Heading

7 UX Design Hacks ออกแบบเว็บไซต์ให้ปัง เพิ่ม Conversion ให้พุ่งกระฉูด ต้อนรับปี 2022

7 UX Design Hacks ออกแบบเว็บไซต์ให้ปัง เพิ่ม Conversion ให้พุ่งกระฉูด ต้อนรับปี 2022
Light
Dark
Cartoon Tanaporn
Cartoon Tanaporn

มนุษย์เป็ดเขียนคอนเทนต์ ชอบเขียนมากกว่าพูด เสพติดการมองพระจันทร์เป็นชีวิตจิตใจ และหลงใหลในช่วงเวลา Magic Hour ของทุกวัน

นักเขียน

ตลอดปี 2021 ที่ผ่านมา เราอาจเห็นแล้วว่า การสร้างเว็บไซต์ธุรกิจหรือการทำการตลาดออนไลน์ เพื่อแย่งชิง Conversion ค่าที่ชี้วัดถึงยอดขายและรายได้ที่จะเข้ามาสู่ธุรกิจมีอัตราการแข่งขันที่สูงมาก และคงปฏิเสธไม่ได้เลยว่าในปี 2022 การแข่งขันจะเริ่มทวีความรุนแรงขึ้นอีก

แต่ธุรกิจจะทำอย่างไรให้กลุ่มลูกค้าที่เข้ามายังเว็บไซต์เกิด Action บางอย่างขึ้น หลายธุรกิจอาจคิดค้นกลยุทธ์มากมายเพื่อดึงดูดพวกเขา ทั้งออกแบบเว็บไซต์ให้สวยงาม หรือมีเอฟเฟกต์มากมาย แต่ก็ยังไม่สำเร็จอยู่ดี ซึ่งคุณอาจกำลังโฟกัสที่ผิดจุด

เพราะนอกจากความสวยงามและความทันสมัยแล้ว สิ่งที่คุณควรต้องคำนึงถึงเป็นอันดับแรก คือ User Experience (UX) หรือการออกแบบประสบการณ์ที่ดีให้กับผู้ใช้งาน ซึ่ง UX เป็นเหตุผลที่ทำให้ผู้ใช้งานใช้ตัดสินว่าจะอยู่บนเว็บไซต์ของคุณต่อไปหรือไม่ หากว่าพวกเขาได้รับประสบการณ์ที่ไม่ดีจากเว็บไซต์ ผู้ใช้ก็จะรีบกดปิดเว็บไซต์ของคุณไป

ดังนั้นคุณต้องมีการออกแบบประสบการณ์ผู้ใช้ให้ดีที่สุด ซึ่งบทความนี้เราได้รวบรวม 7 UX Design Hacks ออกแบบเว็บไซต์ให้ปัง เพิ่ม Conversion ให้พุ่งกระฉูด ต้อนรับปี 2022 มาให้คุณแล้ว ไปติดตามกันเลย

ไม่พลาดทุกข้อมูลที่ช่วยให้ธุรกิจคุณเติบโตได้เร็วยิ่งขึ้น

ติดตามได้หลากหลายช่องทางที่คุณสะดวก ไม่ว่าจะเป็น e-mail, line หรือ youtube
Subscribe

User Experience (UX) คืออะไร?

User Experience (UX) คือ การออกแบบประสบการณ์ที่ดีให้กับผู้ใช้งาน ใช้งานง่าย แบ่งหมวดหมู่ชัดเจน มีลำดับขั้นตอน ในขณะที่พวกเขาเข้ามายังเว็บไซต์ของคุณ 

ซึ่งปกติแล้ว การออกแบบ UX มักจะมาควบคู่กับการออกแบบ User Interface (UI) หรือส่วนที่เชื่อมต่อระหว่างผู้ใช้งานกับระบบ โดยจะมุ่งเน้นไปที่ทุกสิ่งที่ผู้ใช้เห็นเมื่อเข้ามายังเว็บไซต์ เช่น การวาง Layout, การจัดวางปุ่ม CTA, Visual Design, การนำทาง, หน้าเว็บเพจทั้งหมด เป็นต้น

ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบ UX หรือ UI ล้วนแล้วแต่ทำขึ้นเพื่อมอบประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้า และทำให้ลูกค้ารู้สึกดี จนสร้างผลลัพธ์ (Conversion) กับธุรกิจขึ้น

ภาพจาก thecdm

ทำไม UX ถึงมีความสำคัญกับเว็บไซต์ธุรกิจ?

