My Account

Stage 1 : Zero To Launch

รวม TOP 10 ทักษะแห่งการเติบโต ที่คนทำงานจำเป็นต้องมีในยุค Double Disruption

รวม TOP 10 ทักษะแห่งการเติบโต ที่คนทำงานจำเป็นต้องมีในยุค Double Disruption
Light
Dark
PEA TANACHOTE

อดีตนักร้อง ที่ผันตัวมาเขียนคอนเทนต์ เชียร์ลิเวอร์พูล ชอบดู We Bare Bears นักเขียนคอนเทนต์ที่ใครๆ ก็ต้องการตัว (โดยเฉพาะตำรวจ)

นักเขียน
PEA TANACHOTE
PEA TANACHOTE

อดีตนักร้อง ที่ผันตัวมาเขียนคอนเทนต์ เชียร์ลิเวอร์พูล ชอบดู We Bare Bears นักเขียนคอนเทนต์ที่ใครๆ ก็ต้องการตัว (โดยเฉพาะตำรวจ)

นักเขียน

เลือกอ่านตามหัวข้อ

ต้องยอมรับว่าปี 2021 นี้ถือว่าเป็นปีที่เข้าสู่ยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงอย่างเต็มตัว ทั้งเรื่องของเศรษฐกิจ ธุรกิจ ที่กำลังได้รับผลกระทบจาก Covid-19 ต่อเนื่องจากปีที่แล้ว ทำให้การเข้ามาของเทคโนโลยี กลายเป็นสิ่งที่ “จำเป็นอย่างยิ่ง” ต่อการทำงานในอนาคต 

แน่นอนว่าเมื่อเทคโนโลยีเริ่มเข้ามาเกี่ยวข้องกับการทำงาน ตลาดแรงงานในอนาคตก็ต้องได้รับผลกระทบเช่นเดียวกัน อ้างอิงจากรายงาน World Economic Forum ในปี 2020 พวกเขาได้ออกมาคาดการณ์ภายในอีก 5 ปี (หรือปี 2025) โลกจะเกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่

นั่นก็คือโลกกำลังจะเข้าสู่ยุคที่เรียกว่า “Double Disruption” หรือยุคที่เทคโนโลยีเข้ามาเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตประจำวันมากขึ้นแบบคูณสอง อันเนื่องมาจากทั้งเรื่อง Covid-19 และการใช้ Automation Technology ในการทำงานที่เพิ่มมากขึ้น ทำให้การจ้างมนุษย์เข้ามาทำงานในองค์กรมีความจำเป็นน้อยลง

ซึ่งทางเดียวที่จะทำให้คณเป็นผู้ชนะ และเอาตัวรอดจากภาวะ Double Disruption ได้นั้นก็คือคุณต้องเรียนรู้ทักษะใหม่ ๆ ที่จะพัฒนาให้ตัวคุณมีประสิทธิภาพในการทำงานเพิ่มขึ้น (Human Potential) จนเป็นที่ต้องการขององค์กรในอนาคต

ในบทความนี้เราจะพาคุณมาศึกษา TOP 10 ทักษะแห่งการเติบโต ที่คนทำงานจำเป็นต้องมี เพื่ออยู่รอดในยุค Double Disruption อย่างมีประสิทธิภาพ แต่จะมีทักษะอะไรบ้างที่จำเป็นต่อการพัฒนาตัวเองของคุณนั้น ไปติดตามกันต่อได้เลยครับ

ไม่พลาดทุกข้อมูลที่ช่วยให้ธุรกิจคุณเติบโตได้เร็วยิ่งขึ้น

ติดตามได้หลากหลายช่องทางที่คุณสะดวก ไม่ว่าจะเป็น e-mail, line หรือ youtube
Subscribe

4 กลุ่มทักษะสำคัญ ที่คนทำงานจำเป็นต้องมีในยุค Double Disruption มีอะไรบ้าง ?

