My Account

Stage 5 : Scaling Like A Rockstar

Growth Hacking คืออะไร ? ทำความรู้จักกลยุทธ์ที่สร้างการเติบโตให้ธุรกิจได้อย่างรวดเร็ว

Growth Hacking คืออะไร ? ทำความรู้จักกลยุทธ์ที่สร้างการเติบโตให้ธุรกิจได้อย่างรวดเร็ว
Light
Dark
PEA TANACHOTE

อดีตนักร้อง ที่ผันตัวมาเขียนคอนเทนต์ เชียร์ลิเวอร์พูล ชอบดู We Bare Bears นักเขียนคอนเทนต์ที่ใครๆ ก็ต้องการตัว (โดยเฉพาะตำรวจ)

นักเขียน
PEA TANACHOTE
PEA TANACHOTE

อดีตนักร้อง ที่ผันตัวมาเขียนคอนเทนต์ เชียร์ลิเวอร์พูล ชอบดู We Bare Bears นักเขียนคอนเทนต์ที่ใครๆ ก็ต้องการตัว (โดยเฉพาะตำรวจ)

นักเขียน

เลือกอ่านตามหัวข้อ

เชื่อว่านักการตลาดหลายท่านต้องเคยได้ยินกลยุทธ์ที่ชื่อว่า Growth Hacking ผ่านหูกันมาไม่มากก็น้อย แต่น้อยคนที่จะรู้จักถึงความหมายของกลยุทธ์นี้จริงๆ เพราะข้อมูลที่มีอยู่ในอินเทอร์เน็ตที่อาจจะยังมีข้อมูลไม่ครบถ้วน กลยุทธ์นี้ยังถือว่าใหม่มากสำหรับประเทศไทย

ถ้าเรามองลงไปในวงการธุรกิจด้านเทคโนโลยีหรือสตาร์ทอัพ “Growth Hacking” ถือเป็นกลยุทธ์สำคัญที่ใช้สร้างการเติบโตมาให้กับธุรกิจหลากหลายประเภททั้งของไทยและของต่างประเทศมาเยอะแล้ว โดยข้อดีที่สามารถสร้างการเติบโตได้จริงและรวดเร็วกว่า

สังเกตได้จากในองค์กรใหญ่ๆ ที่เป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีของโลกจะมีการจัดตั้งแผนก “Growth” ขึ้นมาในองค์กรเพื่อทำงานด้านการเติบโตของธุรกิจโดยเฉพาะแสดงให้เห็นว่าพวกเขาให้ความสำคัญกับการเติบโตของธุรกิจมากแค่ไหน ตัวอย่างองค์กรใหญ่ที่ใช้ศาสตร์นี้ในการขับเคลื่อนธุรกิจ เช่น Youtube , PayPal , AirBnb

แต่ถ้าเรามองกลับมาในประเทศไทย Growth Hacking ในปัจจุบันกลับยังเป็นกลยุทธ์ที่ยังไม่ได้ถูกใช้งานอย่างแพร่หลายมากนัก เนื่องจากบริษัทในประเทศไทยยังไม่มีธุรกิจที่เป็น Unicorn (สตาร์ทอัพที่มีมูลค่าบริษัทมากกว่า 1 พันล้านเหรียญ) ทำให้ Growth Hacking แม้จะได้รับความนิยมในต่างประเทศ แต่ในประเทศไทย มีคนที่รู้จักกลยุทธ์นี้จริงๆ น้อยมาก

ในบทความนี้ The Growth Master ขอพาทุกคนไปทำความรู้จัก “Growth Hacking” กลยุทธ์ที่สร้างการเติบโตให้ธุรกิจได้อย่างรวดเร็ว รวมถึงอธิบายองค์ประกอบของ Growth Hacking และรายละเอียดต่างๆ เพื่อให้คุณได้ทำความเข้าใจก่อนนำไปปรับใช้กับองค์กรของคุณเอง

หากพร้อมแล้ว ได้เวลาไปรู้จักทางลัดแห่งการเติบโตที่ชื่อว่า Growth Hacking กันได้เลยครับ

ไม่พลาดทุกข้อมูลที่ช่วยให้ธุรกิจคุณเติบโตได้เร็วยิ่งขึ้น

ติดตามได้หลากหลายช่องทางที่คุณสะดวก ไม่ว่าจะเป็น e-mail, line หรือ youtube
Subscribe

Growth Hacking คืออะไร ? ทำไมถึงเป็นกลยุทธ์ที่สร้างการเติบโตให้ธุรกิจได้อย่างรวดเร็ว

Growth Hacking คือชื่อเรียกหนึ่งของกระบวนการในการสร้างการเติบโตให้ธุรกิจ ที่ถูกตั้งโดย Sean Ellis เมื่อปี 2010 โดยความหมายของ Growth Hacking คือวิธีที่จะทำให้บริษัทโตได้อย่างรวดเร็วที่สุด ด้วยการใช้วิธีการทดลอง สังเกต แลเรียนรู้จากการสร้างสมมติฐาน 

