My Account

Stage 3 : Not Enough Sell & Users

CRO Guide : รวมเทคนิคการทำ CRO ให้ธุรกิจออนไลน์ของคุณได้ลูกค้ามากขึ้น (แบบที่คุณทำได้ทันที)

CRO Guide : รวมเทคนิคการทำ CRO ให้ธุรกิจออนไลน์ของคุณได้ลูกค้ามากขึ้น (แบบที่คุณทำได้ทันที)
Light
Dark
PEA TANACHOTE

อดีตนักร้อง ที่ผันตัวมาเขียนคอนเทนต์ เชียร์ลิเวอร์พูล ชอบดู We Bare Bears นักเขียนคอนเทนต์ที่ใครๆ ก็ต้องการตัว (โดยเฉพาะตำรวจ)

นักเขียน
PEA TANACHOTE
PEA TANACHOTE

อดีตนักร้อง ที่ผันตัวมาเขียนคอนเทนต์ เชียร์ลิเวอร์พูล ชอบดู We Bare Bears นักเขียนคอนเทนต์ที่ใครๆ ก็ต้องการตัว (โดยเฉพาะตำรวจ)

นักเขียน

เลือกอ่านตามหัวข้อ

ในการทำแคมเปญธุรกิจผ่านทางช่องทางออนไลน์ไม่ว่าจะเป็นเว็บไซต์หรือ Social Media “การวัดผล” ถือเป็นสิ่งสำคัญที่จะเป็นตัวชี้วัดว่า แคมเปญของคุณในครั้งนั้น ประสบความสำเร็จมากน้อยเพียงใด 

ซึ่งผมเชื่อว่าในการวัดผลนั้น นักการตลาดจะมีสิ่งที่ต้องการอยู่ไม่กี่อย่างหนึ่งในนั้นคงหนีไม่พ้นสิ่งที่เรียกว่า “Conversion Rate” หรือจำนวนที่แสดงว่ามีลูกค้าเข้ามาทำการโต้ตอบกับธุรกิจคุณมากน้อยเพียงใด ไม่ว่าจะเป็นการซื้อสินค้า, ลงชื่อสมัครเป็นสมาชิกรับข่าวสาร , ดาวน์โหลดแอปพลิเคชั่น 

แต่ปัญหาก็คือในบางครั้งยอด Conversion ที่คุณต้องการกลับไม่อยู่ในเกณฑ์หรือจำนวนที่คุณพอใจ และแน่นอนครับว่า มันย่อมไม่ใช่ผลดีต่อการทำธุรกิจของคุณแน่นอน

นักการตลาดจึงได้หาเทคนิคในการแก้ไขปัญหาในส่วนนี้ขึ้นมา ซึ่งเราเรียกมันว่า Conversion Rate Optimization หรือที่เรารู้จักในชื่อย่อว่า CRO ซึ่งเป็นวิธีปรับองค์ประกอบต่างๆ ในการทำการตลาดให้สามารถเพิ่มค่า Conversion Rate ได้

โดยในบทความนี้เราจะขอพาทุกท่านมาศึกษาถึงศาสตร์ของคำว่า CRO กันให้มากขึ้นกว่าเดิม และแชร์เทคนิคในการทำ CRO ให้ธุรกิจออนไลน์ของคุณได้ลูกค้าเพิ่มขึ้นและสร้างการเติบโตได้มากขึ้น แต่จะมีรายละเอียดอย่างไรบ้างนั้น ไปติดตามกันได้เลยครับ

ไม่พลาดทุกข้อมูลที่ช่วยให้ธุรกิจคุณเติบโตได้เร็วยิ่งขึ้น

ติดตามได้หลากหลายช่องทางที่คุณสะดวก ไม่ว่าจะเป็น e-mail, line หรือ youtube
Subscribe

CRO คืออะไร ? ถึงเวลาทำความรู้จักเบื้องหลังของเทคนิคนี้อย่างละเอียด

CRO ย่อมาจาก Conversion Rate Optimization เป็นเทคนิคในการเพิ่มยอด Conversion Rate ให้กับธุรกิจ (เพิ่มคนคลิกซื้อ , เพิ่มคนสมัครสมาชิก) โดยอาศัยกลวิธีต่างๆ เช่นปรับแต่งหน้าเว็บไซต์ ปรับแต่งองค์ประกอบต่างๆ ของการทำแคมเปญนั้นๆ จะสามารถเลี่ยนจากคนแปลกหน้าเป็นลูกค้าให้กับธุรกิจคุณได้ในท้ายที่สุด

ซึ่งก่อนที่เราจะไปลงรายละเอียดกันเยอะกว่านั้น ผมจะขอทบทวนความรู้ให้แก่ผู้อ่านทุกท่านก่อนนะครับ อันดับแรกเราต้องมารู้จักองค์ประกอบแรกกันก่อน นั่นก็คือ “Conversion”

Conversion สำหรับธุรกิจออนไลน์คืออะไร ?

