Articles
Light
Dark
Light
Dark

Meta Tags Guide : เรียนรู้การใช้งาน Meta Tags ให้การทำ SEO ของคุณมีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม

Stage 2 : Not Enough Traffic
Meta Tags Guide : เรียนรู้การใช้งาน Meta Tags ให้การทำ SEO ของคุณมีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม
PEA TANACHOTE

อดีตนักร้อง ที่ผันตัวมาเขียนคอนเทนต์ เชียร์ลิเวอร์พูล ชอบดู We Bare Bears นักเขียนคอนเทนต์ที่ใครๆ ก็ต้องการตัว (โดยเฉพาะตำรวจ)

นักเขียน
PEA TANACHOTE
PEA TANACHOTE

อดีตนักร้อง ที่ผันตัวมาเขียนคอนเทนต์ เชียร์ลิเวอร์พูล ชอบดู We Bare Bears นักเขียนคอนเทนต์ที่ใครๆ ก็ต้องการตัว (โดยเฉพาะตำรวจ)

นักเขียน

เลือกอ่านตามหัวข้อ

สำหรับการทำการตลาดให้กับเว็บไซต์ SEO ถือเป็นอีกหนึ่งระบบการทำงานที่นักการตลาดอย่างคุณจำเป็นต้องรู้ เพราะ SEO ถือเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้เว็บไซต์ของคุณหาเจอได้ง่ายขึ้น (ติดหน้าหนึ่ง Google) หรือทำอันดับในหน้าค้นหาได้ดีที่สุด ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว แม้ว่าเรื่องของการทำให้เว็บไซต์ติดอันดับนั้นถือเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนและต้องใช้ความรู้ความสามารถในการปรับแต่งเว็บไซต์เยอะ

แต่คุณก็สามารถเริ่มต้นให้เว็บไซต์ของคุณมีอันดับที่ดีขึ้นได้ เพียงแค่รู้จักการทำงานและการปรับแต่งสิ่งที่เรียกว่า “Meta Tags” 

หากคุณคือนักการตลาดคนหนึ่งที่คุ้นเคยกับการทำ SEO มาแล้วเป็นอย่างดี ไม่มีทางที่คุณจะไม่รู้ถึงความสำคัญของ Meta Tags แต่สำหรับนักการตลาดมือใหม่ที่เพิ่งก้าวเท้าเข้าสู่โลกของ SEO อาจจะยังไม่ทราบว่าเจ้า Meta Tags นี่แหละครับ ที่เป็นส่วนหนึ่งในการสร้าง Traffic แบบ Organic ให้เว็บไซต์ในหน้า SERP (Search Engine Results Page) ของคุณถูกค้นหาให้เจอได้ง่ายยิ่งขึ้น 

แต่การจะไปถึงจุดนั้นได้ คุณต้องทำความเข้าใจการทำงานและการปรับแต่ง Meta Tags ให้มีประสิทธิภาพมากที่สุดเสียก่อน ซึ่งในบทความนี้ The Growth Master จะขอพาทุกคนไปศึกษาเกี่ยวกับความหมายของ Meta Tags , ความสำคัญระหว่างการทำ Meta Tags และ SEO , ความแตกต่างของ Meta Tags แต่ละประเภทซึ่งจะมีหน้าที่และประโยชน์ที่แตกต่างกันออกไป

รวมไปถึงวิธีการปรับแต่ง Meta Tags เพื่อประโยชน์ในการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของ SEO ให้มากกว่าเดิม และเพื่อให้เว็บไซต์ที่คุณดูแลอยู่ถูกค้นหาเจอได้ง่ายขึ้นจากเหล่า User หากพร้อมแล้วเชิญมาศึกษาพร้อมกันได้เลยครับ

