My Account

Stage 1 : Zero To Launch

ศึกษา 5 เทรนด์ Digital Marketing มาแรง ที่นักการตลาดต้องเริ่มปรับตัวในปี 2021

ศึกษา 5 เทรนด์ Digital Marketing มาแรง ที่นักการตลาดต้องเริ่มปรับตัวในปี 2021
Light
Dark
PEA TANACHOTE

อดีตนักร้อง ที่ผันตัวมาเขียนคอนเทนต์ เชียร์ลิเวอร์พูล ชอบดู We Bare Bears นักเขียนคอนเทนต์ที่ใครๆ ก็ต้องการตัว (โดยเฉพาะตำรวจ)

นักเขียน
PEA TANACHOTE
PEA TANACHOTE

อดีตนักร้อง ที่ผันตัวมาเขียนคอนเทนต์ เชียร์ลิเวอร์พูล ชอบดู We Bare Bears นักเขียนคอนเทนต์ที่ใครๆ ก็ต้องการตัว (โดยเฉพาะตำรวจ)

นักเขียน

เลือกอ่านตามหัวข้อ

จากปี 2020 ที่เพิ่งผ่านไปโลกของการทำธุรกิจออนไลน์ เรียกว่ามีการเติบโตเพิ่มขึ้นอยู่ตลอด นักการตลาดเริ่มให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีและระบบ Automation ต่าง ๆ เพิ่มมากขึ้น จนต้องยอมรับว่าในปีที่ผ่านมา เป็นขวบปีที่โลกของการทำธุรกิจออนไลน์ ต้องปรับตัวกันเป็นอย่างมาก

โดยเฉพาะการเข้ามาของวิกฤตระดับโลกอย่าง Covid-19 ที่ทำให้เศรษฐกิจทั่วโลกต้องชะลอตัว รวมถึงการวางแผนธุรกิจหรือแผนการตลาด ก็ต้องมีการเปลี่ยนแปลงเพื่อปรับให้เข้ากับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป เช่น ผู้บริโภคหันมาซื้อสินค้าผ่านทางช่องทางออนไลน์มากขึ้น , การทำงานแบบ Remote Working ฯลฯ

ดังนั้นในปี 2021 นี้เทรนด์ของการทำการตลาดดิจิทัลย่อมมีการเปลี่ยนแปลง (มากกว่าเดิม) แน่นอน ผู้ประกอบการและนักการตลาดทุกท่าน ต้องเริ่มหันมาสนใจกับ “Digital Marketing Trends” มากขึ้นเพื่อวางกลยุทธ์ให้แบรนด์หรือธุรกิจของเราอยู่รอดในการแข่งขันที่เพิ่มความดุเดือดและเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา 

ในบทความนี้ The Growth Master ขอพาทุกท่านไปศึกษา 5 เทรนด์ Digital Marketing มาแรง ที่นักการตลาดต้องเริ่มปรับตัวในปี 2021 เพื่อให้ทุกท่านได้เรียนรู้ว่าในปี 2021 นี้เทรนด์การทำการตลาดแบบไหนที่จะเข้ามาสร้างการเติบโตให้กับธุรกิจของคุณได้ และเทรนด์ไหนที่จะเข้ามาสร้างอิทธิพลต่อการทำการตลาดของคุณในปีนี้

ไม่พลาดทุกข้อมูลที่ช่วยให้ธุรกิจคุณเติบโตได้เร็วยิ่งขึ้น

ติดตามได้หลากหลายช่องทางที่คุณสะดวก ไม่ว่าจะเป็น e-mail, line หรือ youtube
Subscribe

5 เทรนด์ Digital Marketing มาแรง ที่นักการตลาดอย่างคุณต้องเริ่มศึกษาในปี 2021

1 . เทคโนโลยี Artificial Intellegent (AI) จะถูกใช้งานมากขึ้น

ภาพจาก momentumdata

เทคโนโลยี Artificial Intellegent หรือที่เราเรียกติดปากกันว่า AI กำลังจะเข้ามามีอิทธิพลอย่างมากต่อการทำ Digital Marketing ในปี 2021 เพราะเทคโนโลยี AI นั้นมีความสามารถที่น่าเหลือเชื่อในการทุ่นแรงของมนุษย์ และสามารถทำงานต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