ภาพจาก doofinder

คำว่า Conversion ผมเชื่อว่านักการตลาดหลายๆ ท่านอาจจะรู้จักหรือทราบกันดีอยู่แล้ว แต่สำหรับใครที่เป็นมือใหม่ทางด้านการตลาด อธิบายแบบรวดเร็วที่สุด Conversion ก็คือสิ่งที่คุณต้องการให้ลูกค้าดำเนินการกับธุรกิจของคุณ

เช่น ถ้าธุรกิจคุณเป็นธุรกิจขายเครื่องฟอกอากาศผ่านทางเว็บไซต์ Conversion ของธุรกิจคุณก็คือจำนวนที่มีคนสั่งกดปุ่มสั่งซื้อนั่นเอง 

นอกจากนั้นยังรวมถึงการดำเนินกิจกรรมอื่นๆ ที่คุณต้องการจากลูกค้าเช่น 

  • กดปุ่มสั่งซื้อ , สั่งจอง ฯลฯ
  • กรอกข้อมูลส่วนตัว อีเมล์/เบอร์โทร เพื่อสมัครสมาชิก หรือเพื่อให้ทางคุณติดต่อกลับไป (Leads)
  • กดดาวน์โหลด Products จากธุรกิจคุณเช่น แอปพลิเคชั่น /E-Book ฯลฯ
  • หรือกระทำการอื่นๆ ที่คุณต้องการให้ลูกค้าดำเนินการบนเว็บไซต์ของคุณ

แล้ว Conversion Rate คืออะไร ? 

Conversion Rate ก็คือค่าของ Conversion เมื่อนำมาคำนวณกับจำนวนผู้เข้าชมทั้งหมด แล้วนำมาตีเป็นเปอร์เซ็นต์ หากใครที่ยังไม่เข้าใจลองดูภาพสูตรการคำนวณด้านล่างนี้ได้เลยครับ

ภาพจาก backlinko

ซึ่งวิธีการคำนวณ Conversion Rate นั้นให้คุณเอาจำนวน Number of Visitor (หรือก็คือจำนวนผู้เข้าชมเว็บไซต์ทั้งหมด) เป็นตัวตั้งแล้วให้เอา Conversion ที่คุณได้มาทำการหาร แล้วนำผลลัพธ์ที่ได้มา x100

เช่นในเดือนตุลาคม เว็บไซต์ของคุณมีผู้เข้าชมในเดือนนั้น 2000 คน มีลูกค้าที่เข้ามาสร้าง Conversion 200 คน นำมาหารกัน (200÷2000 = 0.1) จากนั้นให้นำ 0.1x100 = 10% แสดงว่า 10% คือยอด Conversion Rate ของธุรกิจคุณในเดือนนั้นนั่นเอง

ซึ่งการทำ CRO ก็เปรียบเสมือนการ Optimization หรือการปรับแต่งองค์ประกอบให้ธุรกิจของคุณได้ Conversion Rate เพิ่มขึ้นนั่นเอง (จงจำไว้ว่าถ้า Visitor ที่เข้าเว็บไซต์เยอะ Conversion ควรต้องเยอะตามด้วย)

โดยอาศัยเทคนิคจากหลายองค์ประกอบเข้ามาช่วย เช่นการใช้งานการยิงโฆษณาที่เพิ่มขึ้น , การทำ SEO เพื่อให้เว็บไซต์ถูกค้นหาเจอได้โดยง่าย ไปจนถึงการปรับแต่งหน้าเว็บไซต์ให้เอื้อต่อการสร้าง Conversion ของกลุ่มเป้าหมายมากขึ้นนั่นเอง

ทำไมการทำ Conversion Rate Optimization ถึงสำคัญต่อการทำธุรกิจของคุณ ?

