My Account

Stage 2 : Not Enough Traffic

7 วิธีการทำ Image Optimization สำหรับรูปภาพบนเว็บไซต์เพื่ออันดับ SEO ที่ดีขึ้น

7 วิธีการทำ Image Optimization สำหรับรูปภาพบนเว็บไซต์เพื่ออันดับ SEO ที่ดีขึ้น
Light
Dark
RATTANAWADEE M.

Part-time marketer, Full-time learner อยากเห็นผู้ประกอบการไทย มีความรู้ ความเข้าใจด้านการตลาด และเติบโตอย่างยั่งยืน

นักเขียน
RATTANAWADEE M.
RATTANAWADEE M.

Part-time marketer, Full-time learner อยากเห็นผู้ประกอบการไทย มีความรู้ ความเข้าใจด้านการตลาด และเติบโตอย่างยั่งยืน

นักเขียน

เลือกอ่านตามหัวข้อ

ในการทำ SEO เพื่อให้เว็บไซต์ของคุณถูกค้นหาจากผู้ใช้งานได้ง่ายและรวดเร็ว คลิกค้นหาปุ๊ป เว็บไซต์ก็ขึ้นมาหน้าแรกปั๊บ นั้นจำเป็นต้องอาศัยหลายปัจจัยเพื่อช่วยผลักดันให้เว็บไซต์ของคุณถูกเข้าถึงได้โดยง่าย และหนึ่งในปัจจัยที่สามารถนำมาปรับแต่งให้เว็บไซต์ของคุณถูกค้นหามากขึ้น นั่นก็คือ การใช้ “รูปภาพ” หรือเรียกว่า Image Optimization เข้ามาช่วยให้เกิดประโยชน์นั่นเอง

ข้อมูลทางสถิติพบว่า การค้นหาบน Google นอกจากจะเข้ามาหาบทความแล้ว อีกกว่า 27.3% มาจากการค้นหารูปภาพ (Google Image Search) นั่นแปลว่า เมื่อคนค้นหารูปภาพแล้วไปเจอรูปของคุณขึ้นมาลำดับต้น ๆ บนหน้าค้นหา ก็จะมีแนวโน้มที่คนเหล่านั้นจะคลิกเข้าไปดูเนื้อหาในเว็บเจ้าของรูปภาพด้วย

ในบทความนี้ The Growth Master เลยจะพาไปรู้จักกับ Image Optimization ว่าคืออะไร รวมถึงบอกเคล็ดลับดี ๆ ในการทำ Image Optimization บนเว็บไซต์เพื่อให้อันดับ SEO ของคุณปังขึ้น และมีคนหาเว็บไซต์ของคุณเจอง่ายขึ้นอย่างแน่นอน

ไม่พลาดทุกข้อมูลที่ช่วยให้ธุรกิจคุณเติบโตได้เร็วยิ่งขึ้น

ติดตามได้หลากหลายช่องทางที่คุณสะดวก ไม่ว่าจะเป็น e-mail, line หรือ youtube
Subscribe

Image Optimization คืออะไร ?

Image Optimization คือ การปรับแต่งรูปภาพที่อยู่บนเว็บไซต์ของคุณให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งประสิทธิภาพในที่นี้จะหมายถึงทำยังไงก็ได้ให้รูปภาพที่คุณใช้ ส่งผลดีต่ออันดับ SEO ของเว็บไซต์คุณนั่นเอง โดยการทำ Image Optimization จะทำได้หลายวิธีการ

ตัวอย่างเช่น การเลือกขนาดรูปภาพ ถ้าเกิดว่ารูปภาพบนเว็บไซต์ของเรามี Format (รูปแบบ), Size (ขนาด) หรือ Resolution (ความละเอียด) ที่ไม่ซับซ้อนมากจนเกินไป จะส่งผลทำให้ Crawler Based Search Engines หรือ Internet Bot (เครื่องมือการค้นหาบนอินเทอร์เน็ตแบบอาศัยการบันทึกข้อมูล และจัดเก็บข้อมูลเป็นหลัก) สามารถคอยจับข้อมูล เพื่อนำไปประมวลผลในการค้นหาของผู้ค้นหาได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำมากขึ้น

ซึ่งการทำให้รูปภาพบนเว็บไซต์อยู่ใน Format, Size หรือ Resolution ที่เหมาะสม จะทำให้ได้รูปภาพที่มีคุณภาพสูง และจะช่วยส่งผลดีต่ออันดับ SEO เพราะรูปภาพและเว็บไซต์ของคุณถูกดึงขึ้นมาในลำดับต้น ๆ บนหน้าแสดงการค้นหาของ Google หรือหน้า SERP (Search Engine Results Page) เวลาที่ลูกค้าค้นหาได้มากขึ้น

