงเข้ามาให้ความหวัง (เข้ามาชมสินค้า , กด Add To Cart , กรอกรายละเอียดแล้วแต่ยังไม่ชำระเงิน) กับคุณ 

โดยลูกค้าส่วนใหญ่จะมีอยู่ 2 พฤติกรรม อย่างแรกคือเข้ามาดูแล้ว แต่ยังไม่ซื้ออะไรเลย (แบบนี้คือปกติ เหมือนเข้ามาส่อง) และแบบที่ 2 คือคนที่เข้ามาดูสินค้า > เอาสินค้าใส่ตะกร้า > เตรียมจะซื้อแล้ว แต่ดันกดออกไปซะก่อน (แบบนี้แลหะครับที่เป็นปัญหา)

โดยอันดับแรกคุณต้องลองวิเคราะห์จาก Bounce Rate ของเว็บไซต์คุณก่อน เพื่อดูว่าลูกค้ามีพฤติกรรมในการกดออกจากเว็บไซต์ของคุณเป็นอย่างไรบ้าง

ซึ่งค่า Bounce Rate คืออัตราที่ใช้วัดจำนวนผู้เข้าชม (Visitor) ในเว็บไซต์หน้าใดหน้าหนึ่งหรือ Landing Page แล้วกดออกไปเลย โดยไม่คลิกเยี่ยมชมหน้าอื่น ๆ ของเว็บไซต์เลย ซึ่งคุณสามารถเช็คค่า Bounce Rate ได้ใน Google Analytice (ฟรี) หรือ Paid Software ที่คุณใช้ Tracking สถิติการใช้งานต่าง ๆ ของเว็บไซต์ครับ

ภาพจาก Mangools 

สำหรับการดูว่าตัวเลข Bounce Rate แบบไหนที่เป็นสิ่งที่ดีกับเว็บไซต์ (มี User เข้ามาแล้วไม่กดออกไปอย่างรวดเร็ว) ตรงนี้ให้จำสูตรไว้เลยครับว่า ยิ่ง Bounce Rate สูง ยิ่งไม่ดี  (เต็ม 100%) โดยเกรดของ Bounce Rate แบบมาตรฐานจะสามารถแยกได้ตามนี้ครับ

  • 80% หรือมากกว่า = ค่า Bounce Rate เข้าขั้นแย่ ต้องรีบปรับปรุงด่วน
  • 70 – 80% = เริ่มแย่
  • 50 – 70% = ปานกลาง , ทั่วไป
  • 30 – 50% = ดีมาก
  • 20% หรือต่ำกว่า =  เว็บไซต์เกิด Error,Bugs 

(คุณสามารถอ่านเรื่องของเทคนิคการลด Bounce Rate สำหรับเว็บไซต์ธุรกิจได้ที่ บทความนี้ ครับ)

เมื่อคุณสังเกตแล้วว่าในหน้าเว็บไซต์ของคุณมี Bounce Rate สูง หรือลองดูจากสถิติอื่น ๆ ประกอบด้วยเช่นจำนวนสินค้าที่ลูกค้าเพิ่มลงตะกร้าแต่ยังไม่ซื้อ (ขอเรียกว่า Abandoned Cart) ที่สวนทางกับยอดขาย คราวนี้เราก็ต้องมาหาสาเหตุให้เจอว่าทำไมพวกเขาถึงยังไม่กดซื้อสินค้าในตอนนั้น

อ้างอิงจากสถิติของ Baymard Institude ที่ทำการสำรวจมาในปี 2020 นี้พบว่าถ้าตัดเรื่องของราคาสินค้า / การจัดส่งออกไป สิ่งที่ทำให้พวกเขายังไม่สร้าง Conversion มากที่สุดก็คือเรื่องของขั้นตอนการสมัครสมาชิกที่ยืดยาวและเรื่องเยอะ