ภาพจาก Lynda

แน่นอนครับว่าการทำ Conversion Rate Optimization หรือ CRO นั้นจุดประสงค์หลักที่วิธีนี้จะเข้ามาช่วยก็คือ การเพิ่มอัตราของ Conversion Rate ให้กับธุรกิจของคุณและทำให้ธุรกิจของคุณสามารถสร้างรายได้และสร้างการเติบโตของธุรกิจได้ในในอนาคต

แต่ถ้าพูดถึงความสำคัญของ Conversion Rate Optimization ที่จะส่งผลต่อธุรกิจของคุณ จริงๆ แล้ว CRO ไม่ได้ให้ประโยชน์แค่การเพิ่ม Conversion Rate อย่างเดียวหรอกนะครับ เพราะการทำ CRO ยังสามารถสร้างประโยชน์ให้แก่ธุรกิจคุณได้อีกหลายอย่าง ดังนี้ครับ

  • เพิ่มคุณค่าและประสบการณ์ที่ดีให้ผู้เข้าชม (Visitor)
 “CRO is simply a must-have. CRO is the most important marketing activity because it makes every visitor exponentially more valuable.” Rand Fishkin, ผู้ก่อตั้ง Moz

ในการทำ CRO ถ้าคุณเริ่มมีการปรับปรุงหน้าเว็บไซต์หรือ Landing Page ให้มีการดีไซน์เอื้อต่อการสร้าง Conversion , มีการทำ SEO ที่ดีค้นหาเจอง่าย , มีการทำโฆษณาถูกกลุ่มเป้าหมาย นั่นเท่ากับว่าคุณมีการใส่ใจในเรื่องของ Customer Experience ซึ่งถือเป็นเรื่องสำคัญในการทำ CRO เลยครับ

เพราะเมื่อคุณมีเว็บไซต์ที่สวยงาม ชัดเจน มีการทำ SEO เป็นที่ถูกใจของเหล่ากลุ่มเป้าหมายแสดงว่าคุณก็ครองใจกลุ่มเป้าหมายไปได้ครึ่งหนึ่งแล้ว 

ลองคิดภาพตาม หากกำลังอยากกินกาแฟสักร้าน คุณจะเลือกร้านไหน ระหว่างร้านA ที่ตกแต่งสวยงาม ทันสมัย น่านั่ง มีป้ายบอกราคาชัดเจน กับอีกร้านB ที่ดูรก เก่า ไม่มีป้ายบอกราคาอะไรเลย ผมเชื่อว่าเกือบทั้งหมดน่าจะเทใจไปให้ร้าน A ตั้งแต่แรกเห็น

ภาพจาก ordorite software

เช่นเดียวกันเมื่อกลุ่มเป้าหมายได้รับคุณค่าที่คุณต้องการจะสื่อ โอกาสที่จะแปรเปลี่ยนพวกเขาเป็นลูกค้า มันก็สามารถทำได้ง่ายขึ้น และพวกเขาจะเป็นลูกค้าที่ภักดีกับธุรกิจคุณในระยะยาวแน่นอน 

นอกจากนั้นมันยังทำให้คุณเข้าใจพฤติกรรมของกลุ่มเป้าหมายและสามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าของคุณได้มากขึ้นอีกด้วย 

  • เพิ่มผลกำไรให้ธุรกิจ

ด้วยความที่ CRO เป็นเทคนิคที่มุ่งหวังในการเปลี่ยน “คนแปลกหน้า” ให้กลายเป็นลูกค้าของธุรกิจคุณให้ได้มากที่สุด ซึ่งแน่นอนว่าเมื่อลูกค้ามากขึ้น “กำไร”หรือผลตอบแทนที่คุณจะได้รับก็ย่อมเพิ่มขึ้นเช่นกัน

หากเป็นการแก้ปัญหา Conversion Rate แบบปกติคุณอาจจะลองใช้การทำโฆษณาที่หนักขึ้น เพื่อเพิ่มยอด Traffic ให้กับเว็บไซต์ (ได้ Visitor เพิ่มขึ้น) แต่ก็ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการโฆษณาเพิ่มขึ้นเช่นกัน

แต่สำหรับเทคนิค CRO ที่จะอาศัยการปรับแต่งหน้าเว็บไซต์และองค์ประกอบในเว็บไซต์เป็นหลัก ซึ่งเราจะเปลี่ยน Visitor เดิมๆ เหล่านั้นให้กลายมาเป็นลูกค้าได้มากขึ้น โดยงบที่คุณใช้ในการยิงโฆษณาก็ยังคงที่เท่าเดิม แต่ได้ยอด Conversion ที่เพิ่มขึ้น 

ภาพจาก conversionfanatics

ซึ่งแน่นอนว่าผลกำไร ที่ธุรกิจจะได้รับก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน สังเกตได้เลยว่า แค่การปรับองค์ประกอบเล็กๆ น้อยๆ บนเว็บไซต์มันคุ้มค่ากว่าการผลาญเงินไปกับการยิงโฆษณาเพื่อจะเอาแต่ Traffic เป็นไหนๆ เลยครับ

  • Google จะรักเว็บไซต์ของคุณและเพิ่มโอกาสที่คุณจะได้ลูกค้ามากขึ้น

เมื่อคุณได้ลองทำ CRO ให้กับเว็บไซต์ของธุรกิจคุณแล้วนั้น สิ่งที่คุณจะได้รับแน่นอนว่าก็ต้องเป็นยอด Conversion ที่เพิ่มขึ้น กำไร , ลูกค้าเพิ่มขึ้น แต่สิ่งที่คุณจะได้รับมากกว่านั้นคือ อันดับในหน้า SERP ของ Google ที่จะเพิ่มขึ้น !! 