ก่อนจะไปลงรายละเอียดถึง 10 ทักษะแห่งการเติบโตที่เราได้กล่าวไปนั้น ผมขออนุญาติแบ่งออกเป็น 4 กลุ่มทักษะสำคัญก่อน เพื่อง่ายต่อการทำความเข้าใจของผู้อ่านทุกท่านนะครับ

โดย 4 กลุ่มทักษะนี้ถือว่าเป็นกลุ่มทักษะที่มีความสำคัญต่อการเติบโตและการพัฒนาตัวเองของคนทำงานทั้งหมด (ชนิดที่ว่าขาดอันใดอันหนึ่งไปไม่ได้) ดังนี้ครับ

กลุ่มทักษะที่ 1 : ทักษะเกี่ยวกับเทคโนโลยี (Technology Use and Development)

ไม่ว่าธุรกิจอะไร องค์กรมีขนาดเท่าไร ในปีนี้ก็คงต้องถึงเวลาที่องค์กรจะต้องปรับตัวเข้าสู่โลกดิจิทัลมากขึ้น 

เปรียบเทียบให้ดูสถิติในปี 2020 และการคาดการณ์ในปี 2025 เกี่ยวกับเรื่องการนำเทคโนโลยีมาใช้ในที่ทำงาน พบว่าในปี 2025 อัตราการใช้เทคโนโลยีมาทำงานแทนมนุษย์จะสูงขึ้นถึง 47%

ภาพจาก worldeconomicforums

ดังนั้นทักษะการใช้ Automation Technology หรือซอฟต์แวร์ใหม่ ๆ จึงเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ของคนทำงานในยุคปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีที่เกี่ยวกับ Automation Tools , AI Technology , Data Analysis , Product Development และอื่น ๆ 

นอกจากนี้ทักษะด้านการออกแบบเชิงเทคโนโลยีและงานเกี่ยวกับการเขียน (หรือสร้าง) ซอฟต์แวร์ก็จะยิ่งมีความต้องการในตลาดเพิ่มมากขึ้นเช่นเดียวกัน

กลุ่มทักษะที่ 2 : ทักษะการทำงานร่วมกับผู้อื่น (Work with People Skills)

ภาพจาก freepik

การทำงานกับผู้อื่นในที่นี้ นอกจากจะเป็นเรื่องของการปรับตัวให้เข้ากับสภาพองค์กรและสังคมที่แตกต่างกันไปแล้วนั้น ยังรวมถึงเรื่องของภาวะผู้นำ (Leadership Skills) ที่มีประสิทธิภาพต่อการเติบโตขององค์กรด้วย 

โดยเฉพาะที่โลกกำลังเผชิญภาวะ Double Disruption ทุกองค์กรจะต้องการผู้นำที่มีวิสัยทัศน์และอุดมการณ์ในการขับเคลื่อนองค์กรไปข้างหน้า ตามโลกดิจิทัลที่เปลี่ยนไปอยู่ตลอด 

คนที่อยากจะก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำยุคใหม่ จึงต้องมีความสามารถในการสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนในทีม สร้างระบบการทำงานที่ทุกคนในทีมสามารถมองเห็นเป้าหมายเดียวกัน ลดการทำงานรูปแบบ Silo เพื่อสร้างการเติบโตของธุรกิจและทำให้องค์กรแข็งแกร่ง

[เราอยากแนะนำให้คุณลองศึกษาเรื่อง Growth Team ซึ่งเป็นการจัดการทีมเพื่อการเติบโต โดย Growth Team คือทีมในการทำงานที่ทุกคนในทีมจะมองเป้าหมายเดียวกัน โดยจะมีตำแหน่งเช่น Growth Leader , Data Analyst , Developer , Designer และอื่น ๆ ซึ่งทุกคนจะทำงานและทดลองอะไรใหม่ ๆ ร่วมกัน เพื่อเป้าหมายในการเติบโตขององค์กร]

กลุ่มทักษะที่ 3 : ทักษะในการบริหารจัดการตัวเอง (Self-Management)

ภาพจาก freepik

อย่างที่บอกไปว่าถ้าอนาคต โลกนี้เข้าสู่ภาวะ Double Disruption ฝั่งขององค์กรก็จะเริ่มมีการจ้างมนุษย์เข้ามาทำงานน้อยลง และจะเหลือเก็บไว้เพียงแค่บุคลากรที่มีความสามารถ ที่ช่วยให้องค์กรเติบโตได้จริง ๆ 