ส่วนรองลงมาก็คือเรื่องของความมั่นใจที่พวกเขาอาจจะยังไม่ให้คุณ 100% เพราะอย่างที่เรารู้กันว่าการขายสินค้าแบบ E-Commerce ฝั่งลูกค้าต้องจ่ายเงินก่อนโดยที่ยังไม่ได้เห็นสินค้าเลยด้วยซ้ำ เพราะฉะนั้นในทุก ๆ องค์ประกอบของหน้าการซื้อ-ขายสินค้า (เช่น หน้าแสดงสินค้า , หน้าการชำระเงิน) คุณต้องสร้างความมั่นใจกับลูกค้าให้ได้มากที่สุด

ภาพจาก Baymard Institude

จะเห็นได้เลยว่าการแก้ปัญหานั้นหลัก ๆ จะมีอยู่ไม่กี่อย่างนั่นก็คือการเพิ่ม Trust (ความน่าเชื่อถือ) ให้กับคนที่เข้ามาเยี่ยมชมเว็บไซต์ของคุณ และออกแบบทำให้ขั้นตอนการซื้อ-ขายให้ง่าย สะดวก และรวดเร็วที่สุด 

ถ้าคุณสามารถแก้ปัญหาให้ตอบโจทย์พฤติกรรมของกลุ่มเป้าหมายได้ ก็เท่ากับโอกาสที่คุณจะได้ยอดขาย (Conversion) หรือรายได้เข้าสู่ธุรกิจก็จะมากขึ้นเช่นกัน ในหัวข้อถัดไปเรามาดูกันว่า จะมีวิธี Hacking แบบไหนบ้างที่จะมัดใจให้ว่าที่ลูกค้าของคุณ กดซื้อสินค้าทันที โดยไม่กดออกจากหน้าเว็บไซต์คุณ

4 เทคนิค Conversion Hack ทำอย่างไรให้ลูกค้ากดซื้อทันที โดยไม่ออกจากหน้าเว็บไซต์คุณ

1 - ออกแบบการลงทะเบียนให้สะดวกที่สุด ผ่าน Account ของ Third Party

เป็นธรรมดาสำหรับเว็บไซต์แนว E-Commerce เมื่อเวลาลูกค้าจะเข้ามาซื้อสินค้ากับเรา อันดับแรกก็ต้องมีการลงทะเบียนหรือสร้างบัญชีเพื่อยืนยันตัวตนก่อน บางเว็บไซต์อาจใช้วิธีให้สร้างบัญชีใหม่ขึ้นมากับเว็บไซต์นั้นโดยเฉพาะ 

ซึ่งวิธีดังกล่าวเป็นวิธีที่ทั้งยุ่งยากและเสียเวลา (เพราะต้องใช้เวลากรอก Password , E-Mail รายละเอียดต่าง ๆ) เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้พวกเขากดออกจากหน้าเว็บไซต์ของคุณ

ภาพจาก nopaccelerate

ทางแก้ก็คือเปลี่ยนการลงทะเบียนสำหรับเว็บไซต์ของคุณ ให้เข้าใช้งานผ่าน Account ของ Third Party ต่าง ๆ ได้นั่นเอง เพราะทุกวันนี้คนส่วนใหญ่จะมีบัญชีกับแอปพลิเคชันพื้นฐานกันหมดแล้ว เช่น Facebook, Google Account หรือ Twitter 

ซึ่งแทนที่ผู้ใช้นั้นจะต้องมากรอกข้อมูลใหม่เพื่อสมัครสมาชิกกับเรา เราสามารถเพิ่มตัวเลือกให้ผู้ใช้ในการสมัครสมาชิก (Sign Up) ด้วยบัญชีของแอปฯ ที่พวกเขาอาจจะมีอยู่แล้วได้เลย วิธีนี้สามารถช่วยกระตุ้นให้ผู้ใช้สมัครสมาชิกกับเรามากขึ้น ด้วยขั้นตอนที่สั้นลงมากและพวกเขายังรู้สึกปลอดภัยมากขึ้น

