Growth Marketing VS Digital Marketing กลยุทธ์ไหนที่สร้างการเติบโตให้กับธุรกิจของคุณได้มากกว่า

Growth Marketing VS Digital Marketing กลยุทธ์ไหนที่สร้างการเติบโตให้กับธุรกิจของคุณได้มากกว่า
Light
Dark
Pea Tanachote
Pea Tanachote

อดีตนักร้อง ที่ผันตัวมาเขียนคอนเทนต์ ชอบดูฟุตบอลและ Blackpink เป็นชีวิตจิตใจ นักเขียนคอนเทนต์ที่ใคร ๆ ก็ต้องการตัว (โดยเฉพาะตำรวจ)

นักเขียน

จากบทความที่แล้ว ผมได้อธิบายหลักการและกระบวนการทำงานของกลยุทธ์ Growth Marketing ไปแล้วซึ่งถ้าใครที่ได้ลองอ่าน น่าจะพอทราบถึงกระบวนการทำงานและข้อได้เปรียบของกลยุทธ์ Growth Marketing เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

แต่ผมเชื่อว่ายังมีอีกหลายคนที่น่าจะยังมีคำถามคาใจ นั่นก็คือแล้ว Growth Marketing มันมีความแตกต่างจากกลยุทธ์ Digital Marketing ทั่วไปอย่างไร ?

ซึ่งก็ต้องเรียนให้ทราบครับว่า ทั้ง 2 กลยุทธ์นี้มีความแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ทั้งวิธีการทำงาน การสร้างทีมและการตั้งเป้าหมาย โดยกลยุทธ์ Digital Marketing ที่เราคุ้นเคยกันก็จะมุ่งเป้าไปที่การหาลูกค้าใหม่และการสร้างยอดขายให้กับธุรกิจ

กลับกันในมุมของ Growth Marketing ที่ถือเป็นกลยุทธ์ที่ออกแบบมาเพื่อการเติบโตของธุรกิจโดยเฉพาะ โดยนอกจากกลยุทธ์ Growth Marketing นั้นจะเน้นไปที่การทำการทดลอง (Experiments) เพื่อหาลูกค้าใหม่แล้ว ยังครอบคลุมถึงการเพิ่ม Retention (การซื้อ/ใช้ซ้ำ)

และการทำให้ลูกค้าเหล่านั้นเป็นผู้แนะนำธุรกิจของคุณไปให้ผู้อื่น (Referral) จนได้ลูกค้าใหม่เพิ่มขึ้น และเกิดเป็น Loop ที่สร้างรายได้และการเติบโตแบบไม่รู้จบ

แต่รายละเอียดและเบื้องหลังนั้นทั้ง 2 กลยุทธ์นี้ยังมีความแตกต่างกันอีกมาก ในบทความนี้เราเลยขอพาคุณมาทำศึกษาความแตกต่างระหว่าง Growth Marketing และ Digital Marketing กลยุทธ์แบบไหนที่เหมาะกับธุรกิจของคุณ และสามารถสร้างการเติบโตได้มากกว่า

หากพร้อมแล้วไปติดตามกันได้เลยครับ

ไม่พลาดทุกข้อมูลที่ช่วยให้ธุรกิจคุณเติบโตได้เร็วยิ่งขึ้น

ติดตามได้หลากหลายช่องทางที่คุณสะดวก ไม่ว่าจะเป็น e-mail, line หรือ youtube
Subscribe

Growth Marketing VS Digital Marketing คำนิยามและวัตถุประสงค์ของทั้ง 2 กลยุทธ์นี้คืออะไร ?