หากเปรียบเทียบ Growth Hacking ก็เหมือนกับการทดลองวิทยาศาสตร์ครับ ในขั้นตอนแรกเราก็ต้องลองผิดลองถูกอยู่ตลอด เน้นการตั้งสมมติฐานและทดลองจริงๆ เพื่อเป็นการหาสิ่งที่ใช่ที่สุดสำหรับธุรกิจ ซึ่งกว่าจะได้สิ่งที่ดีที่สุดมา ก็ต้องใช้เวลาพอสมควร

ภาพจาก klaro

โดย Growth Hacking นั้นจะเป็นสิ่งที่ตกผลึกมาจากผลรวมของทั้ง 4 ศาสตร์อันได้แก่ Creative Marketing (การตลาดแบบทำน้อยแต่ได้มาก), Behavioral Psychology (จิตวิทยาพฤติกรรมผู้บริโภค), Data & Analytics (การวัดผลและวิเคราะห์ข้อมูล) และสุดท้าย Technology & Automation การใช้เทคโนโลยีทุ่นแรง) ซึ่งในหัวข้อถัดไปเราจะมาบอกหลักการทำงานของทั้ง 4 ศาสตร์โดยละเอียด

แต่ก่อนจะลงรายละเอียดไปลึกกว่านั้น สิ่งที่คุณต้องทำความรู้จักก่อนและถือเป็นฟันเฟืองที่ขาดไม่ได้สำหรับกลยุทธ์ Growth Hacking นั่นก็คือ Growth Hackers

Growth Hacker คือใคร สำคัญอย่างไรกับ Growth Hacking ?

Growth Hackers คือ กลุ่มคนที่จะทำหน้าที่ในการทำ Growth Hacking ให้กับธุรกิจของคุณ พวกเขาจะมีเป้าหมายเดียวในการทำงานก็คือ “การทำให้ธุรกิจของคุณเติบโตโดยใช้เวลาเร็วที่สุด” โดยไม่สนถึงวิธีการใดๆ ทั้งนั้น

พวกเขาจะเข้ามาสร้างโอกาสใหม่ๆ สำหรับธุรกิจโดยอาศัยความรู้ทางด้านการตลาดแบบรอบด้าน ทั้งออนไลน์และออฟไลน์ รวมไปถึงการเข้าไปมีส่วนร่วมในกระบวนการต่างๆ ที่เปรียบเสมือนต้นน้ำของธุรกิจเช่น Market Research (การวิจัยตลาด)  ,  Product Development (การพัฒนาผลิตภัณฑ์) 

พูดง่ายๆ ก็คือ Growth Hacker จะมีส่วนร่วมอยู่ในทุกส่วนของบริษัทที่สามารถเติบโตได้ (ต้องเป็นคนที่ค่อนข้างเก่งรอบด้านและเรียนรู้ได้เร็ว) และต้องสามารถเข้ามาหา The New S Curve ให้แก่ธุรกิจและสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนได้นั่นเอง

นิยามความหมายของ Growth Hacker จาก Sean Ellis ผู้คิดค้นและผู้บัญญัติศัพท์คำว่า Growth Hacking
ภาพจาก visme

เพราะฉะนั้นหากธุรกิจของคุณเริ่มสนใจในกลยุทธ์ Growth Hacking อันดับแรกเลยคือต้องเริ่มปรับทีมและมองหา “Growth Hacker” ที่มีประสิทธิภาพพร้อมพาธุรกิจของคุณเติบโตได้ครับ

Growth Hacking เหมาะกับธุรกิจประเภทไหนมากที่สุด ?

สำหรับใครที่สงสัยว่าแล้ว Growth Hacking เหมาะกับธุรกิจประเภทไหนที่สุด จากการศึกษาด้วยข้อมูลหลายสำนัก เราจะพบว่า Growth Hacking สามารถไปด้วยกันได้ดีกับธุรกิจ 2 ประเภท ได้แก่

  • ธุรกิจสตาร์ทอัพ

เพราะถือเป็นธุรกิจประเภทแรกที่เลือกใช้กลยุทธ์นี้การเข้ามาสร้างการเติบโตให้องค์กร แต่ก็ต้องเป็นสตาร์ทอัพที่มีความพร้อมทั้งเรื่องของทีมและงบประมาณเพราะในการทำ Growth Hacking จะมีรายจ่ายที่เพิ่มขึ้นจำนวนมากแน่นอน และยังต้องเป็นธุรกิจที่ผ่านจุด Product Market Fit ไปแล้ว (เป็นเครื่องการันตีว่าบริษัทนั้นมีความพร้อมที่จะเติบโต)  