อีกตัวอย่างนึง คือ การลดขนาดรูปภาพ เราควรลดขนาดลงให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ แต่ก็ต้องไม่ทำให้รูปภาพนั้นเสียคุณภาพไปด้วย เพราะขนาดของรูปภาพจะทำให้หน้าเว็บไซต์ของเราใช้เวลาโหลดน้อย ซึ่งมันจะมีผลต่ออันดับ SEO ของเว็บไซต์ของเราด้วย ลองนึกภาพดูว่า ถ้าเกิดคุณตั้งใจเข้าไปยังเว็บไซต์หนึ่ง แต่เว็บไซต์นั้นโหลดนานมาก (เกิน 3 วิก็ถือว่านานแล้ว) ทำให้คุณได้รับประสบการณ์ที่ไม่ดี เป็นคุณก็ไม่อยากรอใช่ไหมคะ ในที่สุดคุณก็ต้องยอมแพ้และปิดเว็บไซต์นั้นไป

แต่นี่ก็เป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งของการทำ Image Optimization เท่านั้น ยังมีอีกหลายวิธีเลยที่ช่วยให้อันดับ SEO ของเว็บไซต์คุณดีขึ้นอย่างแน่นอน

Image Optimization ส่งผลอย่างไรต่อลูกค้า?

รู้หรือไม่? รูปภาพเป็นส่วนที่กินพื้นที่กว่า 21% ของเว็บไซต์คุณ เพราะข้อมูลประเภทรูปภาพนั้นมีความจุที่เยอะกว่าข้อมูลประเภทข้อความ หรืออื่น ๆ (ไม่นับรวมวิดีโอ) ดังนั้นแล้วการที่เว็บไซต์มีรูปภาพขนาดใหญ่เกินความจำเป็น จะส่งผลให้ประสิทธิภาพการทำงานของเว็บไซต์ลดลงด้วย

ภาพจาก kinsta

ข้อมูลการศึกษาจาก Arberdeen Group พบว่า…

“การที่เว็บไซต์โหลดช้าไป 1 วินาที จะส่งผลต่อสัดส่วน Conversion ที่ลดลง 7%”
“40 % ของคนทั่วไป ออกจากหน้าเว็บทันที เมื่อเว็บนั้นใช้เวลาโหลดนานเกินกว่า 3 วินาที”

ดังนั้นแล้ว คงปฏิเสธไม่ได้ว่าการพัฒนาประสบการณ์ของผู้ใช้งาน (User Experience) และการมีปฏิสัมพันธ์ (Interaction) บนหน้าเว็บไซต์ จะมีความสำคัญเป็นอย่างมากต่อความพึงพอใจของลูกค้า และการมีรูปแบบเว็บไซต์ที่ถูกต้องจะส่งผลดีต่ออันดับ (Ranking) ของเว็บไซต์ด้วยเช่นกัน ซึ่งสุดท้ายแล้วนั้น สิ่งเหล่านี้ก็จะกลับมาส่งเสริมในด้านการมีส่วนร่วมของลูกค้า (Engagement), การกระทำที่เราต้องการจากผู้ที่เข้าเว็บไซต์ของเรา (Conversion) เช่น การซื้อ และการกลับมาซื้อซ้ำ (Retention) เพิ่มมากขึ้นด้วย

ความสำคัญของการทำ Image Optimization

ความสำคัญของการทำ Image Optimization มีมากมายเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการทำให้หน้าเว็บไซต์โหลดเร็วขึ้น เพราะถ้าทำให้เว็บไซต์โหลดเร็วขึ้น ประโยชน์และข้อดีข้ออื่น ๆ จะตามมาเอง ซึ่งจะมีอะไรบ้าง ไปดูกันได้เลย

1. ช่วยทำให้เว็บไซต์โหลดได้เร็วขึ้น (Page Load Speed)

ความเร็วในการโหลดหน้าเว็บไซต์ (Page Load Speed) คือ ระยะเวลาที่หน้าเว็บไซต์ใช้ในการโหลดอย่างสมบูรณ์ ซึ่งมันขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยด้วยกัน ตั้งแต่ Website Hosting ไปจนถึงรูปแบบ Layout และการออกแบบเว็บไซต์ของคุณ โดยเว็บไซต์ใดก็ตามที่มีความเร็วในการโหลดน้อยกว่า 2 วินาทีจะเป็นที่ชื่นชอบของผู้ใช้มากที่สุด