ผมเชื่อว่านักการตลาดทุกคน ต้องเคยได้ยินคำว่า Digital Marketing ผ่านหูกันมาบ้าง แต่ทุกวันนี้คุณรู้จักนิยามของคำนี้แล้วหรือยัง ? ในหัวข้อนี้เราจะอธิบายให้ชัดเจนขึ้นกันครับ

จริงๆ แล้ว Digital Marketing หรือที่เราเรียกเป็นภาษาไทยว่า การตลาดดิจิทัล เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการทำการตลาดผ่านช่องทางดิจิทัลเช่น เว็บไซต์ , Social Media หรือสื่อออนไลน์ประเภทอื่นๆ (ทุกอย่างที่อยู่บนอินเทอร์เน็ต)

ซึ่งจะแตกต่างจาก Traditional Marketing หรือการตลาดแบบออฟไลน์ไปอย่างสิ้นเชิงเลยครับ เพราะ Digital Marketing นั้นทุกอย่าง ทุกแคมเปญจะทำงานอยู่ในโลกอินเทอร์เน็ตและต้องรับรู้ได้อยู่ในเครื่องมือดิจิทัลเท่านั้น

โดยวัตถุประสงค์ของ Digital Marketing นั้นจะมุ่งเน้นไปที่การสร้าง Brand Awareness จนได้ลูกค้าใหม่และสร้างยอดขายให้กับธุรกิจให้ได้มากที่สุด ผ่านการใช้เทคนิคในการทำโฆษณาต่างๆ เช่น SEO , SEM , การใช้ Paid Media (ยิงโฆษณา) ผ่านทางสื่อโซเชียลมีเดีย และอื่นๆ


ภาพจาก Pinterest

ซึ่งถ้าใครยังจำกันได้ในโมเดลของ AARRR Funnel กลยุทธ์ Digital Marketing แบบปกติจะโฟกัสไปที่ 2 Stage แรกอย่าง Acquistion และ Activation เท่านั้นเลยไม่ต้องแปลกใจที่วัตถุประสงค์ของ Digital Marketing จะสิ้นสุดแค่ส่วนนั้น

ภาพจาก slidebazarr

ซึ่งจาก AARRR Model ที่กล่าวไปจะเริ่มมีความแตกต่างจาก Growth Marketing ที่จะโฟกัสไปอีก 3 Stage ที่เหลือ ซึ่งเป็น Stage ในการทำให้ลูกค้ากลับมาใช้ซ้ำ การสร้างรายได้อย่างต่อเนื่องและแนะนำบอกต่อให้คนอื่นนั่นเอง

คราวนี้มาดูที่ฝั่ง Growth Marketing กันบ้าง..

Growth Marketing หรือการตลาดเพื่อการเติบโต เป็นกลยุทธ์ทางการตลาดที่อาศัยการทดลองอย่างต่อเนื่อง เพื่อหาสิ่งที่ดีที่สุดมาปรับใช้กับการทำการตลาด เพื่อให้ธุรกิจไปถึงเป้าหมายได้อย่างรวดเร็วที่สุด ผ่านการใช้เครื่องมือหรือซอฟต์แวร์ (Tools) ที่จะช่วยทำให้การทำงานง่ายขึ้น 

โดยแน่นอนว่าวัตถุประสงค์ของ Growth Marketing นอกจากจะเป็นการเพิ่มลูกค้าใหม่ให้กับธุรกิจแล้ว Growth Marketing ยังต้องโฟกัสไปที่การทำให้ลูกค้าเหล่านั้น กลับมาใช้บริการของเราซ้ำอีกและเปลี่ยนให้พวกเขากลายเป็นกระบอกเสียงที่จะช่วยบอกต่อธุรกิจของคุณไปสู่คนอื่นๆ

จนเกิดเป็น Loop ทางการตลาดที่สามารถสร้างลูกค้าให้กับธุรกิจและสร้างการเติบโตให้กับธุรกิจอย่างยั่งยืน (จะไม่ได้เป็น Funnel เหมือนของ Digital Marketing แล้ว)

สังเกตได้เลยครับว่าแค่คำนิยามและวัตถุประสงค์ก็มีความแตกต่างกันแล้ว แต่ในเบื้องลึกทั้ง 2 กลยุทธ์ยังมีสิ่งที่แตกต่างกันไปอีกตั้งแต่กระบวนการทำงาน (Process) , ยุทธวิธีในการทำงานไปจนถึงการตั้งเป้าหมายเพื่อให้องค์กรเติบโตได้มากที่สุด

เราลองมาเช็คกันครับว่าทั้ง 2 กลยุทธ์นี้จะมีความแตกต่างกันในมุมไหนบ้าง 

Growth Marketing VS Digital Marketing มีองค์ประกอบใดที่แตกต่างกันบ้าง ?