ไม่ควรใช้ตั้งแต่เริ่มต้นด้วยสองเหตุผลด้วยกันข้อหนึ่งคือ ถ้าผลิตภัณฑ์ยังไม่ดีจริงๆ ทีมยังไม่พร้อม รีบโตเร็วเท่ากับรีบตายเร็ว มีสตาร์ทอัพมากมายที่ไม่เข้าใจถึงหลักการเติบโต เมื่อสร้างผลิตภัณฑ์ได้ก็รีบหาวิธีให้โตเร็วที่สุด แต่วิธีที่ดีที่สุดสำหรับตอนเริ่มต้นนั้น คือ การทำทุกอย่างที่ไม่ทำให้เติบโต (หรือคือการสร้างรากฐานเพื่อการเติบโตให้แน่นสุดๆ ผลิตภัณฑ์ที่ดีมากๆ)

นี่คือคำแนะนำจาก Paul Graham หนึ่งในกูรูสำหรับวงการสตาร์ทอัพซึ่งค่าเฉลี่ยในช่วงต้นก่อนการเติบโตจะอยู่ที่ 2 ปีข้อสอง การจะสร้างบริษัทหนึ่งให้เติบโตอย่างรวดเร็ว เป็นเรื่องที่ค่อนข้างซับซ้อนและต้องใช้องค์ความรู้ ทักษะ และการทำงานเป็นทีมในระดับสูง ดังนั้นการจ้างทีมผู้เชี่ยวชาญในด้านนี้จึงมีราคาที่ต้องจ่ายสูงมาก

Paul Graham กูรูด้านวงการธุรกิจสตาร์ทอัพ ผู้อยู่เบื้องหลังการเติบโตของสตาร์ทอัพหลายเจ้า
  • ธุรกิจอื่นๆ ที่มีความพร้อมสำหรับการทำ Growth Hacking 

บริษัทที่ผู้ประกอบการ (เจ้าของกิจการ, หัวหน้าโปรเจ็ค หรือผู้มีอำนาจตัดสินใจ) เข้าใจหลักการของ Growth Hacking มีความพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลง ลงทุน และนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วย โดยในคำว่า “เข้าใจ” ในที่นี้จะทำให้เกิดการกระทำ 3 อย่างด้วยกัน

1 - ให้ความสำคัญกับความเร็วเป็นอันดับแรก จะไม่ยอมเสียเวลาไปกับสิ่งไม่จำเป็น อย่างเช่น การขอเก็บไปคิดก่อน การรอประชุมในอาทิตย์ต่อไป หรืออื่นๆตัวอย่าง เช่น Elon Musk สามารถตัดสินใจในเรื่องยากๆได้ภายในไม่กี่นาที เพราะเค้าเข้าใจดีว่า ในระหว่างที่ไม่ยอมตัดสินใจจะมีผลเท่ากับการตัดสินใจที่แย่ที่สุด เพราะทั้งทีมต้องหยุดการทำงานเพื่อรอ นั่นเป็นสิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้น

*ข้อมูลสรุปจากหนังสือ Elon Musk

2 - ทำงานและลงทุนกับคนเก่งเท่านั้น เพราะคนที่เก่งหนึ่งคน สามารถทำงานได้ดีและให้ผลลัพธ์ที่มากกว่าทั่วไปได้ 3-10 เท่า ไม่ใช่เพียงแค่นั้นยังเป็นแบบอย่างให้กับคนอื่นๆในทีมด้วย สร้างวัฒนธรรมของการทำงานที่ดีสุดๆ แต่คำถามคือ ถ้าต้องเลือกทีมที่เข้ามาช่วยสร้างการเติบโต จะให้ความสำคัญกับ “ราคา (ค่าจ้าง)” หรือ “ความเก่งของทีม” มาก่อนถ้าเจอผู้ประกอบการที่เก่งและเข้าใจ มักจะให้ราคาเป็นส่วนที่สองของการตัดสินใจ

เพราะเค้าจะรับรู้ได้ทันทีว่าคนที่คุยอยู่ด้วยนั้นเก่งจริงไหม? และให้เริ่มได้เร็วที่สุดเพื่อทดลองว่าจะทำงานร่วมกันได้ดีหรือไม่ เมื่อเปรียบเทียบกับผู้ประกอบการที่ไม่เข้าใจ(และไม่เก่ง) ก็จะไม่รู้ว่าคนที่คุยด้วยเก่งหรือไม่ จึงมักใช้ราคาเป็นตัวตัดสินการเติบโตเป็นเรื่องที่ต้องลงทุนและใช้ความฉลาดในการตัดสินใจบริหารอยู่เบื้องหลัง

3 - พร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เมื่อไรที่เราพูดถึงความเปลี่ยนแปลง ส่วนใหญ่จะคิดถึงความไม่มั่นคง แต่ในยุคของดิจิตอล การเปลี่ยนแปลงให้เท่าทันอยู่ตลอดเวลาคือความมั่นคงของบริษัทการเปลี่ยนแปลงนั้นมาพร้อมกับความเสี่ยง เพราะเราไม่รู้หรอกว่าหลังจากเปลี่ยนไปแล้วจะได้ผลลัพธ์ที่ดีมากขึ้นไหม