ภาพจาก reactioncommerce

ดังนั้นวิธีนี้จึงเหมาะมากๆ สำหรับธุรกิจไหนที่เก็บ Lead ด้วยการให้ผู้คนมา Sign Up ยกตัวอย่างเช่น ธุรกิจที่มีแอปพลิเคชั่น หรือธุรกิจที่ให้บริการแพลตฟอร์มบนออนไลน์ 

2 - ใช้ Trust Symbols เพิ่มความน่าเชื่อถือ

อย่าลืมว่าการที่เว็บไซต์ของคุณขาดความน่าเชื่อถือ ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ผู้ที่เข้ามาเยี่ยมชมเว็บไซต์ยังไม่กล้าที่จะทำการซื้อสินค้ากับคุณ ทางแก้ไม่ยากครับ เพียงคุณใส่สัญลักษณ์จำพวก Trust Symbols ลงไปในเว็บไซต์ของคุณเท่านั้น

ซึ่ง Trust Symbol คือ สัญลักษณ์ที่ใช้เพิ่มความเชื่อมั่นให้กับลูกค้าว่าสินค้าของเรานั้นมีคุณภาพ เป็นเหมือนการสร้างความน่าเชื่อถือ ปลอดภัย ไว้ใจให้กับผู้เข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์ที่กำลังลังเล หรือยังไม่มั่นใจ

การใช้ Trust Symbol นั้นควรใช้เป็นรูปสัญลักษณ์เพื่อให้ลูกค้ามองเห็นและเข้าใจได้ง่าย และควรอยู่ในตำแหน่งที่มีผลต่อการตัดสินใจของลูกค้าเช่นหน้า Checkout (สั่งซื้อสินค้า) เป็นต้น

ยกตัวอย่างการใช้ Trust Symbol เช่น สัญลักษณ์ทางด้านล่างสุดของเว็บไซต์ ตามภาพตัวอย่างด้านล่าง ใช้เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือทั้งในระบบการชำระเงินและระบบการันตีความปลอดภัยของเว็บไซต์ของคุณ

ภาพจาก Growtraffic

โดยรูปแบบของ Trust Symbols ที่สามารถใช้เพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับเว็บไซต์ E-Commerce ของคุณนั้นมีด้วยกันทั้งสิ้น 9 ประเภทได้แก่


  • Security Symbol รับรองความปลอดภัย - รับรองความปลอดภัยของลูกค้าว่าเว็บไซต์ของคุณไม่ใช่มิจฉาชีพ โอนเงินได้จริง โดยคุณสามารถรับ verified badge ได้จากบุคคลที่สามผู้ให้การบริการตรวจสอบโดยเฉพาะ
ภาพจาก ecomsultancy


  • Customer Logo รับรองโดยลูกค้าคนสำคัญ - หากคุณเป็นผู้ให้บริการลูกค้ารายใหญ่ บริษัทที่มีชื่อเสียง หรือบริษัทที่เป็นที่รู้จักในแวดวงธุรกิจของคุณ การเพิ่มโลโก้ของลูกค้าเหล่านี้จะช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับคุณมากยิ่งขึ้น
  • Testimonial รับรองโดยลูกค้าส่วนใหญ่ -  คุณสามารถนำเสนอว่าลูกค้าส่วนใหญ่พึงพอใจในสินค้าด้วยการใส่สัญลักษณ์ เช่น รับประกันความพึงพอใจ, 99% ของลูกค้าพึงพอใจ หรือคุณอาจแสดงจำนวนของผู้ที่ซื้อสินค้าเพื่อเป็นการรับประกันความน่าเชื่อถือของสินค้าให้มากยิ่งขึ้น

  คุณสามารถอ่านเทคนิคการใช้ Testimonial เพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับธุรกิจออนไลน์ได้ ที่นี่