หัวข้อนี้เราลองมาดูความแตกต่างในส่วนขององค์ประกอบของทั้ง 2 กลยุทธ์ระหว่าง Digital Marketing และ Growth Marketing ว่าในแต่ละองค์ประกอบนั้นมีความแตกต่างกันอย่างไร พร้อมแล้วมาลองดูกันเลยครับ

1 : การตั้งเป้าหมาย

Digital Marketing : ในการเริ่มตั้งเป้าหมายทางธุรกิจ อย่างที่ผมเรียนให้ทราบไปเมื่อหัวข้อที่แล้วว่า กลยุทธ์ Digital Marketing จะโฟกัสไปที่การสร้าง Brand Awareness เพื่อการหาลูกค้าใหม่ๆ และ Turn เป็นรายได้กลับสู่บริษัท โดยใช้เทคนิคทางการตลาด 

หรือก็คือเป้าหมายของ Digital Marketing จะมองไปหา “ยอดขาย” หรือ “รายได้” เท่านั้น เลยทำให้กลยุทธ์ Digital Marketing ยังมีจุดอ่อนในการส่งมอบคุณค่าให้ลูกค้าซึ่งจะแตกต่างจาก Growth Marketing ที่จะโฟกัสที่เรื่องนี้เป็นหลัก

Growth Marketing : ในฝั่งของ Growth Marketing การตั้งเป้าหมายจะแตกต่างจาก Digital Marketing ไปเลยครับ เพราะมุมของ Digital Marketing นั้นจะโฟกัสไปที่ยอดขายแต่ Growth Marketing จะโฟกัสไปที่การมอบคุณค่าให้กับลูกค้า (Value Driven Growth)

อธิบายก็คือเมื่อเรามองเป้าหมายเป็นการสร้างคุณค่าให้กับลูกค้าให้ได้มากที่สุด เราจะต้องใส่ใจตั้งแต่การออกแบบ Product หมั่นทดลองและวิจัยอยู่อย่างสม่ำเสมอ ซ้ำแล้วซ้ำอีก เพื่อออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้ดีที่สุด จนสามารถสร้างคุณค่าในการใช้งานให้แก่พวกเขาได้

ซึ่งเมื่อลูกค้าได้รับคุณค่าที่คุณได้ส่งมอบผ่านตัวผลิตภัณฑ์ มันก็จะยิ่งทำให้พวกเขากลายเป็นลูกค้าที่ภักดีต่อธุรกิจของคุณ เกิด Retention (กลับมาใช้ซ้ำ) และกล้าที่จะบอกต่อไปสู่คนอื่นๆ (Referral) จนธุรกิจคุณสามารถสร้างรายได้และการเติบโตอย่างยั่งยืนนั่นเองครับ


ภาพจาก salesforce

2 : วิธีการทำงาน

Digital Marketing : องค์ประกอบต่อมานั่นก็คือเรื่องของกระบวนการในการทำงาน กลยุทธ์ Digital Marketing ส่วนใหญ่จะใช้กระบวนการในการทำงานที่เราเรียกว่า Silo (ไซโล) ซึ่งเป็นกระบวนการทำงานที่จะแบ่งเป็นหน่วยงาน หรือแผนกต่างๆ ในองค์กรอย่างชัดเจน

ซึ่งแต่ละหน่วยงาน/แผนก ก็จะทำงานเฉพาะแค่ในขอบเขตหน้าที่ของตนเท่านั้น หรือพูดง่ายๆ ก็คือต่างคน ต่างทำ จะไม่มีการทำงานกันข้ามแผนก ไม่มีการแชร์ไอเดียร่วมกัน ไม่เห็นเป้าหมายที่เหมือนกัน ส่งงานกันเป็นทอดๆ ต่างคนก็ทำงานอยู่ในความรับผิดชอบของตัวเองเท่านั้น