ซึ่งการจะเป็น “คน” ที่องค์กรจะเลือกเก็บไว้นั้น อันดับแรกคุณจะต้องมีทักษะ Self Management ที่ต้องครอบคลุมทั้งในเรื่องการศึกษาและพัฒนาตัวเองให้มีความรู้รอบด้าน แบบ X-Shaped Skills ตลอดจนความสามารถในการปรับตัวตลอดเวลา ตามสถานการณ์ต่าง ๆ ที่เปลี่ยนไป (ถือเป็นทักษะสำคัญของศาสตร์ Growth Hacking อีกด้วย) 

กลุ่มทักษะที่ 4 : ทักษะในการแก้ไขปัญหา (Problem Solving)

ทักษะการแก้ปัญหา แม้ว่าอาจจะฟังดูไม่สำคัญ แต่ทาง World Economic Forum ได้ยกเรื่องนี้ให้เป็นกลุ่มทักษะที่มีความจำเป็นที่สุดในยุค Double Disruption (จาก 10 ทักษะที่จะกล่าวต่อไป มาจากกลุ่มทักษะนี้ถึง 5 ทักษะ) ที่จะทำให้คุณโดดเด่นกว่าใคร

ภาพจาก freepik

สาเหตุเพราะในอนาคตการทำงานยิ่งในยุคที่เทคโนโลยีกลายมาเป็นส่วนหนึ่งของการทำงาน นั่นส่งผลให้การทำงานจะเริ่มมีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น ดังนั้นไม่แปลกที่อนาคตองค์กรส่วนใหญ่จะเริ่มหันมาให้ความสำคัญกับบุคลากรที่มีกระบวนการคิด และการตัดสินใจในการแก้ปัญหาได้อย่างดีเยี่ยม รวดเร็ว ถึงแม้จะเจอปัญหาใหม่ ก็จะใช้เวลาในการแก้ไขปัญหาให้น้อยที่สุด

รวมไปถึงทักษะในการจัดการกับสภาวะความกดดันได้ดี ทักษะเหล่านี้จึงเป็นทักษะที่คนทำงานยุคใหม่ควรเริ่มมีติดตัวตั้งแต่ตอนนี้เป็นต้นไป

10 ทักษะแห่งการเติบโต ที่คุณต้องเริ่มศึกษาตั้งแต่ตอนนี้ ก่อนจะเริ่มเข้าสู่ยุค Double Disruption มีอะไรบ้าง ? 

หลังจากที่เราได้รับรู้ถึง 4 กลุ่มทักษะสำคัญ ที่คุณจำเป็นต้องมีในยุค Double Disruption กันไปแล้ว คราวนี้เราลองมาดูถึง 10 ทักษะที่จะทำให้คุณเติบโตขึ้นในอนาคตนี้กัน โดยทาง World Economic Forum ได้ทำการเลือกเป็นอันดับตั้งแต่ 1 - 10 ไว้ด้วย แต่จะมีทักษะอะไรบ้างลองมาเช็คกันครับ

อันดับ 1 : Analytical thinking and innovation

จากกลุ่มทักษะที่ 4 : ทักษะในการแก้ไขปัญหา (Problem Solving)

Analytical thinking and innovation หรือทักษะการคิดวิเคราะห์และทักษะด้านนวัตกรรม กลายเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดของทักษะในการเติบโตของยุค Double Disruption เพราะอย่างที่ทราบกันดีว่าองค์กรยุคใหม่ (หรือในอนาคต) ย่อมต้องการบุคลากรที่มีสมองเป็นเลิศ มีความสามารถในการคิดวิเคราะห์ที่เทคโนโลยีต่าง ๆ ยังทำไม่ได้

รวมกับความสามารถในการคิดสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ หรือนวัตกรรม จากทักษะและกระบวนการคิดแบบต่าง ๆ ที่มีประโยชน์ต่อธุรกิจ สามารถสร้างคุณค่า (Value) ให้กับผู้คน สังคม โลก ออกมาเป็นรูปธรรม และสามารถต่อยอดในเชิงพาณิชย์ให้กับองค์กรได้

อันดับ 2 : Active Learning and Learning Strategies

จากกลุ่มทักษะที่ 3 : ทักษะในการบริหารจัดการตัวเอง (Self-Management)