Meta Tags คืออะไร? คำตอบอยู่ตรงนี้

Meta Tags คือชุดของโค้ดประเภทหนึ่ง อยู่ในรูปแบบของข้อความในรหัส HTML ที่บอกคุณลักษณะคอนเทนต์ของเว็บไซต์หรือเว็บเพจต่างๆ ว่าเว็บไซต์นั้นเป็นเว็บไซต์ชื่ออะไร เกี่ยวข้องกับอะไร โดย Meta Tags จะไม่ได้ปรากฏมาให้ทุกคนได้เห็นกันนะครับ เพราะ Meta Tags จะปรากฏแค่ในหน้า Source Code หรือระบบหลังบ้านที่มีไว้เพื่อการใส่โค้ดของเว็บไซต์เท่านั้น 

กล่าวคือ สำหรับใครที่เคยเข้าไปใช้งานระบบหลังบ้านของเว็บไซต์ต่างๆ นอกจากการตั้งชื่อและ URL เว็บไซต์หรือเว็บเพจแล้ว อีกสิ่งสำคัญที่มักจะโดนระบบบังคับให้ทำการใส่ในก็คือ Meta Tags ประเภทต่างๆ (มีอธิบายในหัวข้อถัดไป) เพราะเจ้า Meta Tags นี่แหละที่จะทำหน้าที่เป็นเหมือนป้ายชื่อแนะนำตัว ให้ Search Engine เจอเว็บไซต์คุณได้ง่ายขึ้น

แต่จริงๆ แล้ว Meta Tags นั้นจะประกอบด้วยข้อมูลเกี่ยวกับเว็บไซต์หรือเว็บเพจ ซึ่งจะอยู่ในรูปแบบของ HTML ซึ่งเรียกว่า “Meta Data” โดย Meta Data ก็ไม่ปรากฏให้เราเห็นเช่นกันครับ ซึ่งจะมีเพียง Search Engine  (เครื่องมือค้นหาเช่น Google) เท่านั้นที่มองเห็นและอ่านข้อมูลได้

ซึ่ง Search Engines จะใช้ Meta Data (หรือ Meta Tags นี่แหละครับ) ในการจัดอันดับการค้นหา โดยจะดึงข้อมูลจาก Meta Tags มาแสดงไว้เมื่อ User มีการค้นหาอะไรที่เกี่ยวข้องกับ Meta Tags นั้นนั่นเอง

ภาพจาก coforge

Meta Tags และ SEO สองสิ่งนี้มีความสำคัญกันอย่างไร ?

สำหรับใครที่ยังสงสัยว่า Meta Tags มีความเกี่ยวข้องกับการทำ SEO มากขนาดไหน แล้วทั้ง 2 สิ่งนี้สำคัญต่อกันจริงหรือ ?

คำตอบคือ ใช่ครับ! Meta Tags นั้นมีความสำคัญต่อการทำ SEO เป็นอย่างมาก และเป็นอีกหนึ่งตัวแปรสำคัญที่จะมีส่วนช่วยในการทำให้เว็บไซต์หรือเว็บเพจของคุณสามารถติดหน้าแรกหรือทำอันดับได้ดี ในหน้า Search Engine ซึ่งส่งผลให้ User หรือกลุ่มเป้าหมายหาเว็บไซต์ของคุณเจอได้ง่ายขึ้น และยังสร้างโอกาสทางธุรกิจต่างๆ ได้อีกในอนาคต

แต่ทุกคนอย่าเพิ่งหลงดีใจไปนะครับ เพราะ Meta Tags อย่างที่ผมบอกไป มันเป็นเพียงแค่ “ส่วนหนึ่ง” ในการทำ SEO ให้มีประสิทธิภาพเท่านั้น เพราะถ้าคุณอยากให้เว็บไซต์หรือเว็บเพจของคุณอยู่ในอันดับต้นๆ ของหน้าการค้นหา (SERP) ได้นอกจาก Meta Tags แล้วยังต้องขึ้นอยู่กับอีกหลายปัจจัยของการทำ SEO 

เช่น คุณภาพของ Content (การสร้างบทความที่ดี เข้าใจผู้อ่าน , การใช้ Keyword , การแทรกรูปภาพและ Alt Text) , เรื่องของการดีไซน์เว็บไซต์หรือเว็บเพจ ให้มีการตอบสนองที่ดี (Responsive Design) , Page Speed ความเร็วของเว็บไซต์ , Site Structer โครงสร้างของเว็บไซต์ที่ใช้งานง่าย และอื่นๆ อีกมากมายครับ