คุณเคยเข้าไปยังเว็บไซต์ที่สวยแต่รูปจูบไม่หอมไหม?

เว็บไซต์ที่เรากำลังพูดถึง คือ เว็บไซต์ที่มีการออกแบบที่สวยงามมาก ๆ แต่กลับไม่สามารถมอบสิ่งที่คุณกำลังตามหา (เข้ามาบนเว็บไซต์แล้วไม่ได้อะไรกลับออกมาเลย) ทั้งตอบคำถามที่กำลังสงสัย, ข้อมูลผลิตภัณฑ์หรือบริการ, ข้อมูลติดต่อธุรกิจ แถมยังมอบประสบการณ์ที่ไม่ดี (ค่อนไปทางเลวร้ายสุด ๆ) ให้กับคุณอีกด้วย

ตัวอย่างเช่น เว็บไซต์ที่ออกแบบเส้นทางแย่ เข้าหน้านี้แล้วไม่มีปุ่มให้กดไปต่อ, หน้าเว็บโหลดช้า, ไม่มีบทความแนะนำให้อ่าน, ไม่รองรับอุปกรณ์เคลื่อนที่, หาปุ่ม CTA ไม่เจอ, มีโฆษณามากมายมาบดบัง ทำให้คอนเทนต์อ่านยาก, เว็บไซต์มีสีสันฉูดฉาดเกินไป พื้นหลังมีลายเยอะ อ่านแล้วไม่สบายตา 

หรือว่าพอเข้าไปหาคำตอบหรือสินค้าแล้ว ก็ไม่ได้สิ่งที่ต้องการออกมา เราเชื่อว่าถ้าคุณเจอแบบนี้ คุณอาจไม่รอช้าที่จะกดปิดเว็บไซต์นั้นออกไปทันทีเลยก็ได้ (แทนที่จะได้ลูกค้าเข้ามาเว็บไซต์ของเรา กลับเสียพวกเขาให้กับคู่แข่ง)

เว็บไซต์ที่เป็นแบบนี้จะส่งผลให้โอกาสที่กลุ่มเป้าหมายกำลังจะเกิด Conversion เช่น กดซื้อสินค้า, กดส่งข้อความมาสอบถามพูดคุย หรือกรอกแบบฟอร์มเพื่อเป็น Lead ให้เราติดต่อกลับไป ต้องหายวับไปในพริบตาเดียว

ภาพจาก spiralytics

ในทางกลับกัน ถ้าคุณเจอเว็บไซต์หนึ่งที่ออกแบบมาไม่ได้สวยงามมากนักหรือเต็มไปด้วยแสง, สี, ภาพเคลื่อนไหว แต่เว็บไซต์นั้นกลับมอบคำตอบที่คุณกำลังตามหา และประสบการณ์ที่ดีสุด ๆ ให้คุณ (ตรงข้ามกับเว็บไซต์แบบแรก) คุณก็อาจตกหลุมรักเว็บไซต์แบบนี้มากกว่าเว็บไซต์แรก จนเกิด Conversion บางอย่างให้กับเว็บไซต์แบบนี้ก็ได้

ตัวอย่างเช่น medium.com คือ เว็บไซต์ที่เป็นแหล่งรวมตัวของนักเขียนมืออาชีพ หรือผู้ที่มีความรู้เชี่ยวชาญด้านศาสตร์ต่าง ๆ มาเขียนถ่ายทอดประสบการณ์หรือสิ่งที่ตนเองรู้ เพื่อเผยแพร่ให้ผู้อ่านได้เข้ามาอ่าน 


