Stage 1 : Zero To Launch

อิทธิพลของ No-Code Movement ต่อวงการ Web Design และ Web Development ใครจะอยู่ ใครจะไป ในอีก 10 ปี !?

อิทธิพลของ No-Code Movement ต่อวงการ Web Design และ Web Development ใครจะอยู่ ใครจะไป ในอีก 10 ปี !?
Light
Dark
Cartoon Tanaporn
Cartoon Tanaporn

มนุษย์เป็ดเขียนคอนเทนต์ ชอบเขียนมากกว่าพูด เสพติดการมองพระจันทร์เป็นชีวิตจิตใจ และหลงใหลในช่วงเวลา Magic Hour ของทุกวัน

นักเขียน
The future of web design vs. web development is being redefined.

จะเกิดอะไรขึ้นในอีก 10 ปีข้างหน้า การเข้ามาของ No-Code Platform หรือแพลตฟอร์มที่ผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องมีความรู้เทคนิคด้านการเขียนโปรแกรม (Coding) ก็สามารถสร้างเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชันด้วยตัวเอง จะส่งผลกระทบวงกว้างต่อวงการ Web Design และ Web Development หรือไม่?

เพราะในอดีต เมื่อเราอยากสร้างเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชันเป็นของตัวเอง เราจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องพึ่งพาโปรแกรมเมอร์ เพราะทั้งเว็บไซต์และแอปพลิเคชันล้วนขับเคลื่อนด้วยองค์ประกอบสำคัญอย่าง “โค้ด” ถ้าเกิดว่าคุณไม่มีความรู้ด้านการเขียนโค้ดเลย ก็หมดสิทธิ์สร้างมันด้วยตัวเอง แต่ตอนนี้ไม่ว่าจะเป็นดีไซเนอร์ นักการตลาด หรือผู้ที่มีความเชี่ยวชาญด้านอื่น ๆ ก็สามารถสร้างเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชันได้ด้วยตัวเองแล้ว

อย่างไรก็ตาม การเข้ามา Disrupt ของ No-Code Platform มันเริ่มมีผลกระทบในระยะยาวและเห็นได้ชัดขึ้นเรื่อย ๆ กว่าเดิมแล้ว จากเมื่อก่อนการสร้างเว็บไซต์สักเว็บไซต์หนึ่ง เราต้องใช้บุคคลถึง 2 กลุ่มด้วยกัน คือ Web Designer และ Web Developer แต่ตอนนี้ เมื่อ No-Code Movement เริ่มมีการเคลื่อนไหว ทำให้ใครก็ตามสามารถรับบทบาทเป็นทั้ง 2 คนได้ในคราวเดียว

ดังนั้น ในบทความนี้จะพาคุณไปดูว่า No-Code Movement จะมีอิทธิพลต่อ Web Designer และ Web Developer อย่างไร และจะเกิดอะไรขึ้นกับพวกเขาในเมื่อ No-Code Platform สามารถเข้ามาทดแทนการทำงานของทั้ง 2 ฝ่ายได้ในคราวเดียว

ไม่พลาดทุกข้อมูลที่ช่วยให้ธุรกิจคุณเติบโตได้เร็วยิ่งขึ้น

ติดตามได้หลากหลายช่องทางที่คุณสะดวก ไม่ว่าจะเป็น e-mail, line หรือ youtube
Subscribe

ความแตกต่าง Web Design vs. Web Development 

Web Design คือ การออกแบบรูปลักษณ์ภายนอกของเว็บไซต์ที่ตาเรามองเห็น เช่น ความสวยงาม น่าใช้ รวมถึงการออกแบบฟังก์ชันการทำงานต่าง ๆ โดยออกแบบจากมุมมองของผู้ใช้งานเป็นหลัก ซึ่งคนที่ออกแบบเว็บไซต์ หรือที่เราเรียกกันว่า Web Designer มักใช้ซอฟต์แวร์ เช่น Figma หรือ Adobe XD ในการออกแบบ เพื่อสร้าง User Experience ที่สามารถดึงดูดสายตาผู้ใช้ให้เข้ามาในเว็บไซต์ของเราได้