ภาพจาก cleardatascience

เมื่อทีมในองค์กรต่างคนต่างทำงาน ไม่ยอมมีการแชร์ไอเดียหรือแลกเปลี่ยนความรู้กันเลยแน่นอนครับว่ากระบวนการทำงานแบบนี้ จะส่งผลให้งานที่ได้ไม่ได้มีประสิทธิภาพเต็มร้อย (เพราะต่างคนต่างทำ) เมื่อเวลาเกิดข้อผิดพลาดการแก้ไข ก็จะล่าช้าตามไปด้วย

นอกจากนั้นระบบการทำงานแบบ Silo ยังส่งผลไปถึงวัฒนธรรมองค์กรอีกด้วย เพราะพนักงานในองค์กรไม่ได้มีปฏิสัมพันธ์กันเลย ทำให้ความแน่นแฟ้นหรือความเป็นทีมเวิร์คขององค์กรก็จะลดลงไปด้วย

Growth Marketing : ส่วนกระบวนการทำงานของกลยุทธ์ Growth Marketing จะตรงความกับ Silo ของ Digital Marketing ไปอย่างสิ้นเชิงเลยครับ 

เพราะกระบวนการทำงานของกลยุทธ์ Growth Marketing จะใช้วิธีที่เรียกว่า Scrum (สกรัม) หรือก็คือทุกคนในทีมจะเข้ามาช่วยรุมทำงานชิ้นนี้จนเสร็จ เน้นการสื่อสารกันของพนักงานในทีม การสร้างเป้าหมายให้ทุกคนในทีมเห็นภาพร่วมกัน ไม่มีกำแพงกั้นของแต่ละแผนกทุกคนในทีม Marketing จะได้ทำงานด้วยกันและทุกคนในทีมจะช่วย Support งานของแต่ละคนให้ออกมาดีที่สุด

ซึ่งวิธีแบบ Scrum จะทำให้การทำงานของทีมทำได้รวดเร็วขึ้น เมื่อเกิดปัญหาก็สามารถแก้ไขได้อย่างรวดเร็วเช่นกัน เพราะทีมทุกคนจะเข้าใจ Process ในการทำงานทุกอย่างว่าใครรับผิดชอบส่วนไหน ปัญหาที่เกิดเป็นส่วนความรับผิดชอบของใคร

แต่อย่าลืมนะครับว่ากระบวนการทำงานแบบ Scrum ก็จะต้องเน้นการวัดผลในทุกๆ ขั้นตอนตั้งแต่ต้นเหมือนกับหลักการของ Growth Marketing อยู่เพื่อที่จะนำข้อมูลที่ได้รับ มาพัฒนาการทำงานต่อไปในอนาคต

ภาพจาก Brian Balfour

3 : ขอบเขตในการทำงาน

Digital Marketing : มาดูในฝั่งของขอบเขตการทำงานกันบ้างครับ ตามที่ผมได้บอกไปในหัวข้อที่แล้วครับว่าเป้าหมายของกลยุทธ์ Digital Marketing จะโฟกัสไปที่ยอดขายของผลิตภัณฑ์ แต่เพียงอย่างเดียว นั่นย่อมทำให้ขอบเขตในการทำงานของกลยุทธ์ Digital Marketing จะขึ้นตรงกับยอดขายตามไปด้วย

กล่าวคือกลยุทธ์ Digital Marketing จะใช้วิธีที่ทำอย่างไรก็ได้ ให้ผลิตภัณฑ์ขายได้เท่านั้น (โฟกัสไปที่การขายเป็นหลัก) เลยทำให้กลยุทธ์ Digital Marketing จะใช้เทคนิคต่างๆ ที่ทำให้ผลิตภัณฑ์เป็นที่รู้จักและขาย สร้างกำไรกลับคืนสู่ธุรกิจได้ 