ซึ่ง medium เป็นเว็บไซต์ที่มีการออกแบบค่อนข้างเน้นความเรียบง่ายในแบบ Minimalist ใช้สีขาวดำที่อ่านง่าย สบายตา, มีการแนะนำบทความที่มีความเกี่ยวข้องกัน, แบ่งหมวดหมู่เป็นอย่างดี และที่สำคัญ medium ยังขึ้นชื่อว่ามีความเป็น Mobile Friendly มาก สามารถใช้งานได้ดีทั้งหน้าจอ Desktop หรือบนสมาร์ทโฟน เหมาะกับผู้ที่ชื่นชอบในการอ่านไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็ตาม 

ภาพจาก dribbble

อย่างไรก็ตาม คุณต้องรู้ก่อนว่าเว็บไซต์ของคุณสร้างขึ้นมาเพื่ออะไร ดังเช่นในกรณีนี้ จุดประสงค์ของ medium สร้างขึ้นมาเพื่อให้คนเข้ามาเขียน-อ่านบทความ จึงคัดเฉพาะฟีเจอร์ที่จำเป็นมาใส่เท่านั้น และไม่ได้สร้างให้มีกราฟิกมากมายเพื่อความสบายตาของผู้อ่านเอง

ดังนั้นภาพรวมของเว็บไซต์ medium จึงถือว่าไม่ได้มีความสวยงามมีเอฟเฟกต์ชวนว้าวอย่างใด แต่ medium ก็มีความสวยงามแบบเรียบง่าย ที่ทำให้ผู้ใช้ค้นพบในเรื่องที่ตัวเองอยากรู้คำตอบได้ครบถ้วนจริง สำหรับเราจึงคิดว่า medium ถือเป็นเว็บไซต์ที่มีการออกแบบ UX ที่ดี สามารถมอบประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยมในการอ่านให้กับผู้ใช้งานได้อีกหนึ่งเว็บไซต์ 

นี่แหละคือความสำคัญของการออกแบบ UX ที่ดี ซึ่งธุรกิจสามารถนำแนวคิดไปปรับใช้ เพื่อทำให้ผู้ใช้ที่ตอนแรกเป็นเพียงคนแปลกหน้าของธุรกิจ เข้ามาแล้วได้รับประสบการณ์ที่ดี เข้ามาแล้วเจอสิ่งที่พวกเขาตามหา แล้วเปลี่ยนเป็นลูกค้าที่สร้าง Conversion ให้ธุรกิจเติบโตได้ในที่สุด

ภาพจาก bevirtual

User Experience (UX) ที่ดีควรต้องมอบคุณค่าอะไรบ้าง?

นอกจาก Conversion จะเป็นตัวชี้วัดที่ทำให้ธุรกิจจะเติบโตได้ แต่ Conversion จะเกิดขึ้นไม่ได้เลย หากเว็บไซต์ของคุณมอบประสบการณ์ที่ไม่ดีให้กับลูกค้า จนพวกเขาไม่อยากเข้ามาบนเว็บไซต์ ซึ่งการสร้าง UX ที่ยอดเยี่ยมและมอบคุณค่าให้กับผู้ใช้งานนั้น องค์ประกอบของเว็บไซต์ควรต้อง...

  • มีประโยชน์ (Useful) – ทุกองค์ประกอบที่คุณมาไว้บนหน้าเว็บไซต์ เช่น ปุ่ม, คอนเทนต์ ต้องเป็นประโยชน์ สามารถช่วยเหลือ และตอบคำถามในสิ่งที่ผู้ใช้กำลังตามหาอยู่ได้
  • ใช้งานได้ง่าย (Usable) – การออกแบบ Sitemap หรือ Interface ต้องเรียบง่าย ง่ายต่อการเข้าถึง และทำให้ผู้ใช้รู้สึกไม่ซับซ้อน
  • เป็นที่น่าพอใจ (Desirable) – รูปภาพและองค์ประกอบอื่น ๆ สามารถใช้กระตุ้นอารมณ์ ทำให้ผู้ใช้งานรู้สึกพอใจ ชื่นชม และอยากสร้าง Conversion ให้เว็บไซต์
  • ค้นหาได้ (Findable) – ต้องออกแบบเว็บไซต์ที่สามารถนำทางให้ลูกค้าไปยังคอนเทนต์หรือส่วนต่าง ๆ ที่พวกเขาต้องการได้อย่างง่ายดาย
  • เข้าถึงได้ (Accessible) – ต้องทำให้ไม่ว่าใครก็ตามสามารถเข้าถึงคอนเทนต์และทุกองค์ประกอบบนเว็บไซต์ได้
  • น่าเชื่อถือ (Credible) – ข้อมูล, ข้อความ หรือคอนเทนต์บนเว็บไซต์ของคุณควรเป็นความจริง ไม่หลอกลวง และมีแหล่งอ้างอิงที่น่าเชื่อถือ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้ใช้งาน
ภาพจาก interaction-design