ภาพจาก salesforce

นอกจากนั้นจากผลสำรวจของ Salesforce พบว่าในช่วง 2 ปีหลังสุด Marketing Technology ที่เติบโตได้เร็วที่สุดก็คือเทคโนโลยี AI นี่แหละครับ ด้วยค่าเฉลี่ยการเติบโตถึง 53% 

กลับมาที่ในฝั่งของ Digital Marketing เทคโนโลยี AI นั้นสามารถเข้ามาเพิ่มประสิทธิภาพในเรื่องของการวิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้า การทำ Customer Relationship Management (CRM) เพื่อเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้การทำงานของคุณรวดเร็วขึ้น

และเทคโนโลยี AI บางตัวสามารถทำให้การตลาดออนไลน์เป็นเรื่องที่ง่ายขึ้นได้เยอะ เช่นเทคโนโลยีที่นักการตลาดต่างรู้จักกันดีอย่าง Chatbot หรือการนำเทคโนโลยี AI มาใช้กับการหากลุ่มเป้าหมายใหม่ ๆ เช่นการทำ Lookalike Audience ที่ AI เองจะสามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่คิดว่ามีแนวโน้มจะเป็นลูกค้าของเราได้อย่างรวดเร็ว จากการวิเคราะห์ข้อมูลการเปิดเว็บไซต์หรือเยี่ยมชมเพจต่าง ๆ

ซึ่งจะทำให้เราได้กลุ่มเป้าหมายใหม่ที่ตรงกับความต้องการของคุณ และเริ่มส่งโฆษณาหรือทำการตลาดกับกลุ่มคนเหล่านี้ให้มากขึ้น เพื่อดึงให้คนเหล่านี้กลายมาเป็นลูกค้ากลุ่มใหม่ของธุรกิจนั่นเอง

ภาพจาก exponea

นอกจากนั้นเทคโนโลยี AI คาดการณ์ว่าจะเข้ามาช่วยให้การสร้างแคมเปญโฆษณาทั้งบน Google และ Social Media (เช่น Facebook) เป็นเรื่องที่ง่ายขึ้นด้วยระบบการประมวลผลที่มีความแม่นยำ รวดเร็ว ไม่ต้องเสียเวลามาจัดการแต่ละขั้นตอนเอง ส่งผลดีต่อนักการตลาดสาย Ads Optimization ทำงานได้ง่ายขึ้น

หรือในฝั่งของการทำ SEO ที่ล่าสุด Google ก็เริ่มนำเทคโนโลยี AI มาใช้งานเพื่อทำความเข้าใจ บริบท (Context) คำค้นหาของภาษามนุษย์มากขึ้น เพื่อเพิ่มประสบการณ์การใช้งานที่ดีให้กับ User 

ถึงตรงนี้น่าจะชัดเจนแล้วนะครับว่าเทคโนโลยี AI เริ่มเข้ามามีบทบาทกับการทำการตลาดดิจิทัลของคุณมากขึ้นทุกวัน เพราะฉะนั้นในปี 2021 นี้หากคุณคือนักการตลาดที่รักการเติบโตก็ต้องหมั่นศึกษาเรื่องเทคโนโลยี AI นี้ไว้ให้มาก ๆ ด้วยนะครับ

2. User Experience จะเข้ามามีส่วนกับ SEO มากขึ้น

นักการตลาดโดยเฉพาะสายคอนเทนต์น่าจะทราบกันดีอยู่แล้วว่าการทำ SEO นั้นเป็นเทคนิคที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ซึ่งการเปลี่ยนแปลงในแต่ละครั้ง จะมากน้อยอย่างไรก็ขึ้นอยู่กับการอัปเดต Algorithm ของ Google ที่ออกมา