ดังนั้น Growth Lead จึงต้องเป็นคนที่พร้อมรับความเสี่ยง กล้าตัดสินใจในสิ่งใหม่ๆและรวดเร็วลองนึกภาพถึงการเติบโตของทุกอย่าง มันคือสถานะที่ไม่แน่นอน มันคือธรรมชาติของการเติบโต จากเด็กเป็นผู้ใหญ่ไม่สามารถใส่เสื้อผ้าไซต์เดียวกันได้ ต้นไม้จากต้นกล้าไปจนต้นใหญ่ไม่สามารถอยู่ในกระถางเดียวกันได้ บริษัทหรือการทำธุรกิจก็เช่นเดียวกันครับ

องค์ประกอบทั้ง 4 ของ Growth Hacking มีอะไรบ้าง ? 

จากที่ผมได้เกริ่นไปข้างต้นว่า Growth Hacking เป็นสิ่งที่ตกผลึกมาจากผลรวมของทั้ง 4 ศาสตร์หัวข้อนี้ผมจะมาอธิบายว่า 4 ศาสตร์ดังกล่าวนั้น มีรายละเอียดอย่างไรบ้าง

ภาพจาก wjames

องค์ประกอบที่ 1 :  Creative Marketing 

Creative Marketing เป็นลักษณะของการทำการตลาดที่อาศัยความคิดสร้างสรรค์เข้ามา ซึ่ง Creative Marketing สำหรับ Growth Hacking จะแตกต่างจากทั่วไปเล็กน้อย คือนอกเหนือจากความคิดสร้างสรรค์ที่ต้องโดดเด่นแล้ว ยังต้องคำนึงด้วยว่า สิ่งที่คุณคิดนั้นต้องเห็นผลเร็วที่สุดและทำน้อย แต่ได้ผลตอบแทนมาก

ตัวอย่างจาก Hotmail อดีตโดเมนที่ถือว่าประสบความสำเร็จมือทศวรรษที่แล้ว พวกเขาถือเป็นธุรกิจเจ้าแรกๆ ที่กล้านำความ Creative มาใช้ในการสร้างการเติบโต ย้อนกลับไปในช่วงแรก ทุกครั้งที่ User ส่งอีเมลไปหาใคร จะมี Footer ลงท้ายอีเมลนั้นว่า PS. I Love You Get Your Free E-Mail At Hotmail ทำให้คนที่ได้รับอีเมลนั้นเกิดความประหลาดใจ และกดสมัครสมาชิกกับ Hotmail เพื่อต้องการนำ Footer สุดน่ารักนี้ไปใช้ในการส่งอีเมลหาผู้อื่น

นั่นทำให้ Hotmail ประสบความสำเร็จอย่างมากมีผู้ใช้งานกว่า 360 ล้านคนทั่วโลก  ก่อนที่จะขายให้กับ Microsoft ไปในปี 2011 ซึ่งถือว่าสามารถสร้างรายได้และการเติบโตให้กับบริษัทเป็นกอบเป็นกำ และถือเป็นต้นแบบของการนำ Creative มาใช้ในงานธุรกิจอีกด้วย

ภาพจาก Slideshare

องค์ประกอบที่ 2 : Behavioral Psychology

เนื่องจากการทำ Growth Hacking คุณต้องเข้าใจทุก Process ในการทำการตลาด เรื่องของการเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ เพื่อการนำมาพัฒนาผลิตภัณฑ์/บริการ ที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าและสร้างยอดขายให้กับธุรกิจได้ในอนาคต 

หรืออธิบายง่ายๆ มันคือการออกแบบผลิตภัณฑ์ให้ผู้บริโภคหลงรัก โดยใช้พฤติกรรมผู้บริโภคเป็นเกณฑ์หลัก ตัวอย่างเช่น Grab ที่เป็นแอปพลิเคชั่นที่ออกแบบเพื่อให้ชีวิตเราสะดวกสบายมากขึ้น ทำให้พฤติกรรมของผู้บริโภคเปลี่ยนไป (เช่นจากที่ต้องออกไปซื้อข้าว ก็แค่หยิบโทรศัพท์มาสั่งและรอให้มาส่ง)

นั่นทำให้ Grab กลายเป็นแอปพลิเคชั่นที่ทำให้ชีวิตของเราสะดวกสบายมากขึ้น ยอดผู้ใช้งานก็เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนสามารถสร้างกำไรให้กับธุรกิจได้นั่นเอง

องค์ประกอบที่ 3 : Data & Analytics

ถือเป็นหัวใจของการทำการตลาด เช่นเดียวกันกับ Growth Hacking สำหรับเรื่องของการวัดผลและวิเคราะห์ข้อมูล โดย Growth Hacking จะวิเคราะห์ข้อมูลทุกอย่างที่เกิดขึ้น เพื่อนำมาพัฒนาและแนวทางของการทำการตลาดต่อไป