การทำการปรับแต่งรูปภาพ (Image Optimization) ที่คิดเป็นสัดส่วน 21% ของเว็บไซต์ทั้งหมด จะทำให้หน้าเว็บไซต์ของคุณมีการโหลดที่รวดเร็วขึ้นอย่างแน่นอน นอกจากนั้นยังช่วยให้ผู้ใช้มีประสบการณ์ใช้งานที่ดีขึ้น เมื่อผู้ใช้มีประสบการณ์ใช้งานที่ดีแล้ว เข้าก็จะเข้ามามีส่วนร่วมกับเว็บไซต์ รวมถึงอยากซื้อผลิตภัณฑ์บนเว็บไซต์ของคุณมากขึ้นนั่นเอง

อ่านบทความเพิ่มเติมเกี่ยวกับ 

2. ช่วยให้อันดับ SEO ดีขึ้น

นักการตลาดทุกคนคงรู้ดีอย่างเต็มอกและเห็นได้ชัดเจนอยู่แล้วว่าความเร็วในการโหลดหน้าเว็บไซต์เป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่ออันดับ SEO ในเมื่อผู้ใช้อย่างเรา ๆ ไม่ชอบหน้าเว็บไซต์ที่โหลดช้าฉันท์ใด Google ก็ไม่ชอบด้วยฉันท์นั้น ซึ่งตั้งแต่ปี 2010 มาจนถึงปัจจุบันที่ Google ได้มีการนำหลักเกณฑ์นี้มาใช้ในการจัดอันดับ Page Load Speed ก็มีความสำคัญมากขึ้น

“Like us, our users place a lot of value in speed — that's why we've decided to take site speed into account in our search rankings.” – Google

จากกราฟด้านล่างเราจะเห็นได้ว่า เว็บไซต์ที่อยู่อันดับต้น ๆ จะมีความเร็วในการโหลดน้อยกว่า 2,000 Miliseconds กันเลยทีเดียว นี่ก็เป็นผลพวงมาจากข้อก่อนหน้า ถ้าเว็บไซต์ของเรามีรูปภาพเยอะและใหญ่จนเกินไป ก็จะส่งผลต่อความเร็วในการโหลดหน้าเว็บไซต์ และอันดับ SEO ของเรานั่นเอง ดังนั้นการทำการปรับแต่งรูปภาพ (Image Optimization) จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง ถ้าหากอยากให้เว็บไซต์ติดอันดับ SEO ดี ๆ 

ภาพจาก imagekit

3. เพิ่มจำนวน Conversion

หากอันดับ SEO ของคุณดีขึ้นแล้ว นั่นหมายความว่าเว็บไซต์ของคุณจะสามารถดึงดูดผู้ใช้ได้มากขึ้น ซึ่งผลพลอยได้ คือ คุณอาจได้รับ Conversion มากขึ้นอีกด้วย

จากข้อมูลของ Kissmetrics พบว่า 79% ของผู้ซื้อที่ไม่พอใจกับความเร็วหรือประสิทธิภาพของหน้าเว็บจะไม่กลับมาซื้อสินค้าจากเว็บไซต์เดิมอีก ดังนั้นถ้าคุณไม่อยากเสียลูกค้า 79% ไปแบบง่าย ๆ คุณก็ต้องหันมาลองจัดการเว็บไซต์ของคุณด้วยการปรับแต่งรูปภาพ (Image Optimization) สักหน่อยแล้วแหละ

ภาพจาก imagekit

4. เพิ่มการมีส่วนร่วมของผู้ใช้งาน

ในเมื่อผู้ใช้งานต่างได้รับประสบการณ์การใช้งานที่ดีแล้ว ก็ทำให้พวกเขาอยากมีส่วนร่วมบนเว็บไซต์ของคุณมากขึ้น

มีการศึกษาจำนวนมากระบุไว้ว่า ผู้ใช้งานมักมีแนวโน้มที่จะกดออกจากเว็บไซต์ที่มีการทำงานช้า ซึ่งหน้าเว็บที่โหลดภายใน 2.4 วินาที จะพบกับ Bounce Rate (หรืออัตราที่มีคนเข้ามายังเว็บไซต์ของคุณเพียงหน้าเดียวแล้วกดออกไป) จำนวน 12.8% (Bounce Rate สำหรับเว็บไซต์ธุรกิจ ยิ่งมีค่าน้อย ก็ยิ่งดี) ซึ่งความเร็วในการโหลดหน้าเว็บของคุณยังมีการเพิ่ม Returning Rate อีกด้วย นั่นหมายความว่าลูกค้าคนใดที่รู้สึกว่าเว็บไซต์ของคุณสามารถโหลดได้เร็ว ก็เป็นไปได้ว่าพวกเขาอาจจะกลับมาซื้อสินค้าจากคุณอีกครั้งนั่นเอง 