เช่น การใช้ Influencer ในการโปรโมทผลิตภัณฑ์ , การทำ SEO , SEM  ให้ธุรกิจเป็นที่รู้จัก , การยิง Ads โฆษณาผ่านโซเชียลมีเดียหรือเทคนิคอื่นๆ ที่ทำให้ธุรกิจได้ยอดขายมากที่สุด ซึ่งจะไม่ได้ไปโฟกัสกับการสร้างคุณค่าให้กับลูกค้าหรือส่วนอื่นๆ ของการสร้างผลิตภัณฑ์เลย

ภาพจาก Inclide

Growth Maketting :  กลับมาที่ฝั่งของ Growth Marketing บ้างครับ ขอบเขตในการทำงานของกลยุทธ์ Growth Marketing ก็ถือว่ามีความแตกต่างกับ Digital Marketing ไปอย่างสิ้นเชิงเช่นกันครับ

โดยในขอบเขตการทำงานของกลยุทธ์นี้ ทุกคนภายในทีม Marketing จะไม่ได้โฟกัสแค่แผนการตลาดหรือการโฆษณาอีกต่อไปครับ เพราะทุกคนในทีมต้องโฟกัส “ทุกส่วน” ของการสร้างผลิตภัณฑ์ตั้งแต่การเริ่ม Research เพื่อหาคุณค่าที่จะมาตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า , การวิจัยและตั้งสมมติฐาน ที่จะสร้างผลิตภัณฑ์นั้นออกมา

จนถึงขั้นตอนในการเริ่มสร้าง Product นั้นขึ้นมาจริงๆ และเริ่มทำการทดลองกับกลุ่มตัวอย่างเล็กๆ ก่อน    (ตามขั้นตอนของ Growth Marketing) เพื่อปรับปรุงข้อผิดพลาดต่างๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงทดลอง เพื่อหา Product ที่ดีที่สุดและพร้อมเผยแพร่ออกสู่ตลาด

ถึงตรงนี้เราจะสังเกตได้เลยว่า Growth Marketing ขอบเขตในการทำงานจะกว้างกว่า Digital Marketing พอสมควร (เพราะต้องโฟกัสเกือบทุกขั้นตอนในการสร้างผลิตภัณฑ์) เลยทำให้กลยุทธ์ Growth Marketing จะเหมาะสำหรับการสร้างคุณค่าและสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนให้กับธุรกิจได้มากกว่า

ภาพจาก pantonecanvas

4 : การประยุกต์ Creative Marketing มาใช้งาน

Digital Marketing : ในมุมของกลยุทธ์ Digital Marketing หรือ Growth Marketing ก็ตามการนำ Creative หรือความคิดสร้างสรรค์มาใช้ในการทำการตลาดก็ถือเป็นสิ่งที่พวกเราน่าจะทราบกันอยู่แล้ว แต่ความจริงการประยุกต์ใช้ Creative Marketing ของทั้ง 2 กลยุทธ์นี้ถือว่ามีความแตกต่างกันอยู่ครับ

โดยผมขอเริ่มจากกลยุทธ์ Digital Marketing ที่จะนำความ Creative มาใช้ในการทำการตลาด ซึ่งจะโฟกัสไปที่การทำ Creative Idea For Branding เสียเป็นส่วนใหญ่

หรือการใช้ความครีเอทีฟเพื่อการสร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จักหรือเป็นที่จดจำมากขึ้น (เพราะต้องอย่าลืมว่าเป้าหมายของกลยุทธ์นี้คือการเพิ่มยอดขายและลูกค้าใหม่) เช่นการสร้างสรรค์ Content บน Social Media ให้น่าสนใจ , การออกแบบ Packaging , Logo ให้ง่ายต่อการจดจำ สร้าง Brand Awareness ได้

หรือถ้าเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีชื่อเสียงหน่อย อาจจะมีการใช้การ Re-Packaging และอื่นๆ ตามมา ซึ่งแน่นอนว่าแม้จะมีความครีเอทีฟ แต่ก็ต้องแลกมาซึ่งการลงทุนและการยอมเสียค่าใช้จ่ายเยอะ กว่าจะไปถึงเป้าหมาย