7 UX Design Hacks ออกแบบเว็บไซต์ให้ปัง เพิ่ม Conversion ให้พุ่งกระฉูด

หลังจากที่เราได้รู้ถึงความสำคัญและคุณค่าของ User Experience (UX) ที่จะช่วยให้ธุรกิจของคุณเติบโตได้อย่างไรไปแล้ว ตอนนี้ก็ถึงเวลาไปดู 7 เทคนิคเพิ่ม Conversion ให้ธุรกิจเติบโตด้วยการออกแบบเว็บไซต์ที่สร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับผู้ใช้งานกันแล้วว่าจะมีอะไรบ้าง

1. ปรับปรุง Page Speed ของเว็บไซต์ให้เร็วขึ้น

เมื่อผู้ใช้ก้าวเข้ามาสู่หน้าเว็บไซต์ของคุณ ด่านแรกที่พวกเขาต้องเจอ คือ Page Speed หรือความเร็วในการโหลดของเว็บไซต์ ซึ่งในปัจจุบันนี้นับว่าผู้ใช้น้อยคนมาก ที่สามารถอดทนรอเว็บไซต์ที่มีการโหลดนานเกิน 3 วินาที 

เพราะหากเกินกว่านั้น โอกาสที่พวกเขาจะกดปิดเว็บไซต์นั้นไปจะมีอัตราสูงมาก ซึ่งตรงกับการศึกษาจาก Radware ที่บอกว่า หากเว็บไซต์โหลดช้าเกิน 2 วินาที จะเพิ่มอัตราการละทิ้งหน้าเว็บไซต์ถึง 87% เลยทีเดียว (เราเชื่อว่าคุณเจอถ้าเจอเว็บไซต์ที่โหลดนาน คุณก็ปิดเว็บไซต์นั้นเหมือนกัน)

ดังนั้น การปรับปรุง Page Speed ให้โหลดเร็วทันใจผู้ใช้งาน จะเป็นด่านแรกของการสร้าง First Impression ที่ดีมากให้กับพวกเขา ซึ่งเป็นเหมือนจุดเริ่มต้นที่สามารถดึงให้คนยอมเข้ามาในเว็บไซต์ แล้วเปลี่ยนให้คนแปลกหน้ากลายเป็นลูกค้า หรือสร้าง Conversion ที่ธุรกิจต้องการในที่สุด (เครื่องมือแนะนำในการวัด Page Speed ของเว็บไซต์)

อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง

ภาพจาก ryte

2. โฟกัสและมุ่งไปที่เป้าหมายที่ต้องการ

อยากให้ลูกค้าเกิด Conversion อะไร คุณก็มุ่งเป้าในการสร้างหน้า Landing Page ไปเพื่อสิ่งนั้นเลย!