Active Learning and Learning Strategies หรือทักษะการเรียนรู้ด้วยตัวเอง และเรียนรู้อย่างมีกลยุทธ์ นอกจากจะเป็นทักษะที่องค์กรในอนาคตส่วนใหญ่ต้องการแล้ว ทักษะนี้ยังมีความคล้ายคลึงกับศาสตร์ Growth Hacking ที่จะเรียนรู้ผ่านการทดลอง ลองผิดลองถูก และลงมือทำจริง

เพราะคุณจะได้เห็นอะไรหลายอย่างมากกว่าคำสอนในตำรา ผ่านการลงมือทำจริงและค่อย ๆ เรียนรู้จากความผิดพลาดเล็ก ๆ ทดลองหาสิ่งใหม่จากสมมติฐานเพื่อนำมาปรับใช้กับการทำงานของคุณอยู่เสมอ จะทำให้คุณเติบโตและมีความรู้มากกว่าการเรียนรู้ผ่านรูปแบบอื่น ๆ 

อันดับ 3 : Complex Problem-solving

จากกลุ่มทักษะที่ 4 : ทักษะในการแก้ไขปัญหา (Problem Solving)

Complex Problem-solving หรือทักษะการแก้ปัญหาที่มีความซับซ้อน เชื่อว่าถ้าใครที่มีทักษะนี้ติดตัว ไม่ต้องรอถึงปี 2025 คุณก็น่าจะเป็นที่ต้องการของหลายองค์กรเลยครับ เพราะอย่างที่บอกไปเมื่อหัวข้อที่แล้วว่า ในยุค Double Disruption เทคโนโลยีจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของการทำงานมากขึ้น นั่นส่งผลให้การทำงานในแต่ละโปรเจกต์จะมีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้นเป็นเท่าตัว

ภาพจาก thepitcher

ฉะนั้นองค์กรย่อมมองหาบุคลากรที่มีทักษะในเรื่องการแก้ปัญหาที่ซับซ้อนได้ดีก่อนเสมอ ซึ่งคุณจะต้องมีกระบวนการคิด และการตัดสินใจในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้อย่างดีเยี่ยม รวดเร็ว ถึงแม้จะเจอปัญหาใหม่ที่ซับซ้อนเพียงใด ก็จะใช้เวลาน้อยที่สุดในการแก้ไขปัญหานั้นนั่นเอง

อันดับ 4 :  Critical Thinking and Analysis

จากกลุ่มทักษะที่ 4 : ทักษะในการแก้ไขปัญหา (Problem Solving)

Critical Thinking and Analysis หรือทักษะการคิดอย่างมีหลักการณ์ หรืออธิบายอย่างง่ายก็คือการคิดและวิเคราะห์อย่างถี่ถ้วนและมีเหตุผลที่สุด 

คนที่มีทักษะในการคิดแบบ Critical Thinking จะเป็นคนที่สามารถเชื่อมโยงข้อมูลเพื่อสรุปผลลัพธ์จากสิ่งที่รู้ และเข้าใจวิธีใช้ประโยชน์จากข้อมูลที่มีอยู่เพื่อแก้ปัญหา ยึดหลักทุกอย่างจากสิ่งที่เคยเกิดขึ้นจริง ข้อมูล และสถิติ (จะใช้การมโนขึ้นมาเองให้น้อยที่สุด) เชื่อมโยงตรรกะและไอเดียต่าง ๆ ได้อย่างมีเหตุผล

และนอกจากนั้น การที่คุณมีทักษะ Critical Thinking กับตัวเองจะช่วยให้คุณสามารถแก้ปัญหาอย่างมีระบบมากขึ้น เลยทำให้ตอนนี้ทักษะนี้เริ่มเป็นที่มองหาจากหลายองค์กรชั้นนำ

อันดับ 5 : Creativity, Originally and Initiative

จากกลุ่มทักษะที่ 4 : ทักษะในการแก้ไขปัญหา (Problem Solving)

Creativity, Originally and Initiative หรือทักษะการใช้ความคิดสร้างสรรค์และการริเริ่มสิ่งใหม่ สำหรับทักษะนี้ เชื่อว่าไม่ต้องไปมองไกลถึงปี 2025 หรอกครับ ปัจจุบันนี้ทักษะนี้ก็เริ่มเป็นที่ต้องการเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ

เพราะเมื่อมีธุรกิจเกิดใหม่มากมาย ย่อมมีความทับซ้อนกันทั้งในด้านของผลิตภัณฑ์และบริการ แต่การแก้ปัญหาที่จะพาองค์กรของคุณให้คุณโดดเด่นเหนือคู่แข่ง ก็คือการใช้ความคิดสร้างสรรค์ สร้างสิ่งใหม่ที่แตกต่างขึ้นมา ซึ่งการมีทักษะ Creative ที่ดีนั้นต้องมุ่งเน้นไปที่การทำน้อยแต่ได้มากและเห็นผลเร็วที่สุด

ถึงตรงนี้ก็คงไม่แปลกใจแล้วใช่ไหมครับ ว่าทำไมในปัจจุบัน (และแนวโน้มในอนาคต) สายงานจำพวก Creative หรือคนที่มีทักษะด้าน Creative Thinking กำลังเป็นที่ต้องการเป็นอย่างมากในตลาดแรงงาน

อันดับ 6 : Leadership and Social Influence

จากกลุ่มทักษะที่ 2 : ทักษะการทำงานร่วมกับผู้อื่น (Work with People Skills)

Leadership and Social Influence หรือทักษะการเป็นผู้นำและอิทธิพลต่อสังคม คงปฏิเสธไม่ได้ว่าในเวลาอีก 5 ปีหลังจากนี้ ทุกคนที่อ่านบทความนี้อยู่คงต้องมีความก้าวหน้าในสายงาน บางคนอาจเริ่มมีธุรกิจเป็นของตัวเอง บางคนอาจได้เริ่มก้าวมาเป็นระดับหัวหน้า ทำให้ทักษะนี้ต้องถูกพูดถึงขึ้นมา

เพราะในอนาคตทุกองค์กรล้วนต้องการผู้นำที่มีอุดมการณ์และวิสัยทัศน์ที่จะพาองค์กรเติบโต การจะก้าวมาเป็น “Leader” หรือผู้นำที่มีประสิทธิภาพได้นั้นต้องสามารถสร้างแรงบันดาลใจให้กับทุกคนในทีม สร้างองค์กรที่ทุกคนในทีมสามารถมีส่วนร่วม มองเห็นเป้าหมายร่วมกัน ผลักดันให้ทุกคนในทีมมี Growth Mindset 

ภาพจาก prsolution

และนอกจากเรื่องของการทำงานแล้ว การเป็นผู้นำที่ดีในอนาคตควรต้องมีสิ่งที่เรียกว่า Empathy Skills หรือ ความสามารถในการทำความเข้าใจผู้อื่นด้วยการเอาใจเขามาใส่ใจเรา ทั้งในด้านความคิดและความรู้สึก โดยไม่เอาตัวเองเป็นศูนย์กลางของการตัดสินใจ ซึ่งจะทำให้ผู้นำเห็นในมุมมองอื่น ๆ ของทุกคนในทีม จนสามารถสร้างทีมที่แข็งแกร่งได้

อันดับ 7 : Technology use, Monitoring and Control 

จากกลุ่มทักษะที่ 1 : ทักษะเกี่ยวกับเทคโนโลยี (Technology Use and Development)

Technology use, Monitoring and Control หรือทักษะการเลือกใช้ ดูแล และควบคุมอุปกรณ์ทางเทคโนโลยี แม้ว่าในยุค Double Disruption เทคโนโลยีจะมีความก้าวหน้าและเข้ามามีบทบาทต่อการทำงานเพียงใด แต่ก็ต้องอย่าลืมว่าการควบคุมเทคโนโลยีเหล่านั้น ล้วนต้องใช้สมองและฝีมือของ “มนุษย์”

โดยเฉพาะธุรกิจที่ต้องใช้เทคโนโลยีจำพวก Machine Technology (เทคโนโลยีเครื่องจักร) , Robot Technology (เทคโนโลยีหุ่นยนต์) ยิ่งต้องอาศัยบุคลากรที่มีความสามารถในการควบคุมอุปกรณ์เหล่านั้นเป็นอย่างมาก

รวมไปถึงบุคลากรที่มีความเข้าใจเทคโนโลยีเกี่ยวกับซอฟต์แวร์เช่นระบบ AI , Big Data, Automation Tools ที่ถือเป็นหัวใจของการทำงานในยุค Double Disruption ก็จะยิ่งได้เปรียบและทำให้คุณเติบโตในยุคนั้นได้ดีกว่าใคร