Growth Hacking จะมีการเก็บข้อมูลในทุก Stage ของ Loop เพื่อทำการวิเคาะห์อย่างละเอียดใน Stage นั้นๆ มีข้อผิดพลาดอย่างไรบ้าง เช่น Facebook Page ของธุรกิจคุณยอดผู้ติดตามอยู่ 50,000 คน แต่มียอด Engagement แค่ 500 คน จากตรงนี้เราจะพอเห็นแล้วว่ายอด Engagement ค่อนข้างน้อย อาจเป็นเพราะ Content ที่ทำยังไม่ถูกใจกลุ่มเป้าหมายหรือเปล่า

ซึ่งจากการเก็บข้อมูลที่ได้ จะทำให้คุณพบปัญหาที่แท้จริงของธุรกิจและทำการแก้ไขได้อย่างรวดเร็วและถูกจุดมากขึ้นนั่นเอง

องค์ประกอบที่ 4 : Technology & Automation 

เพราะ Growth Hacking คือการทำให้ธุรกิจเติบโตได้อย่างรวดเร็วที่สุด เราจึงจำเป็นต้องใช้เครื่องมือจำพวก Marketing Automation เข้าช่วย เพื่อร่นระยะเวลาของงานที่ต้องทำซ้ำๆ  ลดแรงงานคน และทำให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ผมขอยกตัวอย่าง Zapier ที่เป็น Automation Tools ที่ถูกออกแบบมาเพื่อร่นระยะเวลาในการทำงานโดยเฉพาะ ซึ่งหน้าที่ของมันจะเป็นเหมือนการ Connect ระหว่างโปรแกรมหนึ่งไปสู่โปรแกรมหนึ่ง เช่น เวลาที่มีลูกค้ามากรอก Leads ใน Lead Form ของคุณ โดยปกติแล้วคุณจะต้องเสียเวลามานั่งเอาข้อมูลเหล่านั้นไปใส่ใน Google Sheet หรือ Excel ใช่ไหมครับ

แต่ถ้าใช้ Zapier จะสามารถดูดข้อมูลเหล่านั้นมาลงใน Google Sheet หรือ Excel ได้ทันทีเมื่อลูกค้ากรอกข้อมูลมา ทำให้คุณประหยัดเวลาในการทำงาน แถมงานที่ได้ก็เป็นงานที่มีประสิทธิภาพสูงกว่าใช้คนจริงๆ ทำอีกด้วย

ภาพจาก QuestionPro


Growth Process ฟันเฟืองสำคัญที่อยู่เบื้องหลังการเติบโตแบบ Growth Hacking

เบื้องหลังการทำ Growth Hacking มีองค์ประกอบที่สำคัญซ่อนอยู่ ที่เปรียบเสมือนฟันเฟืองที่จะทำให้การทำ Growth Hacking ของคุณประสบความสำเร็จได้ สิ่งนั้นเราเรียกมันว่า “Growth Process”

ภาพจาก cxl

ถ้าให้อธิบายกระบวนการ Growth Process ก็เปรียบเหมือนการระดมความคิดของคนในทีมทุกคน ไม่ว่าจะตำแหน่งใดก็ตาม ให้ช่วยกันสร้างการเติบโตให้ธุรกิจ โดยขั้นตอนจะเริ่มต้นจาก 

  • การประชุมทีม (Growth Session) โดยคุณอาจจะให้เป้าหมายที่เป็น Growth Rate ของธุรกิจคุณไป (เช่นต้องการให้บริษัทมียอดคนสมัครสมาชิก มากกว่า 1,000 คนในเดือนหน้า) เพื่อให้ทุกคนในทีมระดมสมอง หาวิธีการที่จะทำให้ไปถึงเป้าหมาย โดยคุณอาจลองเรียกพนักงานมาประชุมกัน แล้วกำหนดให้พนักงาน 1 คนหาไอเดียมา 3 ไอเดีย เพื่อหาสิ่งที่เป็นไปได้     
  • เมื่อทุกคนลิสต์ไอเดียออกมาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว หัวหน้าทีมหรือผู้ที่มีอำนาจในการตัดสินใจ จะเป็นผู้เลือกไอเดียนั้น โดยใช้คะแนนหลักการตัดสินใจ 3 อย่างนั่นก็คือ ICE Score (คะแนนเต็ม10)

I = Impact (สิ่งที่คิดนั้นจะส่งผลกระทบต่อธุรกิจแค่ไหน)

C = Confidence (มั่นใจแค่ไหนว่าสิ่งที่คิดจะเป็นไปตามแผน)

E = Ease (ความยาก-ง่าย ขอสิ่งที่เราคิด)