ถ้าคุณสร้างหน้า Landing Page มาเพื่อเป็นหน้าแนะนำผลิตภัณฑ์หรือบริการ ให้ลูกค้าไปกรอกแบบฟอร์ม ดังนั้นตัวเอกของหน้านั้นควรต้องเป็นข้อมูลของผลิตภัณฑ์หรือบริการที่ครบถ้วน สามารถตอบคำถามที่พวกเขากำลังสงสัยอยู่ได้ และที่สำคัญอีกหนึ่งตัวเอกที่คุณจะพลาดไม่ได้เลย คือ การใส่ปุ่ม CTA หรือลิงก์ นำทางให้ผู้ใช้ไปยังหน้ากรอกแบบฟอร์มให้ได้ เพื่อให้เกิด Conversion ที่คุณต้องการขึ้น

สิ่งที่คุณควรต้องทำ คือ ใส่เฉพาะรายละเอียดที่เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์หรือบริการเท่านั้น อะไรที่ไม่เกี่ยวข้องก็ไม่ควรที่จะเขียนลงไป เพราะจะได้ไม่เป็นการเบนความสนใจของลูกค้าให้หลุดลอยออกไปจากสิ่งที่เราต้องการ ควรจำกัดและนำทางให้ผู้ใช้โฟกัสไปยังสิ่งที่เขาตามหาเท่านั้น และค่อย ๆ ดึงความสนใจของพวกเขาไปยังปุ่ม CTA อย่างเป็นธรรมชาติ

ตัวอย่างเช่น การปรับใช้พื้นที่ของรายละเอียดหรือเนื้อหาเป็นสีพื้น ๆ อย่างสีขาว เพื่อให้ดวงตาของผู้ใช้อ่านแล้วรู้สึกผ่อนคลาย สบายตา จากนั้นจึงค่อย ๆ ดึงพวกเขาให้เกิดการกระทำบางอย่าง โดยใช้ปุ่ม CTA ที่เป็นสีเด่นชัด หรือใช้รูปภาพที่มีสีสันชัดเจน เพื่อดึงดูดความสนใจไปยังที่ที่คุณต้องการ และทำให้พวกเขาเกิด Conversion ขึ้นในที่สุด

3. มีช่องทางการติดต่อที่ชัดเจนบนเว็บไซต์

เมื่อผู้คนเข้ามาเยี่ยมชมเว็บไซต์ของคุณแล้ว สิ่งที่พวกเขามักจะตามหาบ่อยครั้ง คือ ช่องทางการติดต่อ อย่างปุ่ม ‘ติดต่อเรา’ หรือ ‘Contact Us’ เพราะการมีปุ่มหรือลิงก์ที่ชัดเจนจะสามารถสร้าง Conversion ในรูปแบบของ Lead ได้ 

ซึ่งปุ่มหรือลิงก์นี้จะเป็นสิ่งที่นำทางพวกเขาไปยังช่องทางการติดต่อ หรือแบบฟอร์มของธุรกิจ ที่ทำให้พวกเขารู้สึกอุ่นใจว่า เว็บไซต์ของคุณยังมีการประกอบธุรกิจอยู่ ยังเปิดรับลูกค้าอยู่ตลอด 24 ชั่วโมง และพวกเขาจะได้รับการติดต่อกลับไปแน่ ๆ (ภายในเวลาที่กำหนด) ซึ่งจะช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับธุรกิจคุณเองอีกด้วย

ภาพจาก impactplus

ลองนึกภาพว่า หากคุณเข้าไปยังเว็บไซต์ธุรกิจหนึ่งแล้วพบว่า ธุรกิจนั้นไม่มีข้อมูลการติดต่อ อย่างเช่น ที่อยู่, เบอร์โทร, อีเมล หรือแม้แต่แบบฟอร์มที่ทำให้คุณสามารถติดต่อไปหาเลย คุณจะมั่นใจได้อย่างไรว่าธุรกิจนั้นยังมีตัวตนอยู่จริง?