อันดับ 8 : Technology Design and Programming

จากกลุ่มทักษะที่ 1 : ทักษะเกี่ยวกับเทคโนโลยี (Technology Use and Development)

Technology Design and Programming หรือทักษะการออกแบบและโปรแกรมชุดคำสั่งสำหรับเทคโนโลยี เช่นเดียวกันกับข้อที่แล้วครับ เมื่อเทคโนโลยีล้ำสมัยต่าง ๆ ไม่สามารถทำงานได้หากไม่มีคำสั่งของมนุษย์ มันก็ไม่สามารถถูก “สร้างขึ้น” ได้ถ้าไม่ใช้ฝีมือมนุษย์เช่นกัน

ทักษะนี้จึงเกี่ยวข้องกับทักษะในการสร้างสรรค์เทคโนโลยีเหล่านั้นขึ้นมา เพื่อเป็นเหมือนเครื่องทุ่นแรงในการทำงานเพื่อร่นระยะเวลาของงานที่ต้องทำซ้ำ ๆ ลดแรงงานคนและทำให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น และเป็นเหมือนหน้าตาขององค์กรในอนาคต

ซึ่งถ้าอ้างอิงจากเทรนด์ในปีที่ผ่านมาและการคาดการณ์เทรนด์ในอนาคตเชื่อเหลือเกินว่าในอนาคตยุค Double Disruption เทรนด์สำคัญของเรื่องการดีไซน์โปรแกรม ก็คือการออกแบบโปรแกรมให้ใช้งานง่าย และมีความ User Friendly มากที่สุด

ภาพจาก freepik

แม้ทักษะนี้จะดูมีความเฉพาะทางไปทางแนวโปรแกรมเมอร์หรือแนววิทยาศาสตร์ แต่ทุกสายอาชีพก็ควรมีความรู้ในระดับ “เบื้องต้น” ติดตัวไว้บ้างครับ เพราะคงปฏิเสธไม่ได้จริง ๆ ว่าในอนาคตอันใกล้เราทุกคนจะต้องทำงานร่วมกับเทคโนโลยีเหล่านี้เหมือนเพื่อนร่วมงานคนหนึ่ง

นี่คงเป็นเหตุผลว่าทำไมสายอาชีพที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีและโปรแกรมมิ่ง ถึงเป็นที่ต้องการตลอดเวลาและได้ค่าตอบแทนที่สูง เมื่อเทียบกับตำแหน่งงานอื่น ๆ ในองค์กร

อันดับ 9 : Resilience, Stress tolerance and Flexibility

จากกลุ่มทักษะที่ 3 : ทักษะในการบริหารจัดการตัวเอง (Self-Management)

Resilience, Stress tolerance and Flexibility หรือทักษะการเปิดรับต่อความเปลี่ยนแปลง การควบคุมอารมณ์ และการฟื้นฟูในภาวะวิกฤต ถือว่าเป็นทักษะม้ามืดในเรื่องของการจัดการตัวเองที่ติดอันดับเข้ามาในครั้งนี้ด้วย

ภาพจาก petfoodprocess

โดยทักษะนี้หัวใจหลักจะเป็นเรื่องของการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงให้เร็วที่สุด เพราะในอนาคตเราไม่มีทางคาดการณ์ได้เลยว่าจะเกิดสถานการณ์ที่เข้ามากระทบต่อการทำธุรกิจของเราอย่างไรบ้าง (เช่นโควิด-19 เมื่อปีที่แล้ว) เพราะฉะนั้นองค์กรต่าง ๆ จึงล้วนต้องการผู้ที่สามารถเรียนรู้และปรับตัวให้อยู่รอดในสถานการณ์นั้น ๆ ได้อย่างรวดเร็ว

และนอกจากนั้นยังต้องมีทักษะที่เรียกว่า Stress Tolerance หรือความสามารถในการทำงานภายใต้แผนงาน ทรัพยากรและระยะเวลาที่จำกัดให้สำเร็จ รวมทั้งการควบคุมสภาวะทางอารมณ์เมื่อต้องเผชิญกับภาวะความเครียดจากการทำงานได้อย่างเหมาะสม โดยไม่กระทบกับการทำงานและคนในทีม

อันดับ 10 : Reasoning, Problem-solving and Ideation

จากกลุ่มทักษะที่ 4 : ทักษะในการแก้ไขปัญหา (Problem Solving)