ภาพจาก invisionapp


อย่างไรก็ตาม ยังมีคนอีกหนึ่งกลุ่มที่มีความเกี่ยวข้องกับการออกแบบเว็บไซต์ หรือ Web Application (แอปพลิเคชันที่ถูกเขียนขึ้นมาให้สามารถเปิดใช้ใน Web Browser ได้โดยตรง ทำให้ไม่ต้องดาวน์โหลดแอปพลิเคชันแบบเต็ม ๆ ลงเครื่อง) นั่นคือ UX Designer ที่เป็นผู้ช่วยให้ Web Designer ทำงานได้ง่ายขึ้น เพราะ UX Designer จะใช้ทักษะของพวกเขาในการออกแบบสร้างโครงสร้าง (Wireframe), แบบจำลอง (Mockup), สี, เทมเพลตต่าง ๆ และอื่น ๆ ก่อนที่จะส่งต่อให้ Web Designer ทำหน้าที่ออกแบบ User Interface (UI) ให้มีความสวยงามน่าใช้

ภาพจาก kooper

ในขณะที่ Web Development คือ กระบวนการเขียนโค้ดให้กับเว็บไซต์ เพื่อสร้างการทำงานที่ต้องการ โดยใช้ภาษาคอมพิวเตอร์ต่าง ๆ เช่น CSS, HTML, JavaScript, Python, Ruby on Rails และอื่น ๆ 

โดยนักพัฒนาหลังบ้าน (Backend Developer) คือ คนที่มุ่งเน้นไปที่การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของเว็บไซต์หรือ Web Application เป็นหลัก เช่น การจัดเก็บข้อมูล, การเชื่อมต่อ API, ระบบโฮสติ้ง (Hosting), ระบบความปลอดภัย ส่วนนักพัฒนาหน้าบ้าน (Frontend Developer) คือ คนที่มุ่งเน้นไปที่ฟังก์ชันการทำงานของหน้าตาเว็บไซต์หรือ Web Application เป็นหลัก สำหรับนักพัฒนาคนไหนที่สามารถพัฒนาได้ทั้งหน้าบ้านและหลังบ้านเลย เราจะเรียกว่า Full-Stack Developer

ภาพจาก medium

ถ้าให้ยกตัวอย่างเปรียบเทียบง่าย ๆ ระหว่างการสร้างเว็บไซต์กับการสร้างรถยนต์สักคันหนึ่ง 

  • Web Design คือ การออกแบบรูปลักษณ์ภายนอกรถยนต์ เช่น รถยนต์สีใดจะดึงดูดใจผู้คนให้มาซื้อ, รูปทรงรถแบบไหนที่คนเห็นแว๊บแรกแล้วอยากได้เลย, ล้อแม็กซ์แบบไหนที่คนเห็นแล้วเท่ โดนใจ
  • UX Design คือ การออกแบบประสบการณ์ใช้งานของผู้ใช้ให้ใช้งานง่ายที่สุด เช่น กระจกควรวางตรงไหน เพื่อให้คนขับรถมองเห็นได้ดี, ที่เปิดไฟเลี้ยวหรือที่ปัดน้ำฝน ควรไว้ทางซ้ายหรือขวา เพื่อให้คนเปิดใช้งานได้ง่ายและสะดวกที่สุด, มีกล้องหลัง เอาไว้ดูเวลาถอยรถ เพื่อเพิ่มความมั่นใจให้คนขับว่าจะไม่ชนอะไรข้างหลัง
  • Web Development คือ การวางระบบเครื่องยนต์ทั้งหมดที่จะทำให้รถยนต์เคลื่อนที่ได้ดี ไม่มีสะดุด เช่น เมื่อคนขับเบรก ก็ทำให้เบรกรถได้อย่างนุ่มนวล ไม่ทำให้ผู้คนเหมือนโดนกระชากตัวออกจากเบาะ, วางระบบความเร็วรถ เป็นต้น

ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายใด ทุกฝ่ายล้วนมีความสำคัญเท่ากันหมด แม้ว่า Web Developer จะทำให้การทำงานเบื้องหลังของเว็บไซต์จะดีงาม มีเสถียรภาพลื่นไหลเพียงใด แต่ถ้าไม่มี Web Designer ก็อาจทำให้เว็บไซต์มีหน้าตาไม่สวยงามดึงดูด ผู้ใช้งานก็ไม่อยากใช้ หรือถ้าทั้ง 2 อย่างดีแล้ว ทั้งการออกแบบและระบบการใช้งาน แต่ถ้าขาด UX Designer ไป ก็อาจทำให้ปุ่มวางอยู่มั่วไปหมดบนเว็บไซต์ ผู้ใช้งานก็ได้รับประสบการณ์ที่ไม่ดีอีก เพราะฉะนั้นทุกทีมล้วนมีความสำคัญทั้งสิ้นสำหรับการสร้างเว็บไซต์สักเว็บหนึ่งขึ้นมา

No-Code Movement คืออะไร?

No-Code Movement คือ การเติบโตของเทรนด์การใช้งานเครื่องมือ No-Code Development Platform เครื่องมือที่ทำให้คนที่ไม่ถนัดการเขียนโค้ดหรือไม่สามารถเขียนโค้ดเองได้ให้สามารถสร้างเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชันได้ด้วยตัวเอง 

เครื่องมือ No-Code ส่วนใหญ่จะเป็นการสร้างในรูปแบบของรูปภาพเป็นหลัก (Visual Builder) เพียงแค่ลาก-วาง (Drag and Drop) องค์ประกอบที่ต้องการให้มาอยู่บนเว็บไซต์ เช่น ปุ่ม, แถบรายการ, รูปแบบสี, ฟอนต์ ก็เพียงพอแล้ว ให้ลองนึกภาพตาม เชื่อว่าหลายคนเกิดทันใช้งานโปรแกรม Paint ซึ่งเป็นโปรแกรมสำหรับวาดรูปที่เราสามารถลากวางรูปสี่เหลี่ยม, สามเหลี่ยม, วงกลม, เทสี หรือพิมพ์ข้อความต่าง ๆ ด้วยได้ แต่แค่ไม่มีโค้ดฝังอยู่ในสิ่งที่เราลากมาวาง

ซึ่งการทำงานของเครื่องมือ No-Code ก็คล้าย ๆ กันกับโปรแกรม Paint ที่มีการลาก วาง ปรับ แต่ง ทุกสิ่งที่ต้องการได้ แต่สำหรับเครื่องมือ No-Code ตอนที่เรากำลังสร้างงานนั้น ๆ แม้ว่าผู้ใช้งานจะไม่เห็นว่ามีโค้ดเลย แต่เบื้องหลังขององค์ประกอบเหล่านั้นที่เราลากมาวาง จะมีโค้ดซ่อนอยู่ภายใต้สิ่งนั้น จึงทำให้สามารถเชื่อมโยงส่วนต่าง ๆ เข้าด้วยกันได้ เช่น เมื่อกดปุ่ม ก็สามารถลิงก์ไปยังอีกหน้านึงของเว็บไซต์ได้

ภาพจาก webflow

เราขอยกตัวอย่าง Webflow ซึ่งเป็นเครื่องมือ No-Code ตัวหนึ่งที่สามารถใช้สร้างเว็บไซต์ โดยที่ไม่ต้องเขียนโค้ด ซึ่ง Webflow ก็มีหลักการทำงานง่าย ๆ เพียงลาก วาง องค์ประกอบ (Element) ที่ต้องการเหมือนกับที่เรากล่าวมา และยังสามารถนำไป Integrate กับเครื่องมือต่าง ๆ ได้อีกด้วย เช่น ต่อระบบ Automation กับ Zapier, สร้าง Database กับ Airtable หรืออื่น ๆ อีกมากมาย และด้วยความที่ Webflow ใช้งานง่าย จึงทำให้เป็นเครื่องมือ No-Code ที่เติบโตอย่างรวดเร็ว