ดังนั้น การใส่ข้อมูลการติดต่อที่ชัดเจน หรือสร้างแบบฟอร์มให้ทิ้ง Lead เอาไว้ จะช่วยสร้างความน่าเชื่อถือ และยังช่วยลดความลังเลใจของลูกค้าได้อีกด้วย ลองดูว่าตอนนี้เว็บไซต์ของคุณมีองค์ประกอบเหล่านี้ครบแล้วหรือยัง หรือถ้ามีแล้ว ข้อมูลถูกต้องหรือไม่ หรือแบบฟอร์มนั้นสามารถส่งข้อความได้จริงหรือไม่ เพื่อทำให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์ที่ดีที่สุดจากคุณเอง

ภาพจาก clickup

4. ออกแบบเว็บไซต์เป็นแบบ Responsive Design รองรับได้ทุกหน้าจอ

อีกหนึ่งเทคนิคที่สำคัญมาก ๆ คือ การออกแบบเว็บไซต์ให้เป็นแบบ Responsive Design ที่สามารถรองรับได้ทุกหน้าจอ เพราะอัตราการใช้อุปกรณ์มือถือในการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องทุกปี 

หากลองเปรียบเทียบสถิติจำนวนผู้ที่ใช้งานอินเทอร์เน็ตผ่านสมาร์ทโฟนในปี 2018 พบว่ามีมากถึง 2.6 พันล้านคน แต่ในปี 2021 นี้ กลับพบว่ามีจำนวนผู้ที่ใช้งานอินเทอร์เน็ตผ่านสมาร์ทโฟนทั่วโลกกว่า 3.8 พันล้านคน (ภายในระยะเวลาเพียงแค่ 3 ปี มีจำนวนเพิ่มขึ้นถึง 1.2 พันล้านคนเลยทีเดียว)

Over 80% of internet users use mobile devices to surf the web. – Techjury 

ลองนึกภาพดูว่า หากคุณไม่ปรับให้เว็บไซต์สามารถรองรับได้ทุกอุปกรณ์ เมื่อเว็บไซต์มาอยู่ในหน้าจอที่เล็กลง อาจทำให้องค์ประกอบต่าง ๆ คลาดเคลื่อน, Layout ไม่ตรงกับที่ต้องการ, ตัวหนังสือเล็กเกินไป ซึ่งมันทำให้ภาพรวมเว็บไซต์ออกมาไม่ดี 

ภาพจาก lumne

หรืออีกกรณีหนึ่ง ถ้าคุณไม่ออกแบบให้เว็บไซต์เป็นแบบ Responsive มันจะทำให้หน้าเว็บไซต์ที่ปกติเป็นแนวนอน มาแสดงผลบนหน้าจอสมาร์ทโฟนที่เป็นแนวตั้ง (เหมือนยกหน้าเว็บไซต์มาทั้งเว็บเลย) ทำให้หน้าจอมันล้น จนผู้ใช้ต้องซูมเข้าซูมออก เลื่อนซ้ายขวาไปมา เพื่ออ่านเนื้อหา แทนที่จะเป็นการเลื่อนขึ้นเลื่อนลง ซึ่งมันส่งผลให้ผู้ใช้ได้รับประสบการณ์ที่ไม่ดี

ภาพจาก searchspring

ดังนั้นหากเว็บไซต์ธุรกิจไหนทำเว็บไซต์ที่รองรับเฉพาะหน้าจอ Desktop เท่านั้น อาจเสียโอกาสในการได้รับ Conversion จากผู้ใช้งานไปก็ได้ ถ้าคุณไม่อยากพลาด Conversion ที่จะหลั่งไหลเข้ามา คุณควรต้องออกแบบเว็บไซต์ให้รองรับได้ทุกอุปกรณ์

5. กำจัดลิงก์หรือข้อความเสียทั้งหมด

คุณเคยเข้าไปอ่านคอนเทนต์หนึ่งแล้วพบว่าคอนเทนต์นี้เต็มไปด้วยการสะกดคำแบบผิดๆ, ลิงก์เสีย, รูปไม่ขึ้นหรือไม่? อ่านแล้วคุณรู้สึกอย่างไรบ้าง? 

คุณอาจจะสัมผัสได้ถึงประสบการณ์ที่ไม่ดีเท่าไรนัก และอาจคิดว่าธุรกิจนี้ไม่มีความเป็นมืออาชีพเอาเสียเลย เช่นเดียวกัน ถ้าหากไม่อยากให้ความรู้สึกนี้เกิดขึ้นกับธุรกิจของคุณ คุณต้องกำจัดความผิดพลาดเหล่านี้ออกไปให้หมด

It’s poor UX. It can sabotage consumer trust, and jeopardize your branding.