ซึ่งแม้ว่าการทำ Meta Tags จะเป็นเพียงส่วนหนึ่งในการทำ SEO เท่านั้น แต่มันกลับเป็นพื้นฐานของเรื่องที่สำคัญที่สุดถ้านักการตลาดอย่างคุณต้องการให้เว็บไซต์ “เติบโต” ให้ได้มากกว่านี้ 

คราวนี้ถึงเวลามาเช็คกันครับ ว่า Meta Tags ที่เป็นประเด็นหลักของเราวันนี้มีกี่ประเภทและแต่ละประเภทมีหน้าที่อย่างไรกัน

หน้าที่ของ Meta Tags แต่ละประเภทที่สำคัญต่อการทำ SEO มีอะไรบ้าง ?

จริงๆ แล้วประเภทของ Meta Tags สำหรับการทำ SEO ถือว่ามีค่อนข้างเยอะหลายประเภทเลยครับ แต่ในบทความนี้ผมจะขอพูดถึงเฉพาะประเภทของ Meta Tags หลักๆ ที่มีความเกี่ยวข้องกับการใช้งานเพื่อการทำ SEO และการสร้าง Organic Traffic ทำให้อันดับเว็บไซต์หรือเว็บเพจของคุณดีขึ้นเท่านั้นนะครับ โดยจะขอแบ่งเป็น 7 ประเภทดังนี้ครับ

1. Title Tags 

Title Tags หรือ Title Meta Tags จริงๆ แล้วผมเชื่อว่าเป็นสิ่งที่เราคุ้นเคยกันมาเป็นอย่างดี แต่อาจจะยังไม่รู้ว่ามันคืออะไร อธิบายอย่างง่ายๆ ก็คือชื่อของเว็บเพจที่คุณต้องการ ที่จะอยู่บริเวณ Headline ในหน้า Search Engines ตามภาพนี้เลยครับ

ภาพจาก Edgy

ซึ่งการตั้ง Title Tags หรือชื่อเว็บเพจที่จะแสดงอยู่บนหน้า Google ที่มีประสิทธิภาพนั้น ก็จะสามารถดึงดูด User ให้กดเข้าไปยังเว็บไซต์คุณให้ได้ ในยามที่ User อยู่ในหน้า SERP นั่นเองครับ

 ซึ่งใน Part ของการตั้งชื่อ Title Tags ให้โดนใจกลุ่มเป้าหมายและมีประสิทธิภาพมากที่สุดนั้น อาจจะต้องอาศัยเทคนิคและเครื่องมือทางการตลาดจำพวก Social Listening ต่างๆ เข้ามาช่วย Reseach เพื่อหาสิ่งที่กลุ่มเป้าหมายต้องการมากที่สุด 

2. Meta Description Tags

Meta Description Tag หรืออีกชื่อที่นักการตลาดอย่างเราคุ้นกันดีในคำว่า “Meta Description” เป็น Meta Tag ที่ไม่ได้ทำงานโดยตรงกับ Search Engines เหมือน Meta Tags ทั่วไป แต่ก็ถือเป็นอีกหนึ่ง Meta Tags ที่มีส่วนสำคัญในการแสดงผลของเว็บไซต์ในหน้า SERP ที่ทำให้ User ที่เข้ามายังหน้า Search Engines พอที่จะรู้ว่า เว็บไซต์หรือเว็บเพจหน้านั้น คืออะไรและเกี่ยวกับอะไร 

ซึ่ง Meta Description มีลักษณะเป็นชุดคำตัวอักษรสีเทาเล็กๆ ความยาวไม่เกิน 155 คำที่จะปรากฏอยู่ใต้ Title Tags ในข้อที่แล้วนี่แหละครับ หากใครยังนึกภาพตามไม่ออก ผมมีตัวอย่างมาให้ดูกันครับ