  • หัวหน้าทีม หรือ Growth Leader จะเริ่มนำไอเดียที่คิดว่าสามารถปฏิบัติได้จริง หรือมีแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นมาเริ่มทำการขยายรายละเอียด (โดยไม่อิงจากคะแนน ICE ที่ได้) ว่าคนในทีมต้องทำอย่างไรต่อไป (เป็นเหมือนการเริ่มแจกงาน)
  • จากนั้นก็จะเข้าสู่กระบวนการในการสร้างสรรค์แคมเปญนั้น ซึ่งทีมก็จะต้องคอยทำทุกอย่าง ที่ได้รับมอบหมาย ที่จะทำให้ Project นั้นเกิดขึ้นและประสบความสำเร็จได้จริง โดยใช้เวลาให้ได้น้อยที่สุด
  • เมื่อ Project เริ่มใกล้เสร็จให้ลองทำการ Test หรือทดสอบกับกลุ่มเป้าหมายเล็กๆ ดูก่อนว่าเกิดปัญหาอะไรหรือเปล่า (ในกรณีที่มีปัญหาหรือเกิดข้อผิดพลาดจะสามารถแก้ไขได้ก่อนเริ่มจริง)
  • บันทึกผลและวิเคราะห์ผลงานที่ได้รับ ดูว่าเกิดข้อผิดพลาดตรงไหน ประสบความสำเร็จมากน้อยเพียงใด แล้วนำผลลัพธ์ที่ได้ไปปรับใช้กับ Project หน้าต่อไป [ซึ่งส่วนใหญ่จะ Fail แต่คุณก็จะได้รับรู้อะไรบางอย่าง ที่จะพาไปสู่ Success ได้]

(แอบกระซิบว่าทีม The Growth Master ก็ใช้เทคนิคดังกล่าวในการสร้างการเติบโตให้องค์กรเหมือนกัน)

TIPS : การจะเริ่มทำ Growth Process สำคัญที่สุดคือ “ทีม”  ทีมต้องมีความพร้อมที่จะรับมือกับ Project นั้นและต้องทำให้สำเร็จภายในระยะเวลาไม่นาน ยังไงก็ตามก่อนจะเริ่มลงมือ ต้องดูความพร้อมของทีมก่อนเสมอครับ

Growth Tactics เทคนิคที่จะทำให้ธุรกิจของคุณเติบโตอย่างรวดเร็ว

Growth Tactics คือเทคนิคหรือวิธีเพื่อทำให้เกิดการเติบโตให้แก่ธุรกิจ โดยต้องเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายอย่างรวดเร็ว และต้องสามารถเปลี่ยนจากกลุ่มเป้าหมายเป็นลูกค้า , สาวก ของสินค้าเราได้ด้วย 

โดยอันดับแรกสิ่งที่คุณจำเป็นต้องรู้จักก่อนนั่นก็คือ AARRR Funnel (หรือเรียกว่า Growth Hacking Funnel) ซึ่งถือเป็น Funnel สำคัญของการทำ Growth Hacking ที่จะทำให้คุณได้รู้ถึง Customer Journey อย่างชัดเจนมากขึ้น

ภาพจาก growthmedia

สำหรับ Growth Funnel คุณจะสังเกตได้เลยว่าในการทำ Digital Marketing ทั่วไปเราจะสนใจแค่เพียง 2 Stage แรกนั่นก็คือ Acquision (การทำให้ลูกค้ารู้จัก) , Activation (การสร้างประสบการณ์ให้ลูกค้า) 

ส่วน Growth Hacker นอกจากต้องอาศัยความรู้ใน 2 Stage แรกที่กล่าวไปแล้วนั่นยังต้องเข้าใจอีก 3 Stage ต่อมาด้วยนั่นก็คือ Retention (การกระตุ้นให้ลูกค้ากลับมาใช้ซ้ำ) , Revenue (การสร้างรายได้ให้ธุรกิจ) , Referal (การให้ลูกค้าชักชวนเพื่อน , คนรู้จักให้กลายมาเป็นลูกค้าของเรา)

แต่ถ้าพูดถึงในปัจจุบัน AARRR Funnel อาจใช้ไม่ได้ผลกับการทำ Growth Hacking แล้ว..

เพราะในปัจจุบัน (ปี 2020) Framework ของการทำ Growth Hacking (หรือแม้แต่ Growth Marketing เอง) ก็ได้ถูกเปลี่ยนไปตามกาลเวลา โดย Framework ที่เข้ามาแทนที่นั้นมีชื่อว่า "Growth Loop" ซึ่งจะเป็น Framework ที่อยู่ในรูปแบบของ Loop ซึ่งจะแตกต่างจาก Funnel ตรงที่แม้ Funnel จะมีกระบวนการที่ดีเพียงใด แต่มาถึง Stage สุดท้ายลูกค้าก็จะหายไป (เหมือนเราเทน้ำลงกรวย) แต่ถ้าเปลี่ยนเป็น Loop เท่ากับเมื่อมาถึง Stage สุดท้าย ก็จะวนกลับมา Stage แรกใหม่เสมอ เป็น Loop ที่ไม่มีวันจบ (ให้นึกภาพเหมือนกังหันที่หมุนได้เรื่อยๆ)

Referral Program ขั้นตอนที่ทุกคนสงสัยมากที่สุด มีตัวอย่างเป็นอย่างไร ?