ภาพจาก imagekit

นั่นก็ทำให้เราเห็นแล้วว่าความพึงพอใจส่วนใหญ่ของผู้ใช้งาน มักขึ้นอยู่กับความเร็วในการโหลดหน้าเว็บ (Page Load Speed) เป็นหลัก ถ้ามีการปรับแต่งเว็บไซต์ที่ดีก็จะช่วยส่งผลดีให้กับเว็บไซต์ของเราในทุกเรื่องเลย ไม่ว่าจะเป็นช่วยให้อันดับ SEO ดีขึ้น, เพิ่มยอด Conversion รวมถึงยอด Engagement ของผู้ใช้งานด้วย

7 วิธีการทำ Image Optimization บนเว็บไซต์เพื่ออันดับ SEO ที่ปังขึ้นกว่าเดิม

The Growth Master ก็ได้รวบรวมเคล็ดลับที่สามารถทำ Image Optimization ได้ง่ายและไม่ซับซ้อนมาให้คุณแล้ว พร้อมแล้วหรือยังที่จะทำให้เว็บไซต์มีอันดับ SEO ที่ดีขึ้น ถ้าพร้อมแล้วไปติดตามกันต่อได้เลย

1. Image Compression / Image Resize

ขนาดของรูปภาพมีความสำคัญต่อการทำ SEO และการให้ลูกค้าเข้ามาเยี่ยมเว็บไซต์มาก เนื่องจากขนาดภาพที่ใหญ่เกินไปจะส่งผลต่อระยะเวลาการโหลดที่นานขึ้น และปัจจุบันลูกค้าส่วนใหญ่กว่า 63% เข้าถึงเว็บไซต์ผ่านช่องทางสมาร์ทโฟน ดังนั้นถ้าเว็บไซต์ของคุณมีการโหลดที่นานเกิน 3 วินาที ก็เตรียมตัวโบกมือลาลูกค้าที่กำลังจะเข้ามาสร้างยอดขายให้ธุรกิจของคุณไปได้เลย

การบีบอัดรูปภาพ (​Compression) ให้มีขนาดเล็กลงก็เป็นอีกหนึ่งวิธีการที่นิยมนำมาใช้ในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาให้เว็บไซต์โหลดได้เร็วขึ้นได้ ซึ่งในปัจจุบันก็มีเครื่องมือมากมายที่นิยมนำมาใช้บีบอัดย่อขนาดของรูปภาพ เช่น Smush, GIMP และ TinyPNG

นอกจากนี้ ยังมีเครื่องมือ Plug-in บางรูปแบบที่ช่วยทำให้คุณสามารถใส่รูปภาพในมิติ (Dimension) ต่าง ๆ ลงไป ซึ่งเครื่องมือเหล่านี้จะคอยคัดเลือกรูปภาพที่เหมาะสม ในแต่ละ Format เพื่อให้เข้ากับ ความละเอียด (Resolution) ของหน้าจออุปกรณ์ต่าง ๆ (Device) ที่ลูกค้าแต่ละคนกำลังใช้งานอยู่ได้อีกด้วย

วันนี้เราก็ได้รวบรวมเครื่องมือต่าง ๆ ที่จะช่วยให้การทำ Image Optimization ของคุณทำได้ง่ายขึ้น สะดวก รวดเร็ว และสามารถวัดผลได้จริง จะมีอะไรบ้างไปดูกันเลย…

เครื่องมือแนะนำสำหรับ Image Optimization

แนะนำ WordPress Plug-ins สำหรับ Image Optimization

แนะนำ WordPress Plug-ins สำหรับด้านความเร็ว

หลังจากที่คุณได้ทำการปรับลดขนาดรูปภาพต่าง ๆ บนหน้าเว็บไซต์ลงแล้ว ลองมาใช้เครื่องมือเหล่านี้วัดผลกันว่า เว็บไซต์ของคุณโหลดเร็วขึ้นไหม และที่ทำมาได้ผลจริงหรือไม่ เพื่อเป็นการตรวจเช็คประสิทธิภาพของผลงานที่ได้ทำมา

แนะนำเครื่องมือทำ Site Speed Testing

2. Image Format and Dimension

นอกจากขนาดของรูปภาพที่คุณควรให้ความสำคัญตามที่ได้กล่าวไปแล้วนั้น เรื่องของรูปแบบ (Format) และมิติ (Dimension) ของรูปภาพก็สำคัญไม่แพ้กันเลย เนื่องจากสกุลของรูปภาพแต่ละรูปแบบนั้นก็ส่งผลต่อขนาดภาพ, คุณภาพ, ความคมชัด และความเหมาะสมในการนำไปใช้ในโอกาสที่แตกต่างกันด้วย

ดังนั้นแล้ว คงไม่มีใครอยากที่จะใช้สกุลไฟล์ภาพแบบผิดที่ผิดทาง ให้เปลืองพื้นที่เว็บไซต์ไปกันแบบเล่น ๆ ใช่ไหมล่ะคะ เพราะนั่นย่อมส่งผลต่อความช้าในการโหลดเข้าเว็บไซต์ และจะทำให้ลูกค้าหนีหายไปได้ง่าย ๆ เลย

แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าควรใช้สกุลไฟล์ภาพแบบไหน ?