  •  Award Badge - รับรองด้วยรางวัล - หากผลิตภัณฑ์หรือบริษัทของคุณเคยได้รับรางวัลมาก่อน นี่เป็นโอกาสอันดีที่คุณจะเน้นย้ำกันอีกสักครั้งก่อนปิดการขาย เพิ่มความมั่นใจให้ลูกค้าและลดความลังเลที่จะกดยืนยันการสั่งซื้อได้มากยิ่งขึ้น!
  • Membership Badge รับรองว่าเป็นสมาชิก - คุณสามารถเพิ่มสัญลักษณ์ขององค์กรที่คุณเป็นสมาชิก หากองค์กรนั้นสามารถช่วยเพิ่มความเชื่อถือให้คุณได้ ยกตัวอย่างเช่น บริษัทในเครืออาจใช้โลโก้ของบริษัทแม่ของตัวเอง
  • Certification Badge รับรองด้วย Certification ที่ได้รับ  - หากสินค้า/ธุรกิจของคุณได้ผ่านการรับรองใด ๆ มา ตำแหน่ง Checkout สินค้าเป็นตำแหน่งที่ดีที่สุดที่คุณจะสามารถแสดงการรับรองนี้ได้ ยกตัวอย่างเช่น การรับรองมาตรฐาน ISO
  • Transparent Policy รับรองนโยบาย - คุณสามารถนำนโยบายที่เป็นจุดเด่นหรือนโยบายที่คุณเล็งเห็นว่าจะช่วยอุดช่องโหว่เรื่องความไว้วางใจของลูกค้ามาทำเป็น Trust Symbol แทนการรับรองนโยบายของคุณได้ ตัวอย่างเช่น รับประกันคุณภาพสินค้า, รับประกันสินค้าใน 1 ปี, เปลี่ยนสินค้าได้ภายใน 30 วัน
  • Free Trial รับรองการทดลองใช้ฟรี -  ในกรณีที่ลูกค้าอยู่ในขั้นตอนการทดลองใช้หรือแจกสินค้าฟรี ตำแหน่งนี้เป็นตำแหน่งที่คุณควรแสดงโลโก้หรือปุ่ม Free Trial เพื่อเน้นย้ำถึงการใช้ฟรีอีกครั้ง เพื่อให้ลูกค้ามั่นใจได้ว่าในขั้นตอนนี้ลูกค้าจะไม่เสียค่าใช้จ่ายใด ๆ
ภาพจาก vecteezy


  • Press Mention รับรองโดยสื่อ - หากสินค้าของคุณเคยออกรายการทีวี รายการยูทูป รายการวิทยุ บทความ หรือไม่ว่าจะเป็นสื่อรูปแบบไหน คุณสามารถนำโลโก้ของสื่อนั้น ๆ มาช่วยรับรองสินค้าของคุณได้เช่นกัน
  • Partnership Badge รับรองโดยพาร์ทเนอร์ - ในกรณีที่ธุรกิจของคุณมี Partner กับองค์กร/บริษัทไหน ที่มีความมั่นคง น่าเชื่อถือคุณสามารถเอาเครื่องหมายรับรองขององค์กรนั้นมา เช่น Google ที่จะมี Badge Google Partner ให้กับสถาบันขายคอร์สการตลาดออนไลน์หรือธุรกิจที่เกี่ยวกับเรื่องของการทำ SEO SEM เป็นต้น
ภาพจาก boostbydesign

แต่ไม่จำเป็นต้องได้สัญลักษณ์จากภายนอกเสมอไปนะครับ คุณสามารถออกแบบ Trust Symbol ได้เองเพื่อใช้ในหน้าเว็บไซต์ของคุณได้เลย แต่ก็ต้องซื่อสัตย์กับทั้งตัวเองและลูกค้า ไม่มีการแอบอ้างอะไรนะครับ ไม่เช่นนั้นอาจจะมีปัญหาตามมาในภายหลังด้วย