อ่านบทความเพิ่มเติมเกี่ยวกับ:

หากคุณกำลังมองหาตัวอย่างเว็บไซต์ที่ใช้ Webflow ในการสร้าง ก็ไม่ต้องไปมองหาที่ไหนไกลเลย แต่คือเว็บไซต์ของ The Growth Master นั่นเอง แม้ว่าจะทำมาจากเครื่องมือ No-Code แต่คุณจะเห็นได้ว่าเว็บไซต์มีความลื่นไหล หน้าตาสวยงาม เป็นมิตรกับผู้ใช้ไม่แพ้การสร้างเว็บไซต์ด้วยเครื่องมือแบบอื่นเลย

นอกจากนั้น ในประเทศไทยของเราก็มี WEXPERIENCE ซึ่งเป็น Growth Agency เอเจนซี่การตลาดที่ใช้ศาสตร์ Growth Hacking และที่สำคัญยังเป็น Webflow Expert เจ้าเดียวในไทยอีกด้วย หากท่านใดสนใจที่จะปรึกษาเกี่ยวกับเรื่องนี้ก็สามารถติดต่อสอบถามไปได้เลย

อ่านบทความเพิ่มเติมเกี่ยวกับ:

ภาพจาก experts.webflow

No-Code Platform จะเข้ามาแทนที่ความเชี่ยวชาญของมนุษย์ได้จริงหรือไม่?

ในเมื่อมนุษย์เป็นผู้สร้าง No-Code Platform ขึ้นมา ทำให้การทำงานสะดวกยิ่งขึ้นก็จริง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า No-Code Platform จะเข้ามาแทนที่มนุษย์ได้อย่างสมบูรณ์แบบเลย

เพราะจริงอยู่ที่ No-Code Platform เกิดขึ้นมาเพื่อให้คนที่เขียนโค้ดไม่เป็นสามารถสร้างเว็บไซต์และแอปพลิเคชันเองได้ แต่ความจริงอีกข้อนึง คือ No-Code Platform เกิดขึ้นมาเพื่อช่วยอำนวยความสะดวกให้มืออาชีพต่าง ๆ อย่าง Developer สามารถทำงานที่มีความซับซ้อนได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ด้วย Airtable หรือ Webflow

ตัวอย่างเช่น จากที่ Developer เคยเขียนโค้ดเพื่อผสาน API* โดยใช้เวลาเป็นวัน ๆ ก็ลดลงเหลือเพียงไม่กี่ชั่วโมงเท่านั้น ซึ่งมันทำให้พวกเขาประหยัดเวลา และสามารถไปทำงานในโปรเจ็กต์อื่น ๆ ที่น่าสนใจและคุ้มค่าเพิ่มขึ้นได้อีก หรือแม้แต่ Designer ที่มีหน้าที่ในการสร้างหน้า User Interface ก็สามารถรับผิดชอบหน้าที่ของ Frontend Developer ด้วยตัวเองได้ จากการใช้งาน Webflow เป็นต้น

*API (Application Programming Interface) คือ การเชื่อมต่อระบบหนึ่งไปสู่อีกระบบหนึ่ง เพื่อให้ซอฟต์แวร์ภายนอกเข้าถึงและอัปเดตข้อมูลนั้น ๆ ได้ แต่ยังคงอยู่ในขอบเขตที่กำหนดไว้ ซึ่งขอบเขตที่ว่านั้น เจ้าของเว็บไซต์ที่มี API จะเป็นผู้กำหนดการเข้าถึงบริการต่าง ๆ ของเว็บไซต์เอง ไม่ใช่ผู้ให้บริการ API นั้น ๆ

เพราะฉะนั้นแล้ว การที่คุณใช้ No-Code Platform ก็ไม่ได้หมายความว่าคุณไม่ต้องการโค้ดเลย หากคุณยังต้องการให้ระบบมีความซับซ้อนอยู่ ยังไงคุณก็ต้องพึ่ง Developer เหมือนเช่นเคยอยู่ดี แต่การเข้ามาของ No-Code Platform มันช่วยอำนวยความสะดวก เพิ่มความรวดเร็ว แถมยังลดข้อผิดพลาดให้ Developer และคนที่เขียนโค้ดไม่เป็นได้