โดยทั่วไปแล้วรูปภาพที่นำมาใช้บนเว็บไซต์ จะมีด้วยกันอยู่ 2 ประเภท ได้แก่

  • Vector Image คือ รูปภาพที่ขยายเท่าไรก็ไม่แตก มีความคมชัดมาก มักนำมาใช้ในพวกงานโฆษณาชิ้นใหญ่ ๆ ที่ต้องการความคมชัดสูง แต่ข้อเสียของเจ้าตัวนี้ คือ ขนาดไฟล์ใหญ่มาก และกินพื้นที่เยอะ
ภาพจาก motiongraphicplus
  • Raster Image หรือ Bitmap คือ รูปภาพที่ประกอบไปด้วยจุดสี (Pixel) เวลาขยายมาก ๆ เข้า ภาพจะแตกเป็นจุดสี ๆ ซึ่งภาพประเภทนี้มักนิยมใช้กันทั่วไปตามเว็บไซต์ต่าง ๆ และสกุลไฟล์ที่สามารถพบเห็นได้บ่อย เช่น สกุลไฟล์ JPEG, PNG, GIF เป็นต้น
ภาพจาก motiongraphicplus

ความแตกต่างของ Image Format แต่ละแบบ

  • PNG เป็นภาพที่มีคุณภาพสูง แต่ขนาดไฟล์ค่อนข้างใหญ่ เหมาะสำหรับใช้เวลาที่ต้องการเน้นรายละเอียดดีเทลในภาพเยอะ ๆ เป็นพิเศษ


ภาพจาก pngimg
  • JPEG (JPG) เหมาะสำหรับการใช้งานโดยทั่วไป จะให้ภาพที่คุณภาพอยู่ในระดับดี แต่ขนาดภาพต้องไม่ใหญ่เกินไป เมื่อขยายภาพแล้ว อาจทำให้เสียดีเทลภาพไปบ้าง แต่ก็ไม่ได้อยู่ในระดับที่รับไม่ได้ ดังนั้น The Growth Master จึงแนะนำให้ใช้สกุลภาพนี้เป็นที่สุด เพราะเว็บไซต์ทั่วไปมากกว่า 72.3 % รวมถึง E-Commerce และ Social Media มากมายต่างก็ใช้ไฟล์ JPG ในการลงรูปภาพกันทั้งนั้น


ภาพจาก publicdomainpictures


  • GIF เหมาะสำหรับภาพเคลื่อนไหว สาย Animation ต่าง ๆ แต่ควรใช้เมื่อจำเป็นเท่านั้น มีเว็บไซต์ประมาณ 26.6 % เท่านั้น ที่ใช้สกุลภาพ GIF เนื่องจากไม่มีความจำเป็นและกินพื้นที่มากกว่า JPG อีกด้วย


ดังนั้น สำหรับเว็บไซต์ปกติแล้ว รูปแบบรูปภาพที่แนะนำให้ใช้ คือ JPEG เนื่องจากมีขนาดไฟล์ที่เล็ก แต่คุณภาพของรูปภาพก็ไม่แย่เกินไป สำหรับ PNG จะนิยมใช้เมื่อต้องการภาพที่ไม่มีพื้นหลัง (Background) ส่วน GIF มักนิยมใช้สำหรับภาพเคลื่อนไหว แต่ควรใช้เมื่อจำเป็นเท่านั้น

ภาพจาก contentmarketinginstitute

ในส่วน Image Dimension แนะนำให้ใช้ไม่ควรเกิน 2,560 Pixels หรือไม่ควรเกินค่ามาตรฐานของ ความละเอียดของหน้าจอภาพบนแต่ละอุปกรณ์ (Desktop Screen Resolution) เนื่องจากการเลือกใช้ Dimension ที่สูงเกินไป สุดท้ายแล้วหน้าจอของผู้ใช้งานก็ไม่สามารถที่จะเปิดการใช้งานใน Dimension ที่สูงเกินไปได้อยู่ดี ดังนั้นจึงแนะนำให้ใช้ที่ระดับมาตรฐาน เพราะจะมีคุณภาพและประสิทธิภาพมากกว่า