Reasoning, Problem-solving and Ideation หรือทักษะในการให้น้ำหนักเหตุผล และการระดมความคิดเป็นเหมือนทักษะที่ผู้นำองค์กรส่วนใหญ่ต้องมีติดตัว ในกรณีเกิดสถานการณ์ฉุกเฉินเพราะเมื่อทันใดที่เกิดปัญหาขึ้นผู้ที่มีทักษะนี้จะสามารถพาองค์กรให้อยู่รอดได้ ด้วยการแก้ปัญหาโดยใช้หลักของการให้เหตุผลและการระดมความคิด

เริ่มจากการทำความเข้าใจสถานการณ์ โดยอาศัยข้อมูลต่าง ๆ เกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น มีการรวบรวม จัดระเบียบ หาความสัมพันธ์เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้องอย่างเป็นขั้นเป็นตอน จากนั้นจึงเริ่มประชุม หรือจัด Session กับทีม เพื่อระดมความคิดช่วยกันหาทางแก้ปัญหาที่เหมาะสมกับสถานการณ์ที่สุด โดยใช้เหตุผลและข้อมูล เป็นหัวใจสำคัญในการแก้ปัญหา

ภาพจาก Istock

‍ทักษะนี้นอกจากจะเป็นการแก้ปัญหาอย่างเป็นขั้นเป็นตอน ด้วยหลักของการใช้เหตุผลและข้อมูลแล้วยังเป็นการส่งเสริมวัฒนธรรมองค์กรให้เติบโตได้มากขึ้น เพราะทุกคนในทีมจะมีสิทธิ์ช่วยกันแก้ปัญหา ไม่ใช่หน้าที่ของฝ่ายใด ฝ่ายหนึ่ง ซึ่งสร้างโอกาสในการแก้ไขปัญหาได้ดีกว่า “ไอเดีย”ที่มาจากคนคนเดียวนั่นเอง

สรุปทั้งหมด

จากทักษะที่เราได้นำเสนอไปทั้ง 10 อันดับทักษะนั้น มีถึง 5 ทักษะ (จาก10) ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของ Probelm Solving จึงเป็นการเหมือนการตอกย้ำว่าทักษะที่มาแรงและกำลังเป็นที่ต้องการของตลาดแรงงานในอนาคต ก็คือทักษะในเรื่องการแก้ไขปัญหา

แต่ถ้าถามว่าจำเป็นต้องเรียนรู้ทั้ง 10 ทักษะไหม ? ทาง World Economic Forum แนะนำว่า “ควร” มีทักษะทั้ง 10 ให้ครบนะครับ แต่ไม่ตำเป็นว่าคุณจะต้องรีบศึกษาในรวดเดียว ควรแบ่งเวลาศึกษาเป็นทีละกลุ่มทักษะ กลุ่มทักษะละ 2-3 เดือน ภายในระยะเวลาไม่นานคุณก็จะมีทักษะที่ว่าครบทั้ง 10 ทักษะ

เพราะในยุค ‘Double Disruption’ ที่กำลังจะมาถึงนั้นแน่นอนว่ามีเทคโนโลยีเข้ามาช่วยให้ทำงานได้ง่ายขึ้นก็จริง แต่สิ่งที่จะตามมาก็คือปัญหาไม่คาดคิด ที่มีสิทธิ์เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ทั้งโรคระบาดแบบ Covid-19 และปัญหาด้าน Technology Disruption ฉะนั้นหากคุณต้องการเป็นบุคลากรที่สามารถเติบโตและเอาตัวรอดได้ในอนาคต

ทักษะทั้ง 10 ที่เราได้นำเสนอไปในบทความนี้ ผมว่าคงต้องถึงเวลาที่คุณจะเริ่มเรียนรู้มันตั้งแต่ตอนนี้แล้วล่ะครับ ขอให้ทุกคนโชคดี Happy Growing 2021 ครับ!

Source : weforumreport , weforumblog





ไม่พลาดทุกข้อมูลที่ช่วยให้ธุรกิจคุณเติบโตได้เร็วยิ่งขึ้น

ติดตามได้หลากหลายช่องทางที่คุณสะดวก ไม่ว่าจะเป็น e-mail, line หรือ youtube
Subscribe