สำหรับในบ้านเราเองที่ไม่ได้มีภาษาอังกฤษเป็นภาษาแม่ แต่จำเป็นต้องเขียนคอนเทนต์หรือใช้ภาษาอังกฤษบนเว็บไซต์ ถ้าเกิดคุณไม่มั่นใจด้านนี้ คุณควรจ้างทีมงานที่มีความเป็นมืออาชีพในด้านภาษา เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือและความเป็นมืออาชีพให้กับธุรกิจคุณเอง

ส่วนสำหรับเว็บไซต์ไหนที่มีลิงก์เสีย เทคนิคง่าย ๆ ที่คุณสามารถนำไปใช้แก้ไขได้ คือ ถ้าเว็บไซต์ของคุณรันอยู่บน WordPress ให้ติดตั้ง Plug-in 404 Redirect เพื่อตรวจจับลิงก์เสีย ซึ่งถ้าเกิดเว็บไซต์คุณมีลิงก์เสียเกิดขึ้น จะมีแจ้งเตือนส่งไปหา แล้วคุณจะได้แก้ไขและกำจัดมันออกไป

6. CTA ต้องชัดเจน

คุณมี CTA บนเว็บไซต์ที่ชัดเจนแล้วหรือยัง?

CTA (Call to Action) ที่ปรากฏบนเว็บไซต์ของคุณ ไม่ว่าจะเป็นปุ่ม, ลิงก์ ทุกอันมักเป็นสิ่งที่ใช้กระตุ้นให้ลูกค้าเกิด Action บางอย่างที่คุณต้องการทั้งสิ้น

ตัวอย่างเช่น ถ้าคุณอยากให้ลูกค้ากดซื้อ คุณอาจใช้ปุ่มคำว่า ‘ซื้อเลย’, ‘Buy it Now’ หรือถ้าคุณอยากให้ลูกค้าทำอะไรที่มันเฉพาะเจาะจงกว่านั้น เช่น ‘ดาวน์โหลด E-book ฟรีตอนนี้’, ‘คลิกเพื่อรับส่วนลด’, ‘Subscribe for More Tips’

ภาพจาก ecloud

อย่างไรก็ตาม การเขียน CTA ที่ดี คุณควรต้องระบุ CTA ให้สั้น กระชับ ชัดเจน ส่งสารไปตรง ๆ เลยว่าคุณอยากให้พวกเขาทำอะไร ไม่ต้องแฝงความนัยให้ลูกค้าตีความเอง ซึ่งนอกจากการใช้คำแล้ว CTA ยังมีหลักจิตวิทยาเข้ามาเกี่ยวข้องอีกด้วย ในด้านของสีที่ใช้บนปุ่ม CTA ในทางจิตวิทยาบอกว่า สีมีผลต่อการกระตุ้นให้คนรู้สึกอยากกดอีกด้วย

ซึ่งสีที่ได้รับความนิยมที่สุดที่ถูกนำไปใช้ คือ สีแดง แต่ก็ไม่ใช่ว่าคุณจะใช้หยิบนำสีแดงไปใช้เลย คุณต้องดูการออกแบบโดยรวมของเว็บไซต์คุณด้วยว่าควรใช้สีอะไร เพื่อดึงดูดลูกค้าให้กดปุ่มนั้น แต่ทางที่ดีที่สุด คุณอาจลองทำ A/B Testing เฉพาะปุ่มบนเว็บไซต์ของคุณดู เพื่อทดสอบดูว่าสีไหนที่ทำให้เกิด Conversion ที่คุณต้องการได้เยอะและมีประสิทธิภาพที่สุด (เครื่องมือแนะนำในการทำ A/B Testing > Google Optimize)