3. Dimension Supporting Content

Supporting Content คือ การเขียนบทความที่สนับสนุนการทำ SEO ในที่นี้ก็จะรวมถึงคำบรรยายใต้รูปภาพด้วย โดยทั่วไปแล้วการเลือกใช้บทความเพื่อมาช่วยพัฒนาการทำ SEO เป็นสิ่งที่ได้รับนิยมอย่างมาก เพราะมันจะทำให้คอนเทนต์ไปตรงกับสิ่งที่ผู้คนค้นหาได้ง่ายขึ้น รวมถึงยังช่วยเพิ่มการมองเห็น (Visibility) ให้กับเว็บไซต์ของคุณ อีกทั้งถ้าเรามีบทความที่สร้างความรู้และให้คุณค่าแก่ลูกค้าแล้ว จะยิ่งส่งผลต่อความน่าเชื่อถือให้กับแบรนด์ และสร้างการมีส่วนร่วม (Engagement) กับลูกค้าอย่างสม่ำเสมอ

จากที่ได้เล่ามา รูปภาพก็ถือเป็นส่วนหนึ่งของคอนเทนต์ เพราะรูปภาพจะช่วยดึงดูดลูกค้าเข้ามาได้โดยง่าย และเมื่อลูกค้าดูรูปภาพแล้ว คุณควรที่จะใส่คำบรรยายใต้ภาพด้วยเช่นกัน (Image Description) เพราะในส่วนนี้จะช่วยในเรื่องการค้นหาของระบบ Internet Crawler หรือ ​Google จะทำการค้นหารูปภาพและคอนเทนต์ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนั้น ๆ ได้ง่ายและรวดเร็วขึ้น ส่งผลดีต่ออันดับ SEO ด้วยเช่นกัน

ตัวอย่างเช่น รูปภาพที่มีไว้เพื่อโชว์รูปสินค้า ในส่วนของคำบรรยาย (Supporting Content) ก็ควรมีไว้เพื่อที่จะอธิบายรายละเอียดของสินค้านั้น ๆ ด้วยเช่นกัน

ภาพจาก mudmeeshop

4. Customize Image Titles

การตั้งชื่อรูปภาพบนเว็บไซต์นั้นก็ควรใส่คีย์เวิร์ดต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาภาพลงไปด้วย ซึ่งหากคุณจะใช้คีย์เวิร์ดหลายตัว เราแนะนำให้ใส่เครื่องหมาย Hyphens (-) เข้าไปด้วย

ประเภทของคีย์เวิร์ดที่ดีและควรใช้ คือ Long-tail Keywords หรือคีย์เวิร์ดมีที่ความยาวละเอียดเฉพาะเจาะจง เช่น 

  • “รองเท้ากีฬา” เปลี่ยนการค้นหาเป็น “รองเท้ากีฬา Adidas สีขาว สำหรับผู้หญิง” 
  • “วิธีลดน้ำหนัก” เปลี่ยนการค้นหาเป็น “วิธีลดน้ำหนักเร่งด่วน 1 เดือน”, “วิธีลดน้ำหนัก แบบไม่ออกกำลังกาย”
  • “เที่ยวเชียงใหม่” เปลี่ยนการค้นหาเป็น “เที่ยวเชียงใหม่ ไม่มีรถ คนเดียว”, “เที่ยวเชียงใหม่ 3 วัน 2 คืน”

ซึ่งการใช้คีย์เวิร์ดประเภทนี้จะช่วยเพิ่มความเฉพาะเจาะจงมากขึ้น และทำให้คนค้นหาเว็บไซต์หรือธุรกิจของคุณได้ง่ายขึ้นนั่นเอง


ส่วนคีย์เวิร์ดที่ควรใช้อีกประเภทหนึ่ง คือ Location-Based Keywords หรือคีย์เวิร์ดที่มีการใช้ชื่อสถานที่เข้ามาเกี่ยวข้อง เช่น 

  • “ร้านขายรองเท้ากีฬาแถวสยาม”
  • “ร้านอาหารพื้นเมือง ตัวเมือง เชียงใหม่”
  • “ร้านปิ้งย่าง สามย่าน”

หากธุรกิจของคุณมีปัจจัยเรื่องสถานที่เข้ามาเกี่ยวข้องก็ควรใช้คีย์เวิร์ดประเภทนี้อย่างยิ่ง เพราะจะส่งผลให้ลูกค้าพบเจอคุณได้ง่ายขึ้น


โดยทั่วไปแล้วนั้น หากคุณใช้ WordPress ตัว Image Title นี้ จะเป็นชื่อเดียวกับ File Name เลย เพื่อความสะดวก แต่หากไม่ได้ใช้ WordPress ก็ให้ใช้ชื่อเดียวกับ File Name ไปเลยก็ได้ หรือจะใช้คีย์เวิร์ดตามหลักที่ได้กล่าวมาก็ได้เช่นเดียวกัน