ข้อดีของ No-Code Platform กับการทำธุรกิจ

ถ้ากล่าวถึงข้อดีของ No-Code Platform ในแง่ของการทำธุรกิจ เจ้าเครื่องมือนี้สามารถสร้างประโยชน์ให้กับธุรกิจได้อย่างมหาศาลเลย ไม่ว่าจะเป็น…

1. การเปิดตัวผลิตภัณฑ์ที่รวดเร็วขึ้น

เนื่องจากทีมการตลาด (Marketing), ทีมออกแบบ (Design) หรือทีมอื่น ๆ สามารถสร้างสรรค์งานต่าง ๆ ได้ด้วยตัวเอง ทำให้สามารถเปิดตัวผลิตภัณฑ์ได้รวดเร็วขึ้น โดยที่ไม่ต้องง้อโปรแกรมเมอร์เลย เช่น 

  • ทีมวางแผนคอนเทนต์ (Content Strategist) ไม่ต้องดึงตัว Developer มาสร้าง Database เชื่อมต่อกับหน้าคอนเทนต์เพจเลย แต่สามารถจัดการวางโครงสร้างและจำลองระบบทั้งหมดด้วยตัวเอง 
  • ทีมการตลาด (Marketing) สามารถปล่อยแคมเปญโฆษณาใหม่ได้ โดยมีหน้า Landing Page ที่สร้างขึ้นเอง ไม่ต้องรอ Developer มาสร้างให้ 
  • ทีม Developer เองก็ไม่จำเป็นต้องมาเสียเวลาในขั้นตอนการเขียนโค้ดที่ซับซ้อน การมีเครื่องมือ No-Code เข้ามาช่วย ทำให้พวกเขาสามารถไปพัฒนาส่วนอื่น ๆ ที่มีความสำคัญต่อได้อีก

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดจาก Voximplant ผู้ให้บริการด้าน Cloud Communication เล่าจากเคสในบริษัทเขาเอง เขาได้ให้ Designer ทำงานร่วมกับ Frontend Developer บนเครื่องมือ No-Code ที่ต่างกัน ซึ่งท้ายที่สุดของวัน พวกเขาสามารถสร้างผลิตภัณฑ์ออกมาได้ และพร้อมปล่อยใช้งานได้เลย แสดงให้เห็นว่าการทำงานร่วมกันของทั้ง 2 ฝ่ายที่มีความเชี่ยวชาญ สามารถสร้างผลิตภัณฑ์ออกมาได้อย่างรวดเร็วมาก ถ้าองค์กรต่าง ๆ หันมาลองใช้งาน No-Code Platform ก็อาจจะได้รับประสบการณ์แบบเดียวกัน

2. การทำงานที่ดีขึ้นกว่าเดิม

No-Code Platform สามารถช่วยให้ทุกทีมทำงานได้ดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นฝ่าย Marketing, Sales หรือ HR เอง แม้ว่าในปัจจุบันจะมีเครื่องมือ Teck Stack มากมายที่เกิดขึ้นมาช่วยให้แต่ละฝ่ายทำงานได้สะดวกขึ้น แต่ถ้าทุกทีมสามารถใช้ No-Code Platform เป็น พวกเขาก็จะสร้างเครื่องมือเพื่อให้การทำงานของตัวเองดีขึ้นได้อย่างตรงจุด ซึ่งไม่มีโปรแกรมไหนสามารถแก้ปัญหาพวกนั้นให้เขาได้

เพราะแต่ละทีมมักจะเข้าใจปัญหาของตัวเองดีที่สุด การรับรู้ปัญหาที่ตัวเองกำลังเผชิญอยู่จะทำให้พวกเขาสร้างเครื่องมือ ปรับ แต่ง ทุกสิ่งที่ต้องการ เพื่อเข้ามาทดแทนและแก้ให้ปัญหาเหล่านั้นหมดไป ทำให้การทำงานของพวกเขามีประสิทธิภาพมากขึ้น