จากตัวอย่างในภาพ ในกรอบสีเขียวก็คือ Meta Description นั่นเองครับ ซึ่งการเขียน Meta Description ที่ดีคุณต้องพยายามสรุปใจความสำคัญที่สามารถดึงดูดกลุ่มเป้าหมายให้กดเข้ามายังหน้าเว็บไซต์ มี Keyword ที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์ ยังต้องสร้างความมั่นใจให้กับพวกเขาว่า เว็บของเรานี่แหละ คือสิ่งที่พวกเขากำลังค้นหาอยู่นั่นเองครับ

ซึ่งถึงตรงนี้ผมขอสรุปย่อๆ ให้ทุกคนก่อนนะครับว่าทั้ง Title Tags และ Meta Description Tags คือ 2 ประเภทของ Meta Tags ที่มีความสำคัญที่สุดในการทำ SEO ที่คุณต้องศึกษาและห้ามละเลยในส่วนตรงนี้เด็ดขาด เพราะถ้าขาดตัวใดตัวหนึ่งไปการทำ SEO ให้เกิดประสิทธิภาพและเป้าหมายในการพาเว็บไซต์ของคุณเติบโตอาจจะหายไปเลยก็เป็นได้

3. Meta Viewpoint Tags

Meta Viewpoint Tags หรือที่เรียกสั้นๆ ว่า Viewpoint Tags เป็นชุด Tags ที่จะเข้ามาช่วยให้เว็บไซต์ของคุณสามารถแสดงผลกับอุปกรณ์อื่นๆ ที่นอกเหนือจากคอมพิวเตอร์ได้ เพราะอย่างที่ทราบกันดีว่า ในปัจจุบัน User ส่วนใหญ่หันมาเข้าใช้งาน Internet ผ่านเครื่องมือที่หลากหลาย เช่น Smartphone , IPad , Laptop 

แม้จะไม่มีความเกี่ยวข้องกับเนื้อหาหรือ Keyword แบบทั้ง 2 ประเภทที่กล่าวไปข้างต้น แต่หากเว็บไซต์ของคุณขาด Viewpoint Tags ไปเวลาที่คุณเข้าเว็บไซต์คุณเองจากสมาร์ทโฟนก็อาจจะพบกับหน้าตาของเว็บไซต์ที่ดูผิดแปลกไปจากที่มันควรจะเป็น อย่างเช่นตัวอย่างครับ

ภาพจาก Bitdegree

ถ้าถามว่า Meta Tags ตัวนี้มีความเกี่ยวข้องกับ SEO อย่างไร ต้องอธิบายแบบนี้ครับว่าระบบ Algorithm ของ Google จะเลือกให้คะแนนกับเว็บไซต์หรือเว็บเพจที่มีการรองรับการแสดงผล UI ที่หลากหลายและมีความเป็น User Friendly ทำให้เว็บไซต์ของคุณมีสิทธิ์ค้นหาเจอได้ง่ายขึ้นนั่นเองครับ

4. ALT Text Tags

ALT Text Tags หรือชื่อเต็มคือ Alternative Text Tags เป็นหนึ่งใน Meta Tags ที่จะมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งหากเว็บไซต์หรือเว็บเพจของคุณ มีรูปภาพใช้ประกอบเนื้อหาของคอนเทนต์ โดย ALT Text Tags คือการใส่คำอธิบายหรือ Keyword สั้นๆ เกี่ยวกับรูปภาพของคุณว่ารูปภาพนั้นคืออะไร

และ ALT Text Tags ยังมีผลเกี่ยวกับการทำ SEO ด้วยเพราะยังเป็นการเพิ่มโอกาสให้ User เข้ามาเจอเว็บไซต์ของคุณได้ง่ายขึ้นผ่านการค้นหาในหน้า Image บน Search Engine นั่นเองครับ

ภาพจาก Candyspace

5. Social Meta Tags

Social Meta Tags หรือบางที่จะเรียกว่า Social Media Meta Tags อธิบายง่ายๆ ก็คือ Title Tags ของ Social Media นี่แหละครับ เพราะอย่างที่ทราบกันดีว่าปัจจุบัน Social Media ก็กลายเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่คุณสามารถโปรโมทเว็บไซต์หรือเว็บเพจของคุณได้