Growth Marketing : สำหรับ Growth Marketing การใช้ Creative Marketing มาปรับใช้ในกลยุทธ์จะมีความแตกต่างจาก Digital Marketing กันตรงที่ความ Creative ของ Growth Marketing จะโฟกัสไปที่

“การทำน้อยแต่ได้มาก” และต้องเห็นผลได้เร็วที่สุด

อธิบายให้ชัดขึ้นก็คือ การอาศัยความ Creative ที่ Impact โดยไม่จำเป็นที่จะต้องลงทุนหรือใช้เวลาให้เยอะเลยครับ แต่กลับกันผลตอบแทนที่ธุรกิจจะได้รับ ต้องได้กลับมามากกว่าเดิม 

ตัวอย่างจาก Hubspot พวกเขาได้ออกเครื่องมือวัดความเร็วของเว็บไซต์ที่ชื่อว่า Grader Tools ออกมา โดยอันดับแรกพวกเขาได้ใช้ Creative Banner ที่มีคำโปรโมทสั้นๆ แต่ได้ใจความสุดๆ ว่า How Strong Is Your Website? เพื่อเป็นการดึงดูด User ให้เริ่มหันมาสนใจความเร็วของเว็บไซต์ตัวเอง

และเมื่อพวกเขาสนใจ ก่อนจะเริ่มทดสอบเว็บไซต์ก็ต้องกรอก Lead สมัครสมาชิกกับ Hubspot ก่อนถึงจะเริ่มใช้บริการตัว Website Grader ได้

ภาพจาก Optinmonster

นั่นทำให้ Website Grader ของ Hubspot กลายเป็นเครื่องมือในการวัดความเร็วเว็บไซต์ที่ได้รับความนิยมจากผู้ใช้งานในช่วงปี 2018 และนอกจากนั้น Hubspot ยังได้รายชื่อผู้สมัครสมาชิก (Leads) เพิ่มขึ้นด้วย เรีบกว่าจาก 1 Creative ได้ประโยชน์ถึง 2 อย่าง (ทำน้อยแต่ได้มากของจริง)

5 : Mindset ในการทำงาน

Digital Marketing : Mindset ในการทำงานของ Digital Marketing ถือว่ามีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าเรื่องของทักษะหรือ (Skill) เลยครับ แต่ Mindset จะไม่ได้ขึ้นอยู่กับศึกษาหรือฝึกฝนเหมือน Skills แต่ต้องอาศัยการปรับตัว จนซึมซับ Mindset เหล่านั้น

โดย Mindset ในการทำงานที่สำคัญสำหรับกลยุทธ์ Digital Marketing จะมีอยู่ 4 อย่างด้วยกันครับได้แก่

  • Integrated (บูรณาการทุกสื่อให้เป็น เลือกใช้สื่อที่เหมาะสมกับการทำการตลาดรู้ Customer Journey ว่าลูกค้าใช้สื่อไหนเป็นสื่อหลัก)
  • Dare To Do (กล้าที่จะทำหรือคิดต่าง สำหรับกลยุทธ์ที่มียอดขายหรือผลกำไรมาเป็นตัวเดิมพันการเติบโต คุณต้องไม่กลัวการทำอะไรใหม่ๆ หรือทดลองทำอะไรที่ไม่เคยทำเพื่อให้ธุรกิจเติบโต)
  • Measure & Improvement (การวัดผลและคอยปรับปรุงอยู่เสมอ ถือเป็นสิ่งที่ต้องทำสำหรับกลยุทธ์นี้ เพราะคุณจะได้วัดผลได้ว่าในแต่ละแคมเปญ สิ่งที่คุณลงทุนไปได้ผลตอบแทนกลับมาในเป็นอย่างไร)
  • Always Learning (พัฒนาตัวเองอยู่เสมอ ด้วยความที่ Digital Marketing ทุกองค์ประกอบของกลยุทธ์นี้จะอยู่ในช่องทางออนไลน์ที่เปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา เพราะฉะนั้นทุกคนในทีมต้องศึกษาสิ่งใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา)