ตัวอย่าง Referral Program ของ Spotify พวกเขาใช้กลยุทธ์นี้ในการเพิ่มลูกค้าโดยการให้ลูกค้าเก่า ชักชวนเพื่อหรือคนรู้จัก ให้ได้ใช้ Spotify ซึ่ง Spotify จะให้สิทธิ์ในการใช้งานแบบ Premium กับคนที่ชักชวนเพื่อนให้สมัครสมาชิกได้นั่นเอง

ภาพจาก referalcandy

หลังจากนั้นเราก็จะเริ่มมาวิเคราะห์ว่าธุรกิจของเรากำลังประสบปัญหาใน Stage ไหนอยู่ จะทำให้คุณสามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างตรงจุดและรวดเร็ว

แต่จากการสำรวจ เราจะพบว่าธุรกิจส่วนใหญ่จะพบปัญหาหลักๆ แค่ 3 อย่าง…

ซึ่งปัญหาทั้ง 3 ก็จะมีวิธีแก้ปัญหาที่ต่างกันออกไปและควรต้องศึกษาให้ดี เพราะถ้าคุณเกิดแก้ปัญหาผิดพลาดอาจจะทำให้เสียงบประมาณมากขึ้น และอาจจะไปฉุดรั้งการเติบโตของธุรกิจได้ครับ (สำหรับเทคนิคการแก้ปัญหาทั้ง 3 อย่างคุณสามารถกดเข้าไปเลือกอ่านบทความที่จะช่วยคุณแก้ปัญหาดังกล่าวจาก The Growth Master ได้เลยครับ

Growth Tools คืออะไร? ทำไมธุรกิจของเราต้องพึ่งพาเครื่องมือในการเติบโต

เมื่อคุณมีความพร้อมทั้งกระบวนการ (Growth Process) และเทคนิควิธีการ (Growth Tactics) แล้วถึงตอนนี้คุณยังจำองค์ประกอบทั้ง 4 ของ Growth Hacking ในส่วนของ Technology & Automation หรือก็คือเครื่องมือ (เราจะขอเรียกมันว่า Growth Tools) ที่จะช่วยให้การทำงานของคุณง่ายขึ้น

ถามว่า Growth Tools จำเป็นกับ Growth Hacking แค่ไหน ? 

ในการจะทำ Growth Hacking ต่อให้คุณมีความพร้อมในด้านต่างๆ แล้วแต่ถ้าขาด “เครื่องมือ” ที่จะเข้ามาช่วยในการทำงานไปก็อาจจะทำให้คุณไปถึงเป้าหมายได้ช้ามากๆ แน่นอน (หรือไม่ถึงเลยก็เป็นได้)

โดยในการที่คุณจะเริ่มใช้งาน Growth Tools ก่อนจะไปเลือกเครื่องมือกัน ผมจะแบ่งเป็นขั้นตอนการทำงานออกเป็น Funnel ให้คุณดูก่อนนะครับ โดยจะมี Process ทั้งหมด 5 ขั้นตอนดังนี้

ภาพจาก tomascapponi
  1. กำหนด Stage ของบริษัท/ธุรกิจ ของคุณในปัจจุบัน (จากหัวข้อที่แล้ว)
  2. ออกแบบกลยุทธ์และการทดลองการเติบโตของบริษัท/ธุรกิจ (จากหัวข้อที่แล้ว)
  3. เลือกเครื่องมือที่เหมาะสมโดยใช้ Growth Marketing Tools Funnel
  4. เริ่มการ Run Experiments (ทดลองใช้งานเครื่องมือนั้นกับธุรกิจจริง)
  5. วิเคราะห์ผลลัพธ์ที่ได้ เพื่อดูว่าเครื่องมือตัวไหนที่เหมาะกับธุรกิจของคุณ

ซึ่งในหัวข้อนี้เราจะมาพูดถึงขั้นตอนที่ 3 ซึ่งเป็นขั้นตอนในการเลือกเครื่องมือหรือซอฟต์แวร์ ( Growth Tools) ที่จะใช้กับองค์กรของคุณ เพราะขั้นตอนนี้ถือได้ว่าเป็นขั้นตอนที่จะกำหนดว่าธุรกิจของคุณจะไปถึงเป้าหมายได้ช้าหรือเร็ว

โดยหมวดหมู่ของเครื่องมือ (Growth Tools) นั้นเราจะแบ่งแยกออกมาใน Stage ที่ธุรกิจคุณกำลังมีปัญหาอยู่ ซึ่งในแต่ละ Stage ก็จะใช้งานเครื่องมือที่ต่างกันออกไป 

ตัวอย่างเช่น ถ้าธุรกิจคุณยังอยู่ใน Stage Acquistion หรือยังไม่มีคนรู้จักมากพอ ก็อาจจะต้องใช้เครื่องมือแนว SEO , Keyword Research , Social Media Management อย่างเช่นพวก Hubspot , Moz , Ahrefs , Buffer 