ซึ่ง Social Meta Tags สามารถให้คุณตั้งชื่อจะเหมือนกับ Title Tags เพื่อความไม่สับสน หรือจะลองตั้งชื่อ Social Meta Tags ใหม่เพื่อล่อ User คลิกเข้ามาก็ได้เช่นกัน เช่นอาจจะลองตั้ง Social Meta Tags ให้แตกต่างกันกับ Title Tags เพื่อเป็นเหมือนการทำ A/B Testing ขนาดย่อมๆ เพื่อวัดว่าการตั้งชื่อแบบไหนที่จะดึง User ให้คลิกเข้ามาได้มากกว่ากัน

ภาพจาก socialengineaddons

แต่คำแนะนำคืออย่าตั้งชื่อ Social Meta Tags ที่เป็นลักษณะคล้ายพวกเว็บไซต์ Clickbait (ตั้งกำกวมให้คนสงสัยหรือให้ดูเวอร์ เพื่อล่อคนให้กดเข้าไป) เพราะจะทำให้ภาพลักษณ์ของเว็บเพจของคุณไม่มีความน่าเชื่อถือครับ 

6. Canonical Tags

Canonical Tags เป็น Tags ที่มีไว้บอก Search Engine (ยกตัวอย่างว่าเป็น Google) ให้รู้ว่า URL ที่อยู่ภายใต้ Tags นี้คือหน้าหลักของเว็บไซต์ (Original Source) เพื่อช่วยป้องกันการเกิดข้อมูลซ้ำ

เพราะในกรณีที่เว็บของเรามีข้อมูลซ้ำหรือคล้ายกันหลายๆ หน้าก็อาจจะมีสิทธิ์ที่ Google จะให้คะแนนของการแสดงผลเว็บไซต์ในหน้า SERP ที่น้อยลงด้วยเช่นกัน การที่เราใส่ Canoninal Tags ก็เหมือนเป็นการติดป้ายบอกว่า ให้ Google มาวัดคะแนนที่ลิงก์นี้นะ

ซึ่งสำหรับการติดตั้ง Canonical Tags สำหรับใครที่ใช้งานเว็บไซต์ด้วยระบบ Wordpress ก็จะมีช่องให้ใส่ Canonical Tags ได้เลย แต่สำหรับใครที่ใช้ภาษา HTML เพื่อการสร้างเว็บไซต์ก็สามารถใส่โค้ด Canonical Tags ตามนี้ครับ <link rel=”canonical” href=”http://thegrowthmaster.com” /> 


Part สำหรับใส่ Canonical Tags (URL) สำหรับจัดการเว็บไซต์ระบบ Wordpress
ภาพจาก Ahref

7. Heading Tags

สำหรับนักการตลาดสาย Content น่าจะคุ้นเคยกันดี เพราะนี่คือหนึ่งใน Meta Tags ที่มีความเกี่ยวข้องกับการทำ On Site SEO ครับโดย Heading Tags เป็น Tags ที่มีเอาไว้กำหนด Header หรือหัวข้อในบทความ (ตัวใหญ่ๆ) โดยจะมีตั้งแต่ H1-H6 ซึ่งแต่ละอันก็จะมีหน้าที่แตกต่างกันออกไป เช่น 

  • H1 ใหญ่สุด สำหรับหัวข้อของเนื้อหาที่มีความสำคัญ โดยถ้าจะให้ดีก็ต้องมี Keyword ที่เราต้องการทำอันดับบน Search Engine 
  • H2 , H3 ใส่เพื่อเพิ่มหัวข้อที่คุณต้องการอธิบายเพิ่มเติม รองจากหัวข้อแบบ H1 โดยขนาดก็จะลดหย่อนกันลงมา สามารถใส่ Keyword ได้
  • H4,H5,H6 มีไว้เพื่อใส่ส่วนของเครดิตใต้รูปภาพ แหล่งที่มา Reference ของเนื้อหาบทความต่างๆ

เทคนิคการเขียน Meta Tags ให้การทำ SEO มีประสิทธิภาพมากที่สุด ต้องทำอย่างไร ? 