ซึ่งจะสังเกตได้เลยว่า Mindset ของกลยุทธ์จะเน้นไปที่การปรับตัวแบบรายบุคคลมากกว่า ไม่ได้โฟกัสไปที่การทำงานเป็นทีม หรือสร้างคุณค่าให้แก่ธุรกิจแต่อย่างใด

ภาพจาก leverageedu

Growth Marketing : แต่ในฝั่งของกลยุทธ์ Growth Marketing Mindset ที่ใช้ในการทำงานจะมีความแตกต่างกันครับ ตรงที่ Mindset ของ Growth Marketing จะเน้นไปการทำงานแบบทีมเวิร์คผ่าน 4 องค์ประกอบที่ถือเป็นจุดกำเนิดของ Growth Marketing ที่คุณต้องให้ความสำคัญอันได้แก่

  • Creative (ใช้ความคิดสร้างสรรค์ ทำน้อยแต่ได้มาก)
  • Behavioral Psychology (ออกแบบผลิตภัณฑ์ โดย โดยใช้พฤติกรรมผู้บริโภคเป็นเกณฑ์หลัก)
  • Technology & Automation (การใช้ Software เพื่อช่วยทำให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น)
  • Data & Testing (วิเคราะห์ข้อมูล+ทดสอบในทุกๆ Stage ของการทำการตลาด)

ถ้าใครอยากอ่านความหมายองค์ประกอบทั้ง 4 นี้เพิ่มเติม สามารถอ่านบทความเต็มๆ ได้ที่นี่

ซึ่ง 4 องค์ประกอบนี่ถือเป็น Mindset สำคัญที่เป็นตัวการหลักในการสร้างคุณค่ากับธุรกิจด้วยกลยุทธ์ Growth Marketing สามารถทำงานได้จริงในองค์กรของคุณ และสร้างการเติบโตให้กับธุรกิจได้หากยึดตาม Mindset ของ Growth Marketing 

เพราะฉะนั้นหากองค์กรหรือธุรกิจใดต้องการนำกลยุทธ์ Growth Marketing ไปปรับใช้กับองค์กรก็อย่าลืมนำ Mindset ที่กล่าวไปมาเริ่มลองปรับใช้ในองค์กรกันนะครับ


สรุปทั้งหมด

แม้ว่า 2 กลยุทธ์ที่เราได้กล่าวไปทั้ง Digital Marketing และ Growth Marketing จะสามารถสร้างการเติบโตให้กับธุรกิจได้ทั้งคู่ แต่ก็ต้องยอมรับว่ากลยุทธ์ Growth Marketing จะสามารถทำให้ธุรกิจไปถึงเส้นชัยได้ด้วยระยะเวลาที่รวดเร็วและทำให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากกว่า

ยังไงก็ตามต้องอย่าลืมนะครับว่าไม่ใช่ทุกองค์กร ทุกธุรกิจที่จะสามารถนำกลยุทธ์ Growth Marketing ไปปรับใช้ได้ (อาศัยทั้งเรื่องงบประมาณและแรงงาน) แต่คุณสามารถนำเอา Mindset หรือกระบวนการต่างๆ ของกลยุทธ์ Growth Marketing ไปปรับใช้กับการทำธุรกิจหรือการสร้างองค์กรเพื่อการเติบโตของคุณได้เช่นกันครับ

สุดท้าย สำหรับนักการตลาดท่านใดที่ชื่นชอบบทความนี้หรืออยากให้ The Growth Master หยิบยกเรื่องไหนมาเล่าเป็นบทความให้ทุกท่านได้อ่านกัน ก็อย่าลืมคอมเม้นต์มาบอกเรากันได้เลยนะครับ และฝากทุกท่านกดไลค์หรือแชร์บทความนี้เพื่อเป็นกำลังใจให้พวกเราด้วยนะครับ ;)

Source : mapplinks , amuratech , useproof




ไม่พลาดทุกข้อมูลที่ช่วยให้ธุรกิจคุณเติบโตได้เร็วยิ่งขึ้น

ติดตามได้หลากหลายช่องทางที่คุณสะดวก ไม่ว่าจะเป็น e-mail, line หรือ youtube
Subscribe