หลายคนอาจจะสงสัยว่า อ่าวทำไมอันดับใน Google ของเว็บไซต์ถึงได้เพิ่มขึ้นด้วย ก็เพราะว่าเมื่อกลุ่มเป้าหมายเข้าสู่เว็บไซต์ธุรกิจคุณ เกิดประสบการณ์ที่ดี สนใจในสินค้า/บริการ จนเกิดการสร้าง Conversion หรือมีการคลิกเข้าไปเยี่ยมชม Page อื่นๆ ในเว็บไซต์ นั่นเลยทำให้อัตรา Bounce Rate ต่ำลง (ต่ำลง=ดี) 

เมื่อ Bounce Rate ต่ำลง Google ก็จะพิจารณาเว็บไซต์ของคุณเป็น “เว็บไซต์คุณภาพ” ส่งผลให้เว็บไซต์ของคุณได้อันดับจาก Google ที่ดีใน Keyword นั้นๆ ซึ่งทำให้โอกาสที่กลุ่มเป้าหมายคนอื่นๆ จะค้นหาเว็บไซต์คุณเจอได้ง่ายขึ้นนั่นเอง 

รวมไปถึงปัจจัยในการ Optimize อื่นๆ ที่จะทำให้ได้ Google Ranking ดีขึ้นด้วยนะครับ เช่นเรื่อง Meta Tags ของเว็บไซต์ , Responsive Design , Site Structure ต่างๆ

ภาพจาก Medium

  • นำหน้าคู่แข่งในตลาด

และประโยชน์อย่างสุดท้ายที่เราจะพูดถึงกัน และเป็นสิ่งที่หลายธุรกิจต้องการในการทำ CRO นั่นก็คือการนำหน้าคู่แข่งในตลาด 

เมื่อมีจำนวน Visitor หรือ Conversion Rate ที่เพิ่มขึ้นนั่นแสดงว่าธุรกิจของคุณกำลังเริ่มจับทางถูกและไปได้สวย ซึ่งถ้าคุณมีการหมั่นทำ CRO อยู่บ่อยๆ มีการทดสอบและพัฒนาการทำการตลาดหาสิ่งที่ลูกค้าชอบอยู่เสมอ พอมารู้ตัวอีกที ธุรกิจของคุณอาจจะนำหน้าคู่แข่งของคุณไปไกลลิบแล้วก็ได้

เพราะคุณต้องอย่าลืมว่าในโลกของการทำธุรกิจยิ่งอยู่ในยุคปัจจุบัน มันไม่มีคำว่า “อยู่ที่เดิม” หรอกครับ มีแต่ถอยหลังกับก้าวไปข้างหน้า ทั้งนี้ก็อยู่ที่คุณกำหนดเองว่าจะให้ธุรกิจเติบโตแซงคู่แข่ง หรือให้คู่แข่งแซง

แล้วธุรกิจไหนบ้างล่ะ ที่ควรจะเริ่มทำ Conversion Rate Optimization ตั้งแต่ตอนนี้ ?

ผมเคยเจอคำถามนี้บ่อยมากว่า แล้วธุรกิจไหนล่ะ ที่เหมาะกับการทำ CRO ? , จำกัดไหมว่าต้องเป็นธุรกิจประเภทไหน หัวข้อนี้ผมจะมาตอบให้หายสงสัยกันครับ 

คำตอบของผมง่ายนิดเดียวเลยครับ คือ ทุกธุรกิจที่ใช้เว็บไซต์เป็นเครื่องมือหลักในการขายหรือทำธุรกิจ เพราะ Conversion ถือเป็นคีย์สำคัญที่จะพาคุณไปสู่เป้าหมายที่ตั้งไว้ได้ การที่คุณละเลยในเรื่อง Conversion ก็เท่ากับคุณไปหยุดการเติบโตของธุรกิจด้วยตัวคุณเอง

เพราะฉะนั้นหากคุณใช้เว็บไซต์เป็นเครื่องมือหลักในการทำธุรกิจ Conversion นี่แหละครับ ที่จะเป็นสิ่งที่ทำให้คุณได้ “กำไร” และพาธุรกิจเติบโต

ขั้นตอนการทำ Conversion Rate Optimization มีอะไรบ้าง เริ่มอย่างไร ? 