ตามที่ผมได้อธิบายในตอนจบของข้อที่2 (Meta Description) ว่าถ้าเป้าหมายการทำ SEO ของคุณคือต้องการให้เว็บไซต์หรือเว็บเพจของคุณติดอันดับต้นๆ ในหน้า SERP (แบบOrganic) และได้ค่า CTR ที่เพิ่มขึ้น Meta Tags ที่สำคัญที่สุดที่คุณต้องโฟกัสก็คือการเขียน Title Tags และ Meta Description 

ในหัวข้อนี้ The Growth Master จะมาแชร์ 3 เทคนิคในการเขียน Meta Tags ทั้ง 2 ประเภทดังกล่าวให้โดนใจทั้ง User และ Google ให้การทำ SEO ของคุณมีประสิทธิภาพมากที่สุดครับ

1. Keyword ยังเป็นสิ่งสำคัญเหมือนเดิม 

ไม่ว่าจะเป็น Title Tags หรือ Meta Description สิ่งสำคัญก็คือคุณควรใส่ Keyword ที่เกี่ยวข้องกับ Content บนเว็บไซต์หรือเว็บเพจไปในช่วงต้นๆ ของ Tags เสมอ เพราะการใส่ Keyword ลงไปใน Title Tags หรือ Meta Description ก็เป็นเหมือนการช่วยให้ Search Engines หาเว็บไซต์คุณเจอได้ง่ายขึ้นและได้อันดับที่ดีในหน้า SERP

แต่สิ่งที่ต้องเตือนไว้ก่อนก็คือ คุณไม่ควรที่ยัดจะ Keyword ลงไปมากเกินนะครับ เพราะถ้า Google เจออาจจะมองว่าคุณพยายามโกง ส่งผลให้เว็บไซต์ของคุณไปอยู่หน้าท้ายๆ หรือหายไปได้เลยครับ

โดยตัวช่วยในการ Reseach Keyword ในปัจจุบันนั้นก็มีตัวช่วยหลากหลายทั้งฟรีและเสียเงิน ในการหา Keyword ที่ User ค้นหาที่สุด เช่น Google Keyword Planner , Ubersuggest , Google Trend , Keyword Generator เป็นต้นครับ


ตัวอย่างการใส่ Keyword ลงใน Meta Tags เพื่อให้การทำ SEO มีประสิทธิภาพ
ภาพจาก ahrefs

2. บอกจุดเด่นหรือประโยชน์ของเว็บไซต์คุณ เพื่อเอาชนะคู่แข่ง

หลังจากเช็ค Keyword เรียบร้อยแล้ว ในการเขียน Meta Tags ที่ดีนั้นคือการเขียนให้เว็บไซต์ของคุณดูโดดเด่นกว่าคู่แข่ง เพราะอย่าลืมนะครับว่าการทำ SEO ก็เหมือนการลงสนามแข่งขันกับคู่แข่งอีกมากมาย ที่เขาก็ต้องการอยากให้เว็บไซต์ได้อันดับดีๆ เช่นกัน เพราะฉะนั้นการเขียน Meta Tags ด้วยคำทั่วๆ ไปอาจไม่ได้ทำให้เว็บไซต์ของคุณโดดเด่นในสายตากลุ่มเป้าหมาย

โดยเฉพาะถ้าเว็บไซต์ของคุณเป็นเว็บไซต์ E-Commerce ที่มีไว้เพื่อการขายของ เทคนิคนี้จะเป็นการปล่อยหมัดน็อคให้ลูกค้ากดเข้ามายังเว็บไซต์ของคุณ

เช่นการบอกเหตุผลให้ผู้ค้นหาทราบว่า ทำไมเขาควรกดเข้ามายังเว็บไซต์ของเรา , จุดเด่นของเว็บไซต์เราคืออะไร , ถ้ากดเข้ามาคุณจะได้รู้อะไร หรืออาจจะบอก Benefits แบบสั้นๆ กระชับๆ ที่คุณจะมอบให้ลูกค้าได้เช่น (กรณี E-Commerce) เช่น แจกโค้ดส่งฟรี , ผู้นำด้าน... , เจ้าแรกในประเทศ , คืนเงินภายใน 15 วัน ฯลฯ