“You no longer need to become a programmer to build things on the internet, empowering a new wave of makers from different backgrounds and perspectives.” – Ryan Hoover, Founder of Product Hunt in “The Rise of No Code”

ตัวอย่างเช่น ทีม HR อาจเผชิญกับปัญหาข้อมูลของระบบการรับสมัครบุคลากรเข้ามาทำงานใหม่ ซึ่งพวกเขารู้ดีว่าแต่ละปีจะมีคนสมัครเข้ามาจำนวนมากจากหลายช่องทาง ดังนั้นทีม HR อาจจะใช้เครื่องมือ No-Code เข้ามาช่วยกันสร้างหน้า Landing Page สำหรับรับสมัครงานโดยเฉพาะ เพื่อให้รวมข้อมูลอยู่ที่เดียว ข้อมูลจะไม่กระจัดกระจายไปไหน สามารถคัดเลือกได้ง่ายอย่างเป็นระบบ เป็นต้น

สำหรับเครื่องมือ No-Code ที่เราแนะนำ สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่

ภาพจาก uxdesign

3. เพิ่มโอกาสในการทดลองไอเดียใหม่

แต่ละทีมมีอิสระมากขึ้นสำหรับการทดลองไอเดียใหม่ ๆ ซึ่งพวกเขาสามารถสร้างและปรับแต่งได้ง่ายอย่างรวดเร็วผ่านเครื่องมือ No-Code เช่น ทีมการตลาด (Marketing) สามารถสร้างโครงสร้างเว็บไซต์สำหรับแคมเปญใหม่ ๆ ได้เอง โดยที่ไม่ต้องรอ Developer มาทำให้ เมื่อทีมสร้างเสร็จแล้ว ทำให้พวกเขาสามารถลงมือทดลองและวัดผลได้เลย 

จากการวัดผล พวกเขาก็จะได้รับข้อมูล Insight ใหม่ ๆ ของลูกค้า ถ้าเกิดได้ผลลัพธ์ที่ไม่ดี ทีมก็จะดำเนินการ เพิ่มเติม แก้ไข หรือปรับปรุงแคมเปญที่ทำการทดลองนั้นได้อย่างรวดเร็ว และทดลองซ้ำอีกครั้ง เพื่อดูผลลัพธ์การเปลี่ยนแปลงใหม่ที่ตามมา 

การทดลองเหล่านี้เป็นการสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันทางธุรกิจไปในตัว (และยังเป็นหัวใจสำคัญของการทำ Growth Hacking ด้วย) เพราะทำให้เรามีข้อมูลเพิ่มมากขึ้นว่าลูกค้าต้องการ หรือไม่ต้องการอะไร และทำให้ธุรกิจเติบโตในระยะยาวอย่างยั่งยืนได้อีกด้วย

4. ลดภาระค่าใช้จ่าย

บริษัทสามารถประหยัดงบประมาณได้มากขึ้นสำหรับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ในแต่ละโปรเจ็กต์ จากที่ต้องใช้เงินจ้าง Developer หลายคนมาทำงานต่อ 1 โปรเจ็กต์ ซึ่ง Developer ถือว่าเป็นบุคลากรที่มีค่าตัวค่อนข้างสูง เพราะเป็นผู้ที่มีความเชี่ยวชาญด้านเทคนิคต่าง ๆ และเป็นที่ต้องการตัวอย่างมากในทุกอุตสาหกรรม เมื่อบริษัทมาใช้ No-Code Platform ก็สามารถลดจำนวน Developer ลงได้ เนื่องจากมีเครื่องมือ No-Code Platform เข้ามาทุ่นแรง

ภาพจาก datafoundry

จะเกิดอะไรขึ้นกับ Web Designer และ Web Developer ในอนาคต ใครจะอยู่หรือใครจะไป !?