แต่เรื่องที่จะเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องกับการทำ SEO มากขึ้นในปี 2021 (นอกจากเรื่องของ Keyword ที่เรารู้กันอยู่แล้ว) หลายสำนักคาดการณ์ว่าไม่น่าจะหนีพ้นจากเรื่อง User Expereince (UX) หรือการสร้างประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานให้กับ User 

ภาพจาก foxandlee

และเรื่องนี้ก็เริ่มส่อแววเป็นเรื่องจริงซะด้วย หลังจากที่เมื่อช่วงกลางเดือนพฤศจิกายน 2020 ทาง Google ได้ออกมาบอกว่าในเดือนพฤษภาคม 2021 พวกเขาจะเริ่มใช้ค่า Core Web Vitals เป็นอีกปัจจัยในการจัดอันดับ Search Ranking แล้ว

* อ่านเรื่อง Google จะเริ่มใช้ Core Web Vitals เป็นปัจจัยการจัดอันดับ Search Ranking ในปี 2021 ได้ที่นี่

ซึ่งค่า Core Web Vitals ที่ว่านั้นจะเกี่ยวข้องกับเรื่องของ User Expereince ทั้งหมดเช่นเรื่องความเร็วของการโหลดเนื้อหาบนเว็บไซต์ (LCP) , ความเร็วต่อการตอบสนองคำสั่งบนเว็บไซต์ (FID) และเรื่องความเสถียรของการวาง Layout บนเว็บไซต์ (CLS) 

ดังนั้นอีกปัจจัยที่จะทำให้การทำ SEO ประสบความสำเร็จนั่นก็คือการหันมาใส่ใจกับ UX ของเว็บไซต์คุณมากขึ้นตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

ลองมองกลับไปที่เว็บไซต์ของคุณว่าทุกวันนี้เว็บไซต์ของเรานั้น ออกแบบใช้งานยากไหม , เวลาในการโหลดแต่ละหน้ามากน้อยอย่างไร , มีการจัดวาง Layout แต่ละหน้าเรียบร้อยหรือไม่

โดยคุณสามารถเริ่มปรับปรุง User Expereince ให้กับเว็บไซต์คุณเองได้ทันทีด้วยเทคนิคดังนี้

  • ย่อไฟล์รูป , วิดีโอที่แสดงผลในเว็บไซต์ เพื่อให้ใช้เวลาในการโหลดได้เร็วขึ้น (เพราะไฟล์ที่มีขนาดใหญ่จะทำให้เว็บไซต์ใช้เวลาโหลดนาน) โดยใช้เครื่องมือแนว Image Optimize
  • ออกแบบเว็บไซต์ให้ง่ายต่อการใช้งาน การจัดวาง Layout ขององค์ประกอบต่าง ๆ  ต้องดูสวยงามไม่รกตา ทั้งรูปแบบ Desktop และ Smartphone
  • ตรวจสอบการใช้งาน PlugIn ว่าเยอะเกินไปหรือไม่ เพราะการใช้งาน PlugIn ที่เยอะเกินไป มีส่วนทำให้เว็บไซต์ตอบสนองได้ช้าลงเช่นกัน (สำหรับ Wordpress)
  • ถ้าเว็บไซต์เก่าเกินไป ไม่ได้ปรับปรุงมาหลายปี อาจต้องถึงเวลาที่จะ Redesign ใหม่ทั้งหมด และลองเปลี่ยนระบบหลังบ้านที่ใช้งาน
  • เริ่มทำความเข้าใจลูกค้า ด้วยการสัมภาษณ์ ถามเรื่องประสบการณ์การใช้งานเว็บไซต์ พวกเขามองหาอะไร แล้วจึงเริ่มออกแบบตามความต้องการของพวกเขา