เพราะนอกจากจะเป็นการสร้างความน่าเชื่อถือให้กับกลุ่มเป้าหมายแล้ว ยังส่งผลทางจิตวิทยากับพฤติกรรมผู้บริโภคได้อย่างดีเยี่ยมเลยครับ

3. คุมจำนวนตัวอักษรอย่าให้เกินที่กำหนด

สำหรับใครที่ใช้ระบบหลังบ้านของเว็บไซต์อย่าง Wordpress จะมีระบบ Counting Character ที่จะคอยนับให้ว่าคุณได้ใช้ตัวอักษรในการเขียน Meta Tags ทั้ง 2 ประเภทไปกี่ตัวแล้ว แต่ถ้าใครที่เป็นสาย HTML ก็อาจจะต้องรู้เกี่ยวกับการจำกัดจำนวน Character ของ Meta Tags ด้วยครับ

ซึ่งการเขียน Mata Tags ที่ดี และเอื้อประโยชน์ต่อการทำ SEO ได้มากที่สุดนั้น จะต้องมีความยาวดังนี้ครับ

  • Title Tags - ความยาวของตัวอักษรไม่เกิน 60 - 65 ตัวอักษร
  • Meta Description - ความยาวของตัวอักษรไม่เกิน 150 -160 ตัวอักษร

เพราะถ้าเกิดคุณเขียนเกินจำนวน (ยาวเกินไป) จะทำให้ Google ไม่สามารถนำข้อความทั้งหมดไปแสดงใน SERP ได้ ซึ่งอาจจะเห็นแค่บางส่วน ทำให้กลุ่มเป้าหมายอาจเกิดความสับสนในข้อความที่คุณจะทำการสื่อสารได้

โดยหัวข้อนี้ ถือว่าเป็นโจทย์ที่ท้าทายนักการตลาดพอสมควรครับ เพราะคุณจะต้องทำทั้งการคิด Keyword และใส่ลงไปใน Meta Tags ทั้ง 2 ให้ได้ จากนั้นก็ต้องหาข้อความหรือทำการเขียนให้ “ดึงดูด” กลุ่มเป้าหมายโดยใช้คำได้อย่างจำกัด (ตัวผมเองก็เคยประสบปัญหานี้เช่นกัน)

แต่โชคดีครับ ที่ปัจจุบันมีตัวช่วยเกิดขึ้นมากมาย อย่างถ้าใน Wordpress ก็จะมี Preview Mode ให้คุณเห็นได้เลยว่าเวลาอยู่บนหน้า SERP (Google)  สิ่งที่เราเขียนจะปรากฏแบบไหน แต่ในกรณีอื่นคุณสามารถใช้งานเครื่องมือแนว Snippet Preview เช่น Yoast , SERPsims , Merkle , Mangools ในการเช็ค Character และ SERP Appearance ได้ครับ


ภาพจาก Mangools

สรุปทั้งหมด

ถึงส่วนนี้คุณน่าจะพอทราบแล้วนะครับ ว่า Meta Tags สำคัญต่อการทำ SEO และการเติบโตของเว็บไซต์รวมไปถึงธุรกิจของคุณอย่างไร แต่อีกสิ่งที่ผมอยากจะเรียนให้ทราบก็คือ ยังไงก็ตามการทำ SEO ก็ยังต้องใช้ “เวลา” ในการแสดงผลพอสมควรนะครับ

ไม่ใช่ว่าปรับ Meta Tags ให้ตรงสเป็คของ Google แล้วเว็บของเราจะติดอันดับต้นๆ ของหน้าการค้นหาทันที (ใช้เวลาพอสมควร) แต่การปรับปรุง Meta Tags ให้มีประสิทธิภาพนั้นก็เป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบที่จะทำให้เว็บไซต์ของไปถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้ได้

และสำหรับนักการตลาดท่านใดที่เห็นว่าบทความนี้เป็นประโยชน์กับตัวคุณ ก็อย่าลืมกด Like , Share เพื่อเป็นกำลังใจให้ทีมงาน The Growth Master สร้างสรรค์คอนเทนต์ดีๆ มาให้ติดตามกันอีกนะครับ :)

Source : hubspot , coforge , moz


Subscribe