ในเมื่อตอนนี้ เราก็ได้เห็นข้อดีของ No-Code Platform กันไปแล้ว ซึ่งไม่ว่าใครก็ตามสามารถเป็นได้ทั้ง Web Designer และ Web Developer ได้ในคราวเดียวที่สร้างเว็บไซต์และแอปพลิเคชันผ่าน No-Code Platform

แล้วในอนาคตจะเกิดอะไรขึ้นกับ Web Designer และ Web Developer กันนะ?

สำหรับเหล่า Web Designer และ Web Developer ที่ผ่านเข้ามาอ่าน แล้วกำลังคิดในใจว่าคุณต้อง “ตกงานแน่นอน” เดี๋ยวก่อน ใจเย็น ๆ ก่อน จริงอยู่ที่อ่านบทความตั้งแต่ต้นจนถึงตรงนี้ ดูแววแล้ว ใคร ๆ ก็สามารถสวมหมวกกลายเป็นทั้ง 2 อาชีพนี้ได้ง่าย ๆ ด้วยการใช้เครื่องมือ No-Code ที่เกิดมาเพื่อลบอุปสรรคต่าง ๆ ของมนุษย์ออกไป ไม่ว่าจะเป็นความซับซ้อน, ความล่าช้าในการทำงาน, ทักษะด้านการเขียนโค้ด, ทักษะการออกแบบ หรืออะไรก็ตาม 

ภาพจาก logomines

สำหรับเราคิดว่าในอีก 10 ข้างหน้า ทั้ง 2 อาชีพนี้อาจมีความทับซ้อน (Overlap) กันมากขึ้น เพราะเครื่องมือ No-Code เกิดมาเพื่อลดช่องว่างระหว่าง Web Designer และ Web Developer จากที่เคยมีความห่างไกลและต้องคอยพึ่งพาอาศัยกัน ก็ทำให้ช่องว่างช่องนั้นค่อย ๆ ลดน้อยลงไป

เพราะการใช้งานเครื่องมือ No-Code ทางฝั่ง Designer จากที่ไม่มีความรู้ด้านการเขียนโค้ดมาก่อน ก็สามารถเรียนรู้และเข้าใจการเขียนโค้ดได้ง่ายขึ้น รู้ถึงคอนเซ็ปต์, ตรรกะ, เงื่อนไขในการสร้างงานได้ดียิ่งขึ้น ส่วนทางฝั่ง Developer ที่ไม่เคยมีทักษะการออกแบบมาก่อนเช่นกัน เมื่อมาใช้เครื่องมือสำเร็จรูปก็ทำให้การออกแบบเป็นเรื่องที่ง่ายขึ้น ไม่ต้องรอให้ Designer มาคอยออกแบบให้ แต่สามารถลากวางองค์ประกอบต่าง ๆ เติมแต่งสีสันได้ด้วยตัวเองตามที่ต้องการเลย

นอกจากนั้นแล้ว การใช้งาน No-Code Platform อาจทำให้ 2 ฝั่งมีความเข้าใจกันและเห็นอกเห็นใจกันมากขึ้นด้วยก็ได้ เพราะจะเห็นถึงความยากลำบากในสิ่งที่ตัวเองไม่เคยทำมาก่อน เช่น Designer อาจเข้าใจว่าทำไมสิ่งที่เคยออกแบบไปแล้ว Developer ไม่สามารถทำให้ได้ เหตุผลมันเป็นเพราะอะไร ส่วน Developer อาจเข้าใจมากขึ้นว่าทำไม Designer ถึงออกแบบมาแบบนี้ เพราะอยากให้ผู้ใช้งานได้รับประสบการณ์ที่ดี เป็นต้น แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นมันก็ขึ้นอยู่กับความถนัดทั้งของ Developer และ Designer แต่ละคนด้วยว่า พวกเขาถนัดในการทำงานในด้านไหนมากกว่ากัน ซึ่งบางที Designer อาจส่งงานให้กับ Developer ที่ไม่มีความถนัดในด้านนั้น ๆ เขาก็ไม่สามารถสร้างสรรค์งานที่ได้รับมอบหมายให้ออกมาได้ตรงความพึงพอใจของ Designer ก็มี