3. Social Media Marketing กับยุคที่ผู้คนตระหนักถึงปัญหาสังคมมากขึ้น

Social Media Marketing ถือว่าไม่ใช่ “เรื่องใหม่” ของการทำ Digital Marketing ในปี 2021 ซึ่งนักการตลาดหลายท่านน่าจะพอมีความรู้เกี่ยวกับเทคนิคนี้อยู่บ้างแล้ว แต่ในปี 2020 ที่ผ่านมาวิกฤตอย่าง Covid-19 เข้ามาทำให้พฤติกรรมของผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไป พวกเขาหันหน้ามาสู่ความเป็นออนไลน์มากขึ้น

ภาพจาก x-cart

โดยในช่วงปี 2020 ที่ผ่านมาตัวเลขผู้ใช้งานของ Social Media บางตัวเพิ่มมากขึ้นหลายเท่า ด้วยสาเหตุจาก Covid-19 เช่น Twitter และ Instagram ที่ตัวเลข Active User ทั่วโลกทะลุ 1 พันล้านคนไปแล้ว 

รวมถึงการแจ้งเกิดของ Social Media มาแรงอย่าง TikTok นั่นทำให้เห็นว่ากระแสของ Social Media เติบโตขึ้นอยู่ตลอดจริง ๆ (ซึ่งทาง Hubspot ก็คาดการณ์ว่าปี 2021 ก็จะเป็นเช่นนี้ต่อไป)

แต่นั่นก็เป็นเหมือนดาบ 2 คมในที่ทางฝั่งแบรนด์ต้องระมัดระวังมากขึ้นในการทำ Social Media Marketing เพราะในปี 2021 นี้ทาง Hubspot และ Talkwalker ได้มีการออกมาคาดการณ์ว่าผู้คนจะเริ่มตระหนักถึงปัญหาสังคมมากขึ้น

ภาพจาก talkwalker

กล่าวคือ ด้วยกระแสสังคมที่เกิดขึ้นทั่วโลกในปี 2020 ไม่ว่าจะเป็นปัญหาการแพร่ระบาด COVID-19 หรือการเรียกร้องความเท่าเทียมกันระหว่างเชื้อชาติอย่าง #BlackLivesMatter ได้กลายมาเป็นส่วนสำคัญที่ผลักดันเทรนด์ในปี 2021 นี้เลยก็ว่าได้

เพราะจากการสำรวจนั้น 50% ของประชากร Gen-Z ทั่วโลกประสบกับปัญหาว่างงานและตกงานเนื่องจากวิกฤต COVID-19 ทำให้พวกเขามองว่าปัญหาสังคมเหล่านี้กำลังส่งผลกระทบต่ออนาคตของตนเอง จึงหันมาให้ความสำคัญในเรื่องนี้มากขึ้น 

เป็นสาเหตุให้พวกเขาจึงเริ่มออกมาเรียกร้อง หรือ คาดหวังว่าแบรนด์ต่าง ๆ จะมีความรับผิดชอบต่อสังคม สิทธิมนุษยชน (Human Rights) และ ปัญหาอื่นเช่น ด้านจิตใจ ด้านความเหลื่อมล้ำ ด้านการเมือง เป็นต้น

โดยในฐานะแบรนด์ที่สื่อสารกับลูกค้าอยู่ใน Social Media ในปี 2021 นี้คุณต้องหันมาเริ่มให้ความสนใจและใส่ใจกับเรื่องกระแสเหล่านี้มากขึ้น ก่อนที่ลูกค้าจะ “แบน” หรือ “คว่ำบาตร” คุณออกจากใจ

ตัวอย่างจากแบรนด์กีฬาชั้นนำของโลก อย่าง Nike, Adidas ที่ออกมาเคลื่อนไหวจากกระแส Black Live Matter l ภาพจาก marketing for ecommerce

ซึ่งในปี 2020 ที่ผ่านมาก็เริ่มมีตัวอย่างให้เราเห็นกันบ้างแล้ว ในกรณีที่กลุ่มลูกค้า , ผู้ใช้งาน ไม่พอใจในแบรนด์ต่าง ๆ จนออกมาเคลื่อนไหว