อย่างไรก็ตาม Image Title อาจไม่ได้มีผลโดยตรงกับการทำ SEO แต่ก็เป็นสิ่งที่คุณไม่ควรละเลย เพราะมันจะเป็นตัวช่วยในเรื่องของการมีส่วนร่วมของผู้ใช้ (User Engagement) มากกว่า เพื่อให้ผู้ใช้งานเข้าใจถึงภาพนั้น ๆ มากยิ่งขึ้น ซึ่งจะเป็นการส่งผลโดยอ้อมว่าเมื่อลูกค้ามีการเข้าถึงเว็บไซต์และมี Engagement ที่ดี ก็ย่อมส่งผลต่อ อันดับ SEO ทางอ้อมนั่นเอง

5. Unique Images

Unique Images หรือการใช้รูปภาพที่ไม่ซ้ำกับใคร ซึ่งการใช้รูปจากแหล่งรวมรูปภาพ เช่น Stock Photos นั้นก็ไม่เสียหายอะไร เพียงแต่หากคุณเป็นคนหนึ่งที่ต้องการพัฒนาอันดับ (Ranking) ในการทำ SEO แล้วล่ะก็ นั่นก็ไม่ใช่ทางเลือกที่ดีนัก

เพราะรูปภาพที่ธรรมดาและสามารถหาได้ทั่วไปจากเว็บไซต์อื่น ๆ ด้วยรูปแบบเดียวกัน จะทำให้อันดับของเว็บไซต์นั้นตกลงไปอยู่ท้าย ๆ ดังนั้นแล้วการมีรูปภาพที่แตกต่างและเป็นเอกลักษณ์จะสามารถช่วยให้ระบบจัดเว็บไซต์ของคุณให้ขึ้นมาอยู่บนหน้าแรกได้มากขึ้น


นอกจากนั้น หลักการนี้สามารถใช้ได้เช่นเดียวกันกับการลงคอนเทนต์ต่าง ๆ ด้วยเช่นกัน แน่นอนว่าคอนเทนต์ที่ซ้ำ ๆ กัน ย่อมไม่ได้สร้างความแตกต่าง แต่คอนเทนต์ที่แตกต่างจากที่อื่นย่อมสร้างความโดดเด่นอยู่แล้ว อีกทั้งยังสามารถพัฒนาอันดับให้ดีขึ้นมาได้ด้วยเช่นกัน

ดังนั้นรูปภาพต้นฉบับ (Original Photo) มักจะส่งผลในทางบวกต่อ SEO ค่อนข้างมาก เนื่องจาก Google ชอบรูปภาพที่มีเอกลักษณ์ ไม่ซ้ำใคร และหาไม่ได้จากที่อื่น ๆ 

แต่อย่าเพิ่งท้อใจ ! แม้ว่าคุณจะไม่มี Original Photo อยู่ในมือ เราก็มีเคล็ดลับดี ๆ มาแบ่งปันให้คุณกัน ซึ่งคุณสามารถใช้ภาพ 2 ภาพที่เป็นภาพทั่วไป แล้วมา Tailor-made หรือการทำให้กลายเป็นอีกภาพใหม่ได้ วิธีนี้จะทำให้ Google พิจารณาว่าภาพนี้เป็นภาพที่ Unique เช่นกันค่ะ ไปดูตัวอย่างกัน ดังภาพนี้

ภาพจาก gobluemedia

พอเห็นแบบนี้แล้วก็ใจชื้น มีกำลังใจกันขึ้นมาเลยใช่ไหมล่ะคะ เมื่อรู้เคล็ดลับดี ๆ แบบนี้แล้ว ก็ลองนำภาพที่คุณมีไปสร้างสรรค์ให้เกิดภาพใหม่ ๆ ที่โดดเด่นบนเว็บไซต์ของคุณกันได้เลย

แนะนำเว็บไซต์ที่ให้บริการรูปภาพฟรี

6. Image File Structure

การจัดวางหมวดหมู่รูปภาพอย่างเป็นระบบจะส่งผลต่อการค้นหารูปภาพบน Google ได้ง่ายขึ้น เนื่องจากระบบของ Google Image ชอบข้อมูลที่มีโครงสร้างการจัดวางที่เป็นระบบ ทั้งกลุ่มรูปภาพ, วิดีโอ และอื่น ๆ