ยกตัวอย่างเช่น Trust Symbol ประเภท Transparent Policy ใช้เพื่อรับรองการคืนเงินภายใน 90 วัน ก็ถือเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่จะสร้างความมั่นใจให้ลูกค้าได้ครับ เพราะอย่างที่บอกไปการซื้อสินค้าแบบ E-Commerce การรับประกันความปลอดภัยจากฝั่งร้านค้า ถือเป็นสิ่งที่ลูกค้าล้วนต้องการที่สุด

และที่สำคัญเรื่องของการคืนเงิน ถ้าคุณจะมัดใจลูกค้าตั้งแต่แรกคุณต้องออกแบบระบบของการคืนเงิน (ในกรณีที่สินค้ามีปัญหา) ให้ได้ง่าย ไว และขั้นตอนน้อยที่สุด เพราะปกติการคืนเงินสำหรับการซื้อสินค้าออนไลน์ จะมีขั้นตอนวุ่นวายจนทำให้ลูกค้าบางส่วน ไม่กล้าซื้อ

ตัวอย่างขั้นตอนในการคืนเงินของ Pomelo แบรนด์เสื้อผ้าแฟชั่นที่โดดเด่นในด้าน E-Comerce พวกเขาโชว์ขั้นตอนในการคืนเงินให้ลูกค้าที่เข้ามาซื้อสินค้าผ่านทางออนไลน์ดูอย่างชัดเจน

ภาพจาก  pomelo

ซึ่งคุณจะสังเกตุได้ว่า Process หรือขั้นตอนในการขอคืนเงิน (ในกรณีที่สินค้ามีปัญหา) จะไม่ยุ่งยากเลย ได้เงินไว ระยะเวลาในการคืนสินค้ายาวถึง 365 วัน แถมชำระด้วยบัตรเครดิตแล้วต้องการขอเงินคืนก็ได้เงินคืนทันที วิธีเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ลูกค้ามั่นใจในแบรนด์ และ “กล้า” ที่จะซื้อสินค้าออนไลน์กับ Pomelo

‍มาถึงตรงนี้คุณคงเข้าใจความหมายประโยชน์ของการใช้ Trust Symbol กันดีแล้วนะครับ อย่าลืมว่าหัวใจำสำคัญของการใช้ Trust Symbol คือการเพิ่มความเชื่อถือให้กับลูกค้า ลดความรู้สึกที่พวกเขาจะไม่วางใจ และที่สำคัญมีต้องมีจริยธรรมต่อลูกค้า นี่คือสิ่งที่คุณจะละเลยไม่ได้ครับ

3 - ใช้โค้ดคูปองหรือส่วนลด เพื่อให้ลูกค้าอยากกดซื้อมากขึ้น

เคยแปลกใจไหมว่าทำไมพอถึงช่วงเวลาที่ที่เป็นวันสำคัญของการชอปปิ้ง เช่น Black Friday , 11.11 (หรือวันอื่น ๆ ที่เลขวันที่ตรงกับเลขเดือน) เว็บไซต์/แพลตฟอร์มที่เป็น E-Commerce ถึงโกยรายได้ไปได้มากกว่าช่วงปกติถึงหลายเท่า เพราะพวกเขาใช้สิ่งดึงดูดใจลูกค้า ด้วยการแจกคูปองหรือส่วนลดพิเศษนั่นเอง

ภาพจาก oberlo 

จากการสำรวจของ Oberlo ในปี 2020 พบว่าสาเหตุอันดับ 1 ที่ลูกค้าหนีออกไปจากเว็บไซต์คุณเมื่อถึงหน้า Checkout แล้วก็คือสินค้ามีราคาที่สูงเกินไป ซึ่งอาจจะมาจากหลายปัจจัยเช่นราคาของสินค้าเอง, ค่าขนส่ง, ค่าบริการ อื่น ๆ ที่เพิ่มเข้ามา 