จากตัวอย่างที่ชัดที่สุดก็คงเป็นเรื่องของแคมเปญ #StopHateForProfit ที่แบรนด์ใหญ่เริ่มแบนการซื้อโฆษณาบน Facebook และ Instagram เพราะว่าแพลตฟอร์มเหล่านั้นไม่มีมาตรการในการแบนคอนเทนต์ที่มี Hate Speech (เช่น คำพูดเชิงเหยียดสีผิว เหยียดเชื้อชาติ หรือคำพูดรุนแรงต่างๆ) ในช่วงที่กระแส Black Live Matter กำลังมาแรง 

ซึ่งแบรนด์ที่ออกมาเคลื่อนไหวเรื่อง #StopHateForProfit ก็เริ่มตั้งแต่ตัวเปิดอย่าง The North Face ตามมาด้วยแบรนด์ดังอีกมากมายเช่น Walmart Stores, Microsoft, Disney, Starbucks, New York Times, Coca-Cola, Patagonia, Adidas, Ben & Jerry's, Unilever และแบรนด์อื่น ๆ อีกมากมายกว่า 200 แบรนด์

และด้วยกระแส #StopHateForProfit ที่หนักขึ้นนี้เอง ส่งผลให้มูลค่าหุ้นของ Facebook ลดฮวบกว่า 8%  (ภายในระยะเวลาแค่ข้ามคืน) เป็นมูลค่ากว่า 53 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งแม้ว่าจะถูกยกเลิกโฆษณาไปแต่รายได้โฆษณาจากแบรนด์ใหญ่คิดเป็นแค่ 6% ของรายได้จากโฆษณาทั้งหมดเท่านั้น

แต่ก็เป็นตัวอย่างให้เห็นแล้วว่าการทำ Social Media Marketing ในปี 2021 นี้แม้จะเป็นเรื่องเล็ก แต่การที่แบรนด์ออกมารับผิดชอบต่อสังคม และใส่ใจกับสถานการณ์บ้านเมืองที่กำลังเกิดขึ้น โดยเฉพาะถ้าคุณเป็นแบรนด์ที่มีผู้ติดตามมากใน Social Media ไม่ว่าจะเป็นแพลตฟอร์มใด ถือเป็นสิ่งที่คุณจะละเลยไม่ได้ครับ

4. AR และ VR จะเข้ามามีบทบาทมากขึ้นกับการทำการตลาดในหลายอุตสาหกรรม

ในช่วงปีที่ผ่านมาต้องยอมรับว่าเป็นปีที่เทคโนโลยีภาพเสมือนจริง เริ่มเข้ามามีบทบาทและสร้างการเติบโตให้กับธุรกิจในหลายอุตสาหกรรมมากขึ้น ซึ่งเทคโนโลยีภาพเสมือนจริงที่ได้รับความนิยมที่สุด ก็คงหนีไม่พ้นสองคู่แฝด (ที่แตกต่าง) อย่าง Augmented Reality (AR) และ Virtual Reality (VR)

ภาพจาก medium

Augmented Reality (AR) คือ เทคโนโลยีการนำวัตถุเสมือนที่สามารถเป็นได้ทั้งภาพ วิดีโอ หรือเสียงเข้ามาผสานกับสภาพแวดล้อมจริงที่อยู่รอบ ๆ ตัวเรา เพื่อนำเสนอเนื้อหาของสินค้าและบริการ ให้กับผู้บริโภค (ในมุมของการทำการตลาด) 

Virtual Reality (VR) คือ เทคโนโลยีที่พยายามสร้างภาพเสมือนของสภาพแวดล้อมขึ้นมาใหม่ เพื่อดึงให้ผู้ใช้งานมีความรู้สึกเหมือนหลุดออกจากโลกความจริง (หรือคล้าย) โดยสิ่งแวดล้อมเสมือนนี้อาจเป็นได้ทั้งภาพหรือเสียง ก็ได้ โดย VR นั้นจะต้องใช้อุปกรณ์ในการใช้งานเช่น VR Headset เป็นต้น