ก่อนอื่นคุณต้องทำความเข้าใจก่อนครับว่าขั้นตอนในการทำ CRO เราจะแบ่งการทำงานออกเป็น 4 Stage ด้วยกัน ซึ่งเป็นขั้นตอนพื้นฐานของการทำ CRO ได้แก่

1. Research : วิเคราะห์หาต้นตอของปัญหาให้เจอและสิ่งที่ต้องการแก้ไขให้ชัดเจน โดยในขั้นตอนของการทำ Research นี้คุณควรต้องกำหนดค่าในการวัดผลให้ชัดเจนไปเลยตั้งแต่ขั้นตอนนี้

Example : เว็บไซต์คุณกำลังมีปัญหาเรื่องของการสร้าง Conversion คุณพบแล้วว่าเว็บไซต์ของคุณมีค่า Conversion Rate ที่ต่ำและมี Bounce Rate สูง นั่นแสดงว่าลูกค้าส่วนใหญ่เข้ามาแล้วก็กดออกไป ทำให้คุณพบปัญหาแล้วว่า ในส่วนบนของเว็บไซต์ทั้ง Banner และ CTA ยังไม่ดึงดูด User มากพอ

2. Hypothesis : การตั้งสมมติฐาน หาวิธีการแก้ไขปัญหาจากขั้นตอนที่ 1 ที่เป็นไปได้มากที่สุดเพื่อทำการทดสอบ

Example : ตั้งสมมติฐานว่า จะมีการดีไซน์ส่วนบนของเว็บไซต์ใหม่ ออกแบบ Banner ให้ดึงดูดและใส่ปุ่ม CTA ในเว็บไซต์เพิ่ม 3 จุด อันแรกอยู่ใน Banner , อันที่สองอยู่ด้านบนสุดเป็น Sticky ไว้เลย และอันที่ 3 อยู่ล่างสุด เพื่อเก็บคนที่เลื่อนอ่านคอนเทนต์จนถึงส่วนล่างสุดของเว็บไซต์ แล้วนำมาเปรียบเทียบว่า CTA ส่วนไหน ดึงลูกค้าได้มากกว่ากัน

3. Testing : การเริ่มทดสอบจริง (เริ่มการทำ CRO) โดยในขั้นตอนนี้ผมขอแนะนำให้คุณใช้งานสิ่งที่เรียกว่า A/B Testing ที่เป็นการทดสอบแบบเปรียบเทียบ Elements ต่างๆ ในเว็บไซต์เลย เพื่อคุณจะได้เห็นว่าองค์ประกอบไหนสามารถดึงดูดลูกค้าได้มากกว่ากัน

Example : เริ่มออกแบบหน้าเว็บไซต์ใหม่ แบบ A/B Testing (ผ่าน Software ช่วย) โดยมีการเปลี่ยน Banner 3 แบบ และ CTA ให้อยู่ 3 ตำแหน่งที่บอกไป แล้วจากนั้นก็เริ่มทำการทดสอบว่า ฺBanner และ CTA ตำแหน่งไหนที่มีลูกค้ากดเข้ามาสร้าง Conversion มากที่สุดโดย 3 ตำแหน่งจะมีสีและข้อความที่แตกต่างกันออกไปด้วย ใช้เวลาในการทดสอบ 2 สัปดาห์เพื่อหาผลลัพธ์

4. Analyze : เป็นขั้นตอนสุดท้ายในการทำ CRO นั่นก็คือการวิเคราะห์ประสิทธิภาพของการทดลอง ว่าการทดลองในครั้งนั้นประสบความสำเร็จมากน้อยเพียงใด ค่าต่างๆ ที่ได้รับเป็นไปตามที่คุณต้องการไหม ถ้าเป็นไปตามที่ต้องการให้เลือกเอาแบบที่ชนะ มาใช้งานจริง ถ้าไม่ใช่ ก็ต้องกลับไปที่ Stage ที่1 ใหม่ (วนเป็นลูป)

Example : หลังจากได้ผลลัพธ์มา (เช็คจากระบบหลังบ้านของ Software ที่คุณใช้ทำการทดสอบ) พบว่า CTA ที่ติดไว้ตรง Banner สร้าง Coversion ดีที่สุด คุณก็นำเอา CTA ไปติดตั้งไว้ตรง Banner บนเว็บไซต์คุณจริงๆ ได้เลย

ภาพจาก yoast

ตัวอย่างเทคนิคในการทำ CRO ที่คุณสามารถนำไปปรับใช้กับธุรกิจได้ทันทีเมื่ออ่านจบ 

1. Call To Action Optimization 

ถือเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดของการสร้าง Conversion นั่นก็คือการปรับแต่งปุ่ม Call To Action ให้ดึงดูดสายตาของผู้เข้าชมให้ได้มากที่สุด ลองคิดภาพตามนะครับว่า ถ้าลูกค้าของคุณกำลังสนใจในสินค้า/บริการของคุณ แต่พวกเขากลับหาปุ่มสั่งซื้อไม่เจอ พวกเขาจะทำอย่างไร ?