เพราะฉะนั้นในเมื่อสถิติฟ้องแบบนี้ การแก้ปัญหาก็คงหนีไม่พ้นการเริ่มใช้ (หรือแจก) โค้ดคูปองส่วนลดกับเว็บไซต์ E-Commerce ของคุณเพื่อเป็นการกระตุ้นความรู้สึกของลูกค้าให้อยากซื้อสินค้าบนเว็บไซต์ของคุณเข้าไปอีก

“สถิติจาก Blippr เว็บไซต์ด้าน Discount Code Research พบว่าผู้ที่มีโค้ดหรือคูปองที่สามารถใช้เพื่อลดราคาสินค้าได้ จะสร้าง Conversion ได้มากกว่าผู้ที่ไม่มีส่วนลดถึง 24%”

โดยคุณจะกำหนดราคาให้ลดกี่เปอร์เซนต์ กี่บาทก็สามารถตั้งขึ้นมาได้เลย แต่ต้องคำณวนกับต้นทุนและค่าใช้จ่ายของธุรกิจคุณให้ดีนะครับ 

Tips - สามารถศึกษาเรื่องการกำหนดราคาจากบทความเรื่อง Pricing Hack : เทคนิคการใช้จิตวิทยาในการตั้งราคาเพื่อให้ลูกค้ารู้สึกว่า “ถูก” ที่สุด! ได้เลย

ภาพจาก responsentry

แต่!! ก่อนที่จะเริ่มไปสร้างโค้ด คูปองส่วนลดให้กับเว็บไซต์ของคุณนั้น ผมมีสิ่งที่อยากให้คุณระวังไว้สักนิดนะครับ นั่นก็คือเรื่องของ Pain of Paying หรือความเจ็บปวดในการซื้อของลูกค้า

ภาพจาก nielsennorman

จากภาพด้านบนคุณจะเห็นว่ามีช่องกรอก Promo Code ตั้งเด่น ๆ อยู่ในเว็บไซต์เลยซึ่งก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีครับ แต่ลองคิดสถานการณ์สมมติว่า มีลูกค้าคนหนึ่ง อยากจะเข้ามาซื้อของบนหน้าเว็บไซต์คุณแต่เขากลับไม่มี Promo Code เขาเลยคิดว่างั้นรอให้มี Promo Code ก่อนแล้วกัน ค่อยกลับมาซื้อใหม่ (แล้วก็กดปิดเว็บไซต์ไป)

ถึงแม้ลูกค้าจะไม่มี Promo Code มาก่อน แต่การเห็นช่องคูปองที่ไม่ได้ถูกกรอกนั้นก็สามารถทำให้ลูกค้าเกิด Pain of Paying (หรือความเสียดายที่ไม่มีคูปอง) จนสามารถทิ้งตะกร้าไปได้

แน่นอนว่าคุณไม่สามารถนำช่องกรอกรหัสคูปองออกไปจากเว็บไซต์ได้ แต่สิ่งที่คุณทำได้ในขั้นตอนนี้ก็คือการลดความเด่นของช่องคูปองให้เด่นน้อยลง ปิดช่องกรอกคูปองที่ว่างเปล่าแล้วเปลี่ยนเป็นอย่างอื่นที่สามารถช่วยลด Pain of paying ของลูกค้าลงได้

โดยคุณสามารถเปลี่ยนจากช่องกรอกคูปองที่ว่างเปล่าเป็นคำพูดเพื่อให้คลิกแล้วกล่องกรอกรหัสคูปองจะปรากฏขึ้น คุณอาจลองใช้คำว่า “คุณมีคูปองหรือไม่?” หรือ “Do You Have Promo Code?” เพื่อให้เฉพาะคนที่มีโค้ดกดเข้าไปได้เป็นต้น