7. เว็บไซต์ที่หาคำตอบได้ง่าย 

เนื่องจากผู้คนส่วนใหญ่เข้าเว็บไซต์จากสมาร์ทโฟนเป็นหลัก (อย่างที่กล่าวไปก่อนหน้านี้) ซึ่งมันเป็นหน้าจอขนาดที่เล็กลง ดังนั้นผู้ใช้จึงต้องการอะไรที่ย่อยง่าย หาคำตอบได้อย่างรวดเร็วชัดเจน

เพราะบางครั้งเว็บไซต์ของคุณอาจเป็นเว็บไซต์ที่ขายสินค้าหลากหลายประเภท หรือเป็นเว็บไซต์ที่ให้ข้อมูลเนื้อหาค่อนข้างยาว อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ว่าผู้ใช้ทุกคนตั้งใจเข้ามาเพื่ออ่านบทความทั้งหมดนั้น แต่บางคนแค่ต้องการคำตอบที่เขากำลังตามหาเพียงข้อเดียว

ดังนั้น สำหรับเว็บไซต์ที่ให้เนื้อหาความรู้ สิ่งที่จะเข้ามาอำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้งาน คือ คุณอาจจะแบ่งหมวดหมู่ของเว็บไซต์ออกอย่างชัดเจน, ย่อใจความสำคัญของบทความนั้น ๆ ประมาณ 2-3 บรรทัด ไว้ด้านบนสุด หรือทำเป็น Bullet บอกผู้ใช้ว่าบทความนี้ มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับเรื่องอะไรบ้าง เพื่อทำให้พวกเขาอ่านสแกนหาคำตอบได้อย่างรวดเร็ว ไม่เสียเวลากับเนื้อหาทั้งหมดที่เขาไม่ได้ต้องการ 

ส่วนสำหรับด้านเว็บไซต์ประเภท E-Commerce คุณอาจจะใส่แถบช่วยค้นหาเอาไว้ด้านบนของเว็บไซต์ เพราะด้วยความที่เว็บไซต์มักจะมีสินค้ามากมายหลากหลายประเภท จึงต้องแบ่งออกเป็นหลายหน้า ทำให้พวกเขาไม่สามารถเลื่อนลงค้นหาได้ทั้งหมด ดังนั้นเพื่อให้ลูกค้าสามารถค้นหาสิ่งง่ายที่ต้องการได้อย่างรวดเร็วควรใส่แถบค้นหาเอาไว้

*เว็บไซต์ประเภทที่ให้ความรู้ แถบค้นหาก็เป็นสิ่งที่ควรมีเช่นกัน
ภาพจาก thegrowthmaster

สรุปทั้งหมด

สำหรับนักการตลาดหรือผู้ประกอบการท่านใดที่อยากจะลองเพิ่ม Conversion ให้กับเว็บไซต์ธุรกิจของคุณในปี 2022 ที่กำลังจะมาถึง นอกจากกลยุทธ์ทางการตลาดที่ควรใส่ใจแล้ว ลองหันมาให้ความสำคัญกับการออกแบบ UX บนเว็บไซต์ เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยมให้กับผู้ใช้งานของคุณดูบ้าง รับรองว่าธุรกิจของคุณจะมีผลลัพธ์ Conversion ที่เปลี่ยนไปจากเดิมแน่นอน

อย่างไรก็ตาม เทคนิคที่เรายกตัวอย่างมาข้างต้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น ซึ่งยังมีวิธีอีกมากมายในการพัฒนา UX ให้ดีขึ้น The Growth Master ขอเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้เว็บไซต์ธุรกิจของคุณดีขึ้น เพื่อเตรียมความพร้อมต้อนรับปี 2022 ที่การแข่งขันทางเว็บไซต์ออนไลน์จะมีแนวโน้มที่จะดุเดือดขึ้นไปอีก มาเปลี่ยนแปลงธุรกิจให้เติบโตขึ้นกันนะคะ :)


Source: truconversion, uxplanet


ไม่พลาดทุกข้อมูลที่ช่วยให้ธุรกิจคุณเติบโตได้เร็วยิ่งขึ้น

ติดตามได้หลากหลายช่องทางที่คุณสะดวก ไม่ว่าจะเป็น e-mail, line หรือ youtube
Subscribe