โดยสรุปแล้ว เราคิดว่ายังไงก็ตาม ทั้ง Web Designer และ Web Developer ต่างก็ยังคงมีความสำคัญไม่แพ้กันอยู่ดี เพียงแต่ว่าในอนาคตอาจจะเกิดการทำงานแบบไฮบริด (Hybrid Role) มากขึ้น คือ ผู้สร้างสรรค์งานทั้ง 2 คน ที่ทำหน้าที่ต่างกันในตอนนี้ จะกลายมาเป็นผู้ที่สามารถทำงานของกันและกันได้ดีกว่าเดิม 

ตราบใดที่เทคโนโลยียังคงมีวิวัฒนาการแบบไร้พรมแดนไม่มีที่สิ้นสุด การลงทุน ลงเวลาเพื่อมาเรียนรู้ทักษะใหม่ ๆ ของมนุษย์ก็ไม่ควรสิ้นสุดลงแค่นี้เช่นกัน ยิ่งโลกหมุนไป เราก็ยิ่งต้องหมุนตาม หมั่นเรียนรู้ทักษะใหม่ ๆ เสมอ เพราะเมื่อโลกหมุนไปแล้ว จะไม่มีวันหมุนย้อนกลับมาได้เหมือนเดิมอีก เปลี่ยนแปลงไปแล้วเปลี่ยนแปลงไปเลย

ปัจจุบันนี้ก็ไม่มีใครคาดเดาได้หรอกว่าในอนาคต อาชีพไหนกันแน่ที่จะหายไป แต่ที่เรารู้แน่ ๆ ตอนนี้คือ “คนที่หยุดนิ่งกับที่ ไม่รู้จักเรียนรู้ ปรับตัว เปลี่ยนแปลงตัวเองให้ตามทันเทคโนโลยีนวัตกรรมใหม่ ๆ นั่นแหละ ที่อาจจะกลายเป็นคนที่ไร้ตัวตน และหายไปจากโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ทุกวันได้ในท้ายที่สุด”

อย่ามองว่าเทคโนโลยีที่มีความซับซ้อนและยากที่จะทำความเข้าใจ มาปิดกั้นไม่ให้คุณได้เรียนรู้หรือลงมือทำสิ่งใหม่ ๆ เลย แต่เราอยากให้คุณมองเทคโนโลยีเป็นเหมือนช่องทางและโอกาสใหม่ ๆ ที่เข้ามากระตุ้นให้คุณเป็นคนที่ดีขึ้นกว่าเดิมในทุกวัน ๆ ดีกว่า มาเติบโตไปพร้อม ๆ กันนะ :-)

สรุปทั้งหมด

No-Code Movement ก็ยังคงมีการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงในทุก ๆ วัน เราจะเห็นได้จากการที่มีเครื่องมือ No-Code เกิดขึ้นมากมายให้เลือกใช้กัน ซึ่งมันก็มีประโยชน์และข้อดีมากมายเลย ทั้งลดความผิดพลาด เพิ่มความรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ แถมยังเข้ามาช่วยลดช่องว่างของอุปสรรคการสร้างเว็บไซต์และแอปพลิเคชันให้กับทั้งคนที่เขียนโค้ดไม่เป็น หรือ Developer เองด้วย

ในอนาคตเราก็ต้องมาจับตาดูกันต่อไปว่า No-Code Movement จะมีแรงกระเพื่อมมากขนาดไหน และที่สำคัญ เราก็ควรปรับตัวเองให้ตามทันเทรนด์เหล่านี้ด้วย ปรับตัวตั้งแต่เนิ่น ๆ สร้างความได้เปรียบให้กับตัวเองและธุรกิจ อีกไม่นานมันจะสร้างประโยชน์ให้คุณได้อย่างมหาศาลได้แน่นอน


Source: webflow, taplytics


ไม่พลาดทุกข้อมูลที่ช่วยให้ธุรกิจคุณเติบโตได้เร็วยิ่งขึ้น

ติดตามได้หลากหลายช่องทางที่คุณสะดวก ไม่ว่าจะเป็น e-mail, line หรือ youtube
Subscribe