ถ้าถามว่า ทำไมเทคโนโลยีทั้ง 2 ตัวนี้ ถึงกำลังจะกลายเป็นเทรนด์ใหม่ของการทำการตลาดในปี 2021 คำตอบก็คือ เพราะพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนเข้าสู่ความเป็นออนไลน์มากขึ้น ด้วยเหตุจาก Covid-19 ทำให้ฝั่งธุรกิจต้องเร่งนำเทคโนโลยีภาพเสมือนทั้ง 2 ตัว มาใช้งาน เพื่อสร้างประสบการณ์และการมีส่วนร่วมระหว่างแบรนด์กับลูกค้า ให้คงอยู่ไว้เหมือนเดิม

ภาพจาก statista

ซึ่งจากสถิติของ Statista ระบุว่าเทคโนโลยีทั้ง AR และ VR จะเข้ามามีบทบาทสำคัญกับการทำการตลาดยาวไปจนถึงปี 2025 โดยสถิติได้แบ่งเป็นอุตสาหกรรมที่มาแรงสำหรับ AR นั่นก็คือธุรกิจเพื่อสุขภาพ , วิศวกรรม , บ้านและที่อยู่อาศัย , สถาปัตยกรรม

ตัวอย่างจากแบรนด์ Home Depot ที่ใช้เทคโนโลยี AR จำลองการตกแต่งบ้าน ผ่านสมาร์ทโฟนของลูกค้าภาพจาก virtuaulrealitytimes 

ส่วนในฝั่งของเทคโนโลยี VR อุตสาหกรรมที่ตลาดกำลังจะเติบโตนั่นก็คือ ธุรกิจเกมส์ และที่น่าสนใจคือธุรกิจ Events สังเกตได้เลยว่าในช่วงปีที่ผ่านมาหลายธุรกิจเริ่มหันมาทำการตลาดผ่าน Virtual Event หรือ Live Streaming ที่กำลังได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก 

เพราะผู้ร่วมงานสามารถรับชมหรือมีส่วนร่วมผ่านช่องทางออนไลน์ได้ทั่วโลก ในขณะที่สถานการณ์ปัจจุบันยังไม่สามารถจัดอีเว้นท์แบบปกติได้

ซึ่งนอกจากประโยชน์ในด้านการสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับผู้ใช้งานและการขับเคลื่อนการทำการตลาดแล้วการนำเทคโนโลยีทั้ง AR และ VR ยังช่วยเสริมสร้างภาพลักษณ์ที่ดูทันสมัยมากขึ้นให้กับแบรนด์ในสายตาของกลุ่มลูกค้าได้อีกด้วย 

5. ในปี 2021 การทำ Video Marketing จะได้รับความนิยมมากขึ้นอีก

ในปี 2021 จะกลายเป็นยุคทองของการทำคอนเทนต์ในรูปแบบวิดีโอ ซึ่งถ้าเราลองย้อนกลับไปเมื่อปี 2020 ที่ผ่านมา คอนเทนต์ในรูปแบบของวิดีโอเป็นรูปแบบที่ได้รับความนิยม ไวรัลได้ง่าย และสร้าง Brand Awareness ได้เป็นอย่างดี

โดยเทรนด์ใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้นของการทำ Video Marketing ก็เรียกได้ว่าเปลี่ยนแปลงไปจากปีที่แล้วพอสมควร บางอย่างเราอาจจะได้เห็นจากช่วงปลายปีที่แล้ว อย่างเรื่องที่ Google จะพยายามเน้นให้ Video Content ปรากฏเจอบนหน้าแรกของการค้นหา (SERP)  

ภาพจาก buzzstream

โดยสิ่งที่คุณต้องทำความเข้าใจเพิ่มสำหรับเรื่องการทำ Video Marketing For SEO (สำหรับธุรกิจที่ต้องใช้ Youtube ในการทำการตลาดกับลูกค้า) นั่นก็คือการหันมาให้ความสำคัญกับรายละเอียดต่าง ๆ ของ Video Content ไล่ตั้งแต่ ชื่อคอนเทนต์ , Thumbnail , คำอธิบาย (Description) และที่เพิ่มเข้ามาใหม่ก็คือการแบ่งและตั้งชื่อ Timestamps เพื่อให้คอนเทนต์ของคุณถูกหาเจอได้ง่ายขึ้นครับ