น้อยคนครับที่จะยอมเสียเวลาหาจนเจอ แต่เชื่อเถอะครับว่าส่วนมากจะปิดเว็บไซต์คุณไปทันที แล้วไปหาเว็บไซต์ใหม่ดีกว่า 

ซึ่งหน้าที่ของคุณคือการเริ่มปรับแต่งปุ่ม Call To Action ให้โดดเด่นโดยต้องเริ่มจากทำให้ปุ่ม CTA เป็นจุดสนใจทั้งสีและการใช้ภาษาที่ต้องล่อลูกค้าให้กดให้ได้ และควรจะต้องอยู่ในตำแหน่งที่หาเจอได้ง่ายเช่น บนสุด หรือตรง Banner ของเว็บไซต์ 

ภาพจาก Soundcloud

และไม่ควรให้ปุ่ม CTA มีเพียงตำแหน่งเดียวทั้งเว็บไซต์ เพราะลูกค้าแต่ละคนก็มีพฤติกรรมการใช้งานที่ไม่เหมือนกัน บางคนอาจจะเลื่อนลงไปล่างสุด บางคนไม่ชอบเลื่อน (ชอบเข้ามาแล้วเจอเลย) คุณจึงต้องใส่ปุ่ม CTA ลงไปในตำแหน่งที่ลูกค้าให้ความสนใจมากที่สุด (ส่วนตรงนี้ผมแนะนำให้ลองทดสอบด้วยการใช้ Heatmap)

ซึ่งการเริ่มปรับแต่ง CTA นั้นถือเป็นวิธีที่ง่ายที่สุด และทำได้รวดเร็ว แต่อาจจะต้องลอง Research หนักหน่อย แต่รับรองได้ครับว่า Conversion Rate ของธุรกิจคุณจะดีขึ้นอย่างแน่นอน (ถ้าปรับแต่งได้อย่างถูกต้อง)

แต่สำหรับใครที่ต้องการทราบว่าปุ่ม CTA ที่ดีต้องมีคุณลักษณะอย่างไร กดเช็คดูได้ที่ บทความนี้ เลยครับ

2. Page Speed Optimization

Page Speed Optimization คือการปรับแต่งหน้าเว็บไซต์ให้โหลดได้เร็วขึ้น ถามว่ามันสำคัญอย่างไรกับการทำ CRO ผมบอกได้เลยว่า “สำคัญมาก” เพราะมันเป็นประตูด่านแรกในการสร้างประสบการณ์การใช้งานเว็บไซต์ที่ดีให้กับลูกค้า

เพราะถ้าลูกค้ากดเข้าไปยังเว็บไซต์ของคุณ เพื่อต้องการจะมาสร้าง Conversion โดยเฉพาะ แต่เว็บไซต์คุณดันโหลดช้าเป็นเต่าเดิน คุณคิดว่าพวกเขาจะรอไหมครับ ? แต่ถ้าเป็นผม ผมก็คงไม่รอ..

ภาพจาก freekb

แอบกระซิบว่าเว็บไซต์ E-Commerce รายใหญ่ๆ ของโลกเช่น Amazon , E-Bay จะให้ความสำคัญกับเรื่อง Page Speed มากๆ เพราะถ้าเว็บไซต์คุณโหลดช้านอกจากคุณจะเสียลูกค้า เสีย Conversion Rate แล้วยังเป็นเหมือนการส่งโอกาสให้กับคู่แข่งอีกด้วย (ลูกค้ากดปิดไปหาเว็บไซต์อื่น)

ซึ่งวิธีการปรับแต่งเว็บไซต์ให้โหลดได้เร็วขึ้น ก็มีหลายวิธีครับตั้งแต่วิธีง่ายๆ อย่าง การย่อส่วนรูปภาพและวิดีโอในเว็บไซต์ , การปิด PlugIn ที่ไม่จำเป็น ไปจนถึงการเทคนิคยากๆ เช่น ปรับแต่งโครงสร้างของ Coding ที่ใช้เขียนสร้างเว็บไซต์ 