ปัญหาลูกค้าไม่กลับมาซื้อซ้ำ (Stage Retention) ก็จะใช้งานเครื่องมือจำพวก Marketing Automation ที่เน้นในเรื่องยอดขาย เช่น Optimizely , Qualaroo , Zendesk เป็นต้นครับ 

ภาพจาก medium

นอกจากเครื่องมือที่เหมาะสมตามแต่ละ Stage แล้วยังมีเครื่องมือ (Growth Tools) ที่เหมาะสำหรับ Growth Hacking ในเรื่องต่างๆ อยู่อีกเช่น

  • เครื่องมือสำหรับการจัดการ “การทำงานในองค์กร” (Organization Management)

จะเป็นเครื่องมือสำหรับการดูแลภาพรวมขององค์กรทั้งหมด , การจัดการการทำงานในแต่ละวัน (Task Management)  , การจัดการเรื่องทรัพยากรบุคคล , การวัดผลขององค์กร ( KPI , OKRs) ตัวอย่างเช่น

  • ClickUp
  • Workplace By Facebook
  • Trello
  • Asana
  • Google Sheet
  • เครื่องมือสำหรับ Growth Process Management

จะเป็นเครื่องมือที่ทำให้ทีมทั้งหมด สามารถทำงานได้อย่างง่ายที่สุดและเห็นเป้าหมายเดียวกัน โดยคุณอาจจะใช้เครื่องมือ Management ที่ง่ายและฟรีอย่าง ClickUp , Google Sheet , Trello ก็ได้ 

แต่อย่างที่ผมบอกไป Growth Process คือสิ่งที่สำคัญที่สุดของ Growth Hacking ดังนั้นหากคุณกำลังจะมองหาเครื่องมือ ก็ต้องมองหาเครื่องมือที่สามารถตอบโจทย์การทำงานแบบ Growth Hacking ได้อย่างครบสูตร 

ผมเลยขอแนะนำเป็นตัว Endlessloop ที่เป็นเครื่องมือที่ถูกออกแบบมาเพื่อกระบวนการ Growth Process โดยเฉพาะ (พวกเราใช้เครื่องมือนี้อยู่ด้วย)

สุดท้ายไม่ว่าคุณจะเลือกเครื่องมือตัวไหน อยู่ใน Stage อะไร  “การทดลองใช้จริง” ก็ยังถือเป็นสิ่งสำคัญต่อการเลือกใช้งาน Growth Tools อยู่ดีครับ เพราะคุณไม่สามารถตัดสินได้เองหรอกว่า “เครื่องมือไหนที่ใช้แล้วดีกับองค์กร ถ้าคุณยังไม่ได้ลองใช้มันจริงๆ”

อยากเริ่มนำศาสตร์ Growth Hacking มาปรับใช้กับองค์กรต้องเริ่มอย่างไร ?

จากที่อธิบายมาทั้งหมดคุณน่าจะพอทราบแล้วว่า Growth Hacking แตกต่างจากการทำการตลาดแบบทั่วไปอย่างไร  ซึ่งต้องยอมรับจริงๆ ว่า Growth Hacking จะกลายเป็นกลยุทธ์ใหม่ที่น่าจับตาในอนาคต เพราะทำให้คุณถึงเป้าหมายได้อย่างรวดเร็ว ยั่งยืนและประหยัดงบประมาณกว่า

แต่สำหรับใครที่ต้องการใช้ศาสตร์ Growth Hacking กับองค์กรตนเอง แต่ไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไร โชคดีที่ทุกวันนี้มีสิ่งที่เรียกว่า Growth Agency หรือเอเจนซี่เพื่อการเติบโต ที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อช่วยธุรกิจที่กำลังต้องการเติบโตโดยใช้ศาสตร์ Growth Hacking ในการทำงาน

ซึ่งข้อดีของ Growth Agency คือคุณไม่จำเป็นที่จะต้องไปมองหาทีม (Growth Hacker) เพิ่มให้เปลืองงบประมาณเลย หรือไม่จำเป็นที่จะต้องมาควบคุมงานเองในทุกระบบ เพราะทาง Growth Agency จะเป็นผู้จัดการให้คุณทั้งหมด

เพราะโลกของการทำธุรกิจเติบโตตลอดเวลา ไม่มีที่ว่างสำหรับธุรกิจไม่ปรับตัว จะเป็นผู้นำหรือผู้ตาม คุณเป็นคนกำหนดเองครับ
Source : growwithward , soshace , neilpatel , wjames , medium


ไม่พลาดทุกข้อมูลที่ช่วยให้ธุรกิจคุณเติบโตได้เร็วยิ่งขึ้น

ติดตามได้หลากหลายช่องทางที่คุณสะดวก ไม่ว่าจะเป็น e-mail, line หรือ youtube
Subscribe