และในปี 2020 ที่ผ่านมา Youtube แพลตฟอร์มสำหรับ Video Content ได้กลายเป็น Search Engine อันดับ 2 ของโลก (รองจาก Google) ไปแล้ว ซึ่งภายในปีที่ผ่านมา Youtube แซงเรียบทั้ง Bing , Yahoo รวมถึง Search Engine ตัวอื่นอย่างไม่เห็นฝุ่น แสดงให้เห็นเลยว่า Video Content กำลังมาแรงขึ้นทุกปีจริง ๆ

ภาพจาก get in touch

ข้ามฟากไปที่ฝั่งเทรนด์ของ Social Media กันบ้างในปีที่แล้ว Video Content ก็ยังเป็นสิ่งที่สร้าง Engagement ได้ดีเสมอ ชัดเจนด้วยการแจ้งเกิดของ TikTok ที่เป็นแพลตฟอร์ม Short Video Content ที่ยังได้รับความนิยมมาถึงปัจจุบัน ล่าสุดตัวเลข Active User ก็ทะลุเกินหลัก 800 ล้านคนทั่วโลกไปแล้ว

ภาพจาก oberlo

ซึ่งก็ต้องตามมาด้วยการกำเนิดอาชีพใหม่อย่าง TikTok Creator (หรือ TikToker) ผู้สร้างคอนเทนต์ที่น่าจดจำ จนกลายเป็น Influencer บนแพลตฟอร์มซึ่งจากการสำรวจพบว่ากว่า 37% ของ TikToker ทั่วโลกสร้างรายได้มากถึง 1 แสน ดอลลาร์ต่อปี 

กลับมาที่แพลตฟอร์มที่เราคุ้นเคยอย่าง Facebook กันบ้างที่การทำ Video Content ยังคงสำคัญต่อการทำการตลาดและการสร้างแบรนด์อยู่เสมอ โดยจากการสำรวจพบว่า การทำ Live Video สามารถสร้าง Engagement ที่มากกว่าให้กับแบรนด์ได้มากถึง 79% (และมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นอีกในปีนี้) ถือว่ามากสุดในบรรดาการทำ Video Marketing สำหรับ Facebook เลยทีเดียว

เป็นอันสรุปได้ว่าเทรนด์การทำ Video Marketing ในปี 2021 เป็นเรื่องที่นักการตลาดทุกคนต้องจับตาไว้ให้ดีเพราะตลาด Video Platform มีการเติบโตและเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด และการทำ Video Marketing ที่มีประสิทธิภาพมากพอ จะสามารถช่วยธุรกิจของคุณให้เข้าใกล้ความสำเร็จอีกขั้นหนึ่งได้ครับ

สรุปทั้งหมด

สุดท้ายทั้ง 5 เทรนด์ Digital Marketing 2021 ที่ The Growth Master ได้นำมาฝากกันในบทความนี้ ล้วนแต่มีความสำคัญและจะเข้ามามีบทบาทต่อการทำการตลาดในปี 2021 นี้อย่างแน่นอน 

โดยเราหวังเป็นอย่างยิ่งว่านักการตลาดทุกท่านจะเริ่ม “ปรับตัว” เพื่อเตรียมพร้อมกับปีที่การทำการตลาดจะเข้มข้นกว่าทุกปี ขอให้ทุกคนโชคดีครับ!

Source : ecomobi , dabrianmarketing , financesonline 






ไม่พลาดทุกข้อมูลที่ช่วยให้ธุรกิจคุณเติบโตได้เร็วยิ่งขึ้น

ติดตามได้หลากหลายช่องทางที่คุณสะดวก ไม่ว่าจะเป็น e-mail, line หรือ youtube
Subscribe