ภาพจาก cloudfare

ซึ่งจากการสำรวจของ Cloudfare พบว่าเว็บไซต์ที่ใช้เวลาในการโหลดน้อยกว่า 2.4 วินาที จะสามารถเพิ่ม Conversion Rate ให้กับธุรกิจได้ถึง 1.9% ซึ่งถือว่าเป็นตัวเลขที่ดีมาก แต่กลับกับเว็บไซต์ที่ใช้เวลาในการโหลดนานเกิน 5.7 วินาที หรือมากกว่า Conversion Rate ก็จะลดลงไปอย่างน้อย 0.6% เลยครับ

โดยในส่วนของการทำ Page Speed Optimization นั้นผมเคยได้เขียนอธิบายและแนะนำวิธีการแก้ปัญหาไว้แล้วใน บทความนี้ ซึ่งคุณสามารถนำไปเทคนิคเหล่านั้นไปปรับใช้กับธุรกิจ เพื่อการสร้าง Conversion Rate ที่ดีได้เลยครับ

3. Lead Form Optimization

Lead Form Optimization คือการปรับแต่งช่องที่ใช้ในการกรอกข้อมูล (Lead Form) ให้เอื้อต่อการสร้าง Conversion ของลูกค้าให้ได้มากที่สุด เพราะ Lead Form ถือว่าเป็นส่วนสำคัญไม่แพ้ CTA เลย ยิ่งถ้าคุณเป็นธุรกิจที่ต้องการให้ลูกค้ามาทิ้งรายละเอียดหรือสมัครสมาชิก เพื่อทางฝั่งคุณจะได้ติดต่อไปเอง คุณควรต้องโฟกัสกับ Lead Form ให้มากๆ 

ตัวอย่าง Lead From ที่เอื้อต่อการสร้าง Conversion ของ Analyze

ซึ่งการปรับแต่ง Lead Form นั้นปริมาณสัดส่วนของรายละเอียดที่คุณต้องการให้ลูกค้ากรอก ต้องมีความสมดุล ไม่ขอรายละเอียดที่ยืดยาว แต่ต้องกระชับและสะดวกสบายกับลูกค้า ผมแนะนำว่าควรขอแค่ “ข้อมูลที่สำคัญในการติดต่อจริงๆ” เช่น ชื่อ อีเมล์ เบอร์โทรศัพท์ แค่นั้นพอครับ

เพราะข้อมูลปลีกย่อยอื่นๆ เมื่อคุณได้อีเมล์หรือเบอร์โทรศัพท์มาแล้ว คุณสามารถติดต่อไปภายหลังเพื่อขอรายละเอียดเหล่านั้นได้ 

ซึ่งในมุมของลูกค้า เมื่อเจอ Lead Form ที่ยืดยาวและเวิ้นเว้อ ดูเสียเวลา ทางเลือกของพวกเขามีแค่ 2 ทางครับ ทางแรกคือยอมกรอกต่อ (ซึ่งเป็นส่วนน้อย) และทางที่สอง ปิดเว็บไซต์คุณทันทีครับ คราวนี้ก็อยู่ที่คุณแล้วครับว่าจะให้ลูกค้าเลือกทางที่หนึ่ง หรือทางที่สอง

4. Site Structure Optimization 

Site Structure Optimization คือการออกแบบแผนผังหรือโครงสร้างของเว็บไซต์ให้เข้าใจง่าย สามารถส่งลูกค้าไปยังหน้าเพจที่ต้องการทำ Conversion ได้อย่างรวดเร็วที่สุด

กล่าวคือ สมมติคุณจะเข้าไปซื้อของออนไลน์ผ่านเว็บไซต์สักที่ แต่กว่าจะถึงหน้าสินค้าที่คุณต้องการซื้อ คุณต้องผ่านเว็บเพจอื่นๆ มากมายจนเสียเวลา แบบนั้นแหละครับคือการขาดการปรับแต่ง Site Structure ที่มีประสิทธิภาพ

ภาพจาก avadacommerce

หรือบางเว็บไซต์กว่าจะซื้อสินค้าได้ ก็ต้องทำการสมัครสมาชิกก่อน เรียกได้ว่าวุ่นวายจนคุณถอดใจไม่อยากซื้อสินค้านั้นแล้วแน่ๆ 

โดยทางแก้ก็คือคุณต้องทำการปรับแต่งโครงสร้างของเว็บไซต์ให้ส่งลูกค้าไปยังหน้าเพจที่จะทำ Conversion ให้ได้เร็วที่สุด (เช่น หน้าแรก > สินค้าทั้งหมด >หน้ารายละเอียดสินค้า > หน้ารายละเอียดการชำระเงิน) เพื่อไม่ให้เป็นการทำให้ลูกค้ารู้สึกเสียเวลามากเกินไปนั่นเอง