Google ได้แนะนำ Image Guildlines เอาไว้ให้แล้ว โดยมีเนื้อหาเกี่ยวกับการจัดวางโครงสร้างรูปภาพ (Structure of Image) อย่างเป็นหมวดหมู่ ซึ่งหนึ่งในเนื้อหาที่แนะนำคือ ควรมี File Path และ File Name ที่ชัดเจน และเป็นระบบมากขึ้น เพราะเป็นปัจจัยสำคัญในการจัดอันดับ (Ranking) ให้เว็บไซต์ถูกค้นหาได้โดยง่ายและรวดเร็วยิ่งขึ้น

ยกตัวอย่างเช่น หากบริษัทของคุณเป็นแบรนด์ E-commerce ที่ขายสินค้าหลากหลายชนิด การใส่ชื่อรูปภาพสินค้าทุกประเภทเข้ามาในไฟล์รวมเดียวกัน จะทำให้ระบบของ Google ไม่ชอบ เพราะไม่เป็นสัดส่วนและอ่านยาก ดังนั้นควรจัดวางโครงสร้าง Folder และ Subfolders ให้ตรงตามประเภทของสินค้า เพื่อให้ง่ายในการค้นหาในระบบด้วย เช่น การตั้งชื่อเป็นหมวด > ผ้ายีนส์, กางเกงขาสั้น, เสื้อยืด เป็นต้น

เมื่อทำการแบ่งแยก Subfolders ออกมาอย่างเป็นระบบ จะส่งผลให้ Google มองหาภาพและคอนเทนต์บนเว็บไซต์ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลต่ออันดับ SEO ของคุณด้วยเช่นกัน

7. ใช้ Sitemap

Sitemap ทำหน้าที่เป็นเหมือนแผนผังบอกทุกอย่างเกี่ยวกับโครงสร้างของเว็บไซต์ของคุณ เพื่อเปิดให้ Search Engine หรือ Google เข้ามาค้นหาและเก็บข้อมูลได้โดยง่ายและรวดเร็วทันใจ

ภาพจาก medium

Sitemap มีความสำคัญตรงที่มันจะช่วยบอกว่าเว็บไซต์ของคุณประกอบไปด้วยอะไรบ้าง, มีกี่หน้า, มีรูปภาพ Infographic, Meme, วิดีโอ และคอนเทนต์อะไรบ้าง ซึ่งมันจะส่งผลต่ออันดับ SEO ของเว็บไซต์คุณโดยตรงเลย

หากเว็บไซต์คุณใช้ WordPress ในการพัฒนา คุณก็สามารถใช้ Yoast SEO ในการสร้าง Sitemap ได้ทันที ซึ่งตัวนี้จะเป็น Plug-in ที่ให้โหลดมาใช้งานได้ง่าย ๆ เลย โดยการใส่ข้อมูลรูปภาพลงใน Sitemap ที่จะช่วยเพิ่มโอกาสที่ Search Engine หรือ Google เข้ามาค้นพบรูปภาพบนเว็บไซต์ของคุณได้มากขึ้น และช่วยเพิ่ม Traffic ให้กับเว็บไซต์ของคุณได้มากขึ้นอีกด้วย

สรุปทั้งหมด

แน่นอนว่าการปรับแต่งรูปภาพ (Image Optimization) บนเว็บไซต์ เพื่อพัฒนาอันดับ SEO ยังมีวิธีการอีกมากมายใน แต่ 7 วิธีการนี้ที่เรานำมาแบ่งปันให้คุณ ก็เป็นเคล็ดลับพื้นฐานหลัก ๆ ที่คุณควรนำไปปรับใช้กัน ไม่ว่าจะเป็นทั้งการย่อขนาดรูปภาพ, การใช้คำอธิบายรูปภาพเพิ่มเติม, การเลือกใช้ชื่อรูปภาพที่เป็นเอกลักษณ์, การใช้รูปภาพที่ไม่เหมือนใคร, การวางโครงสร้างไฟล์รูปภาพอย่างเป็นระบบ รวมถึงการใช้ Sitemap เพื่อส่งเสริมการทำ SEO ให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีขึ้นต่อเว็บไซต์ของทุก ๆ คน

หวังว่าผู้อ่านจะได้นำความรู้และเทคนิคดี ๆ เหล่านี้ไปลองปรับใช้กับธุรกิจในปี 2021 นี้ไม่มากก็น้อยกันนะคะ หากใครมีคำถามหรือเครื่องมืออื่น ๆ ที่น่าสนใจ สามารถมาแชร์กันเลย :-)

Source: searchenginejournal, contentmarketinginstitute, searchenginejournal, gobluemedia, imagekit


ไม่พลาดทุกข้อมูลที่ช่วยให้ธุรกิจคุณเติบโตได้เร็วยิ่งขึ้น

ติดตามได้หลากหลายช่องทางที่คุณสะดวก ไม่ว่าจะเป็น e-mail, line หรือ youtube
Subscribe