4 - ปิดทางออกในหน้า Checkout ให้เหลือแต่การชำระเงิน

สารภาพว่าตัวผมเอง (และคนส่วนใหญ่) เวลาซื้อของผ่านทางเว็บไซต์ E-Commerce เมื่อเวลาถึงตอนชำระเงินก็จะมีความลังเลอยู่เบา ๆ ว่าเราจะซื้อสินค้านี้จริงหรือ ยังไม่ได้ดูราคาของเจ้าอื่นเลยนะ ไปดูสินค้าที่ใกล้เคียงกันหน่อยดีไหม 

ซึ่งในมุมของลูกค้ามันเป็นสิ่งที่พวกเขาสามารถทำได้ แต่กลับกันในฝั่งของธุรกิจ เรื่องแบบนี้ถือว่าเป็นสิ่งที่ปล่อยให้เกิดขึ้นบ่อย ๆ ไม่ได้ เพราะการทำ E-Commerce บนเว็บไซต์ Conversion ที่คุณต้องการมากที่สุดก็คือ “ยอดขาย” ไม่ใช่ยอดคน Add สินค้าลงตะกร้า

ทางแก้ของปัญหานี้ก็คือวิธี “ปิดทางออก” โดยการลดองค์ประกอบบนเว็บไซต์ที่จะทำให้พวกเขากดหนีออกไป 

สังเกตจากภาพฝั่งซ้ายมือ เมื่อมาถึงหน้า Checkout แล้วคุณจะพบกับแถบเมนูซึ่งจะปุ่มที่พาไปสู่หน้าต่าง ๆ ในเว็บไซต์อยู่ตลอดเวลา ในกรณีนี้ก็เท่ากับว่าคุณส่งเสริมให้ลูกค้ากดออกจากหน้า Checkout ตลอดเวลาเช่นกัน

แต่เราลองมาดูที่ตัวอย่างฝั่งขวาเมื่อถึงหน้า Checkout จะไม่มีตัวเลือกอะไรให้ลูกค้าเลย จะมีอยู่ปุ่มเดียวก็คือ BUY หรือชำระเงินซื้อสินค้า ซึ่งถ้าวัดกันแบบปอนด์ต่อปอนด์ตัวอย่างในฝั่งขวา จะเป็นปิดการทางออกของลูกค้า ให้สร้าง Conversion ได้ดีกว่าฝั่งซ้ายที่มีทางออกเต็มไปหมด

สรุปทั้งหมด

จากที่เราได้นำเสนอเทคนิค Conversion Hack ไปทั้งหมด คุณจะเห็นได้เลยว่าปัจจัยที่ทำให้ลูกค้ายังไม่กดสั่งซื้อ คือพวกเขายังไม่มีความมั่นใจในตัวธุรกิจคุณ

ทางแก้ก็มีอยู่แค่ทางเดียวนั่นก็คือเรื่องของการสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าเพราะอย่าลืมว่าซื้อสินค้าแบบ E-Commerce ลูกค้าต้องจ่ายเงินไปก่อน ทั้งที่ยังไม่ได้สัมผัสสินค้าเลยด้วยซ้ำ

เพราะฉะนั้นการออกแบบองค์ประกอบทั้งหมดบนหน้าเว็บไซต์ให้ดูน่าเชื่อถือ รวมถึงการออกแบบขั้นตอนในการคืนสินค้า คืนเงิน ให้ขั้นตอนน้อยที่สุดให้พวกเขารู้สึกว่า ซื้อของกับคุณแล้วปลอดภัย สบายใจ แค่นี้เว็บไซต์ E-Commerce ของคุณก็จะได้ลูกค้าใหม่มากมาย และพาธุรกิจไปสู่การเติบโตได้ในที่สุด

Source : searchenginepeople , oberlo




ไม่พลาดทุกข้อมูลที่ช่วยให้ธุรกิจคุณเติบโตได้เร็วยิ่งขึ้น

ติดตามได้หลากหลายช่องทางที่คุณสะดวก ไม่ว่าจะเป็น e-mail, line หรือ youtube
Subscribe