แถมการทำ Site Structure ที่ดีนอกจากจะเป็นการสร้างประสบการณ์ในการใช้งานที่ดีให้กับลูกค้าและเป็นการทำ CRO ที่มีประสิทธิภาพแล้ว ยังมีผลต่อการทำ SEO ของเว็บไซต์คุณด้วยนะครับ เพราะฉะนั้น Site Structure ก็ถือเป็นองค์ประกอบที่คุณจะละเลยไม่ได้เช่นกัน

5. A/B Testing เพื่อหาสิ่งที่ทำให้ได้ Conversion Rate มากที่สุด 

อย่างที่ผมได้กล่าวไปในหัวข้อที่แล้วครับ ในการทำ CRO เราจะต้องมีการ Testing เสมอซึ่งการทดสอบที่ดีที่สุดสำหรับการทำ CRO ก็คงหนีไม่พ้น A/B Testing 

ในการทำ A/B Testing ก็เป็นเหมือนการทดสอบสมมติฐานในการแก้ปัญหาของคุณครับ เช่น ในกรณีที่คุณมีการปรับแต่ง Lead Form ตามที่ผมบอกในข้อที่แล้ว แต่คุณยังไม่มั่นใจในตำแหน่งของ Lead Form บนเว็บไซต์ว่าจะให้อยู่ฝั่งซ้ายหรือฝั่งขวา ในกรณีนี้คุณสามารถใช้ A/B Testing ในการทดสอบได้ทันที

ภาพจาก Optinmonster

โดยการทดสอบจะทำการสุ่มรูปแบบ Lead Form ทั้ง 2 ตำแหน่งออกไปหาผู้เข้าชมเว็บไซต์ในปริมาณที่เท่ากัน ภายใต้ระยะเวลาที่คุณกำหนด (เช่น 2 สัปดาห์ , 1 เดือน) เพื่อหาตำแหน่งที่ได้ผลลัพธ์สร้าง Conversion ได้ดีที่สุด

และเมื่อคุณได้ผลลัพธ์มาแล้ว ก็นำฝั่งที่ชนะ (ได้ Conversion มากกว่า) มาปรับใช้กับเว็บไซต์จริงๆ ของคุณได้เลย หรือถ้าคุณต้องการทำการทดสอบในตำแหน่งอื่นๆ เพื่อหาองค์ประกอบที่เป็น Best For Business จริงๆ ก็ทำได้เช่นกันครับ

ซึ่งถ้าหากคุณสนใจนำการทดสอบ A/B Testing มาใช้กับการทำ CRO อาจจะต้องมีการพึ่ง Software ในการทำนะครับ เช่น VWO , Optimizely , Google Optimize โดยแต่ละ Software ก็จะมีค่าใช้จ่ายรายเดือนที่แตกต่างกันออกไป ตรงนี้ก็ขึ้นอยู่กับ Budget ของธุรกิจคุณเลยครับ

สรุปทั้งหมด

ถึงส่วนนี้หากคุณคิดว่าธุรกิจของคุณเริ่มมีปัญหากับเรื่องของ Conversion หรือ Conversion Rate การเริ่มทำ Conversion Rate Optimization น่าจะเป็นทางแก้ปัญหาที่ดีที่สุดสำหรับทุกธุรกิจที่กำลังประสบปัญหานี้อยู่

เพราะคุณต้องจำเอาไว้เสมอว่า Conversion ก็คือสิ่งที่จะแปรเปลี่ยนเป็นรายได้ เป็นผลกำไร และสามารถสร้างการเติบโตให้กับธุรกิจได้ในอนาคต หากคุณมัวแต่ไปโฟกัสผิดจุดประสงค์ นั่นเท่ากับเป็นการหยุดการเติบโตของธุรกิจด้วยตัวคุณเอง

แต่ถ้าหากคุณไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไร ผมแนะนำให้ลองปรึกษา Growth Agency หรือเอเจนซี่การตลาดเพื่อการเติบโตของธุรกิจโดยเฉพาะ ที่มีผู้เชี่ยวชาญด้าน Growth Marketing คอยให้คำแนะนำและแก้ปัญหาอย่างมืออาชีพ จะทำให้ธุรกิจของคุณสามารถเติบโตได้อย่างรวดเร็วขึ้นครับ

Source : martechadvisor , hubspot , omniconvert 


ไม่พลาดทุกข้อมูลที่ช่วยให้ธุรกิจคุณเติบโตได้เร็วยิ่งขึ้น

ติดตามได้หลากหลายช่องทางที่คุณสะดวก ไม่ว่าจะเป็น e-mail, line หรือ